รู้ทัน! อาการปวดท้อง ตำแหน่งต่างๆ เสี่ยงเป็นโรคอะไร ต้องรู้ไว้
  1. รู้ทัน! อาการปวดท้อง ตำแหน่งต่างๆ เสี่ยงเป็นโรคอะไร ต้องรู้ไว้

รู้ทัน! อาการปวดท้อง ตำแหน่งต่างๆ เสี่ยงเป็นโรคอะไร ต้องรู้ไว้

อาการปวดท้อง มีหลายรูปแบบ ซึ่งอาการปวดแต่ละตำแหน่งมีความแตกต่างและสามารถอาจจะเกิดโรคต่างๆ ตามมา! มาเช็กกันว่าตำแหน่งที่เรามักปวดบ่อยๆ เสี่ยงเป็นโรคอะไรได้บ้าง?
writerProfile
3 พ.ค. 2022 · โดย

อาการปวดท้อง เป็นอาการที่หลายๆ คนมักจะมองข้าม ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นๆ หายๆ จึงไม่ค่อยได้สนใจอะไร แต่หากใครที่มักจะปวดที่บริเวณตำแหน่งเดิมเป็นประจำอยู่บ่อยๆ ควรต้องรู้เอาไว้ ว่าการปวดท้องสามารถบอกโรคได้! ไม่ว่าจะเป็นปวดท้องข้างซ้าย ปวดท้องข้างขวา หรือปวดท้องน้อย เป็นต้น มาเช็กกันว่าแต่ละจุดเสี่ยงเป็นโรคอะไรได้บ้าง รู้ไว้ก่อนจะได้ป้องกันได้ทัน

ปวดท้องบริเวณใต้ชายโครงขวา

ปวดท้องบริเวณใต้ชายโครงขวา

ปวดท้องบริเวณใต้ชายโครงขวา เสี่ยงเป็นโรค “นิ่วในถุงน้ำดี”

ชายโครงขวา เป็นจุดของตับ และถุงน้ำดี มีอาการท้องเฟ้อบริเวณเหนือสะดือ เรอ คลื่นไส้ อาเจียน คล้ายอาการของอาหารไม่ย่อย ซึ่งมักเป็นหลังกินอาหารมันๆ ในรายที่ก้อนนิ่วเคลื่อนไปอุดในท่อส่งน้ำดี จะมีอาการปวดบิดรุนแรงเป็นพักๆ ตรงบริเวณใต้ลิ้นปี่หรือใต้ชายโครงขวา ซึ่งอาจปวดร้าวมาที่ไหล่ขวาหรือบริเวณหลังตรงใต้สะบักขวา  อาการปวดท้องมักเป็นหลังกินอาหารมันหรือกินอาหารมื้อหนัก บางคนอาจมีอาการดีซ่าน (ตาเหลือง) เกิดขึ้นตามหลังอาการปวดท้อง โดยผู้ป่วยที่เป็นนิ่วในถุงน้ำดี แพทย์จะแนะนำให้รับการผ่าตัด เพราะหากปล่อยทิ้งไว้ อาจมีการอักเสบและมีโรคแทรกซ้อนตามมาก็ได้

โรคนี้ป้องกันได้ด้วยการลดกินอาหารมีไขมัน และการออกกำลังกายเป็นประจำ

ปวดท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่

ปวดท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่

ปวดท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่ เสี่ยงเป็นโรค “โรคกระเพาะอาหารอักเสบ”

ใต้ลิ้นปี่ หรือกลางตัวเรา ตรงซี่โครงซี่ล่างสุด เป็นตำแหน่งของกระเพาะอาหาร ตับอ่อน ตับ และกระดูกลิ้นปี่ จะรู้สึกปวดบริเวณท้องส่วนบน อาจเป็นบริเวณลิ้นปี่ลงไปถึงเหนือสะดือหรือปวดค่อนไปทางด้านซ้าย อาจปวดแบบจุกแน่น หรือแสบร้อน และปวดร้าวทะลุไปหลังได้ นอกจากนี้อาจมีอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย อิ่มเร็ว เรอบ่อย คลื่นไส้ อาเจียน

 หากคลำเจอก้อนเนื้อขนาดใหญ่และค่อนข้างแข็ง อาจหมายถึงตับโต จึงควรรีบมาพบแพทย์

ปวดบริเวณบั้นเอวด้านขวา

ปวดบริเวณบั้นเอวด้านขวา

ปวดบริเวณบั้นเอวด้านขวา เสี่ยงเป็นโรค “กรวยไตอักเสบ”

จะมีอาการปวดมากจนเหงื่อออก ปวดร้าวถึงต้นขา การเริ่มต้นของการเป็นนิ่วในท่อไต อาการปวดร่วมกับปวดหลัง มีไข้ หนาวสั่น ปัสสาวะขุ่น เป็นกรวยไตอักเสบ และหากเป็นอาการของลำไส้ใหญ่อักเสบ มักจะมีอาการปวดรุนแรง และหากเป็นอาการของลำไส้ใหญ่อักเสบ มักจะมีอาการปวดรุนแรง มีทั้งปวดเรื้องรังและเฉียบพลัน

หรือหากคลำเจอก้อนเนื้อรีบไปพบแพทย์

ปวดท้องบริเวณรอบสะดือ

ปวดท้องบริเวณรอบสะดือ

ปวดท้องบริเวณรอบสะดือ เสี่ยงเป็นโรค “โรคไส้ติ่งอักเสบ”

เรารู้กันดีว่าอาการปวดท้องไส้ติ่งมักจะบอกเป็นอาการปวดท้องด้านขวา ทว่าอาการเริ่มแรกของโรคไส้ติ่งอักเสบก็คืออาการปวดท้องรอบ ๆ สะดือ โดยมีอาการปวดบิดเป็นพัก ๆ รอบ ๆ สะดือ คล้ายอาการปวดถ่ายท้องเสีย หรือบางคนก็มีอาการปวดท้องเหนือสะดือร่วมกับถ่ายเหลว หรือท้องเสียด้วย 

หากอาการปวดท้องย้ายตำแหน่งมาที่ท้องน้อยด้านขวา และมีอาการปวดรุนแรงจนทนไม่ไหว ต้องรีบไปพบแพทย์รักษาอย่างด่วน

ปวดบริเวณท้องน้อย

ปวดบริเวณท้องน้อย

ปวดบริเวณท้องน้อย เสี่ยงเป็นโรค “กระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรือ นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ”

ปวดท้องน้อย ตรงตำแหน่งกระเพาะปัสสาวะ และมดลูก ปวดเวลาถ่ายปัสสาวะ หรือถ่ายกะปริบกะปรอย ปวดเกร็งเวลามีประจำเดือน ผู้หญิงที่แต่งงาน ไม่มีลูกแล้วมีอาการปวดเรื้อรัง : อาการมดลูกผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์

เช็กอาการปวดท้อง ที่ต้องรีบมาพบแพทย์!

อาการปวดท้อง ที่ต้องรีบมาพบแพทย์!

หากใครที่ปวดท้องบ่อยๆ เป็นๆ หายๆ ก็ไม่ควรชะล่าใจ ยิ่งหากมีอาการปวดท้องร่วมกับความผิดปกติอื่นๆ ลองสังเกตอาการต่างๆ ดังนี้

  • ปวดนานมากกว่า 6 ชั่วโมงแล้วอาการเป็นมากขึ้น
  • ปวดจนกินอาหารไม่ได้
  • ปวดท้องและอาเจียนอย่างมาก มากกว่า 3-4 ครั้ง
  • ปวดท้องมากขึ้นเมื่อขยับตัว
  • ปวดที่บริเวณท้องน้อยด้านขวา
  • ปวดท้องรุนแรง นอนไม่ได้
  • ปวดร่วมกับเลือดออกจากช่องคลอด
  • ปวดท้องมีไข้ร่วมด้วย

อาการปวดท้อง เจ็บท้องตามตำแหน่งต่างๆ ล้วนมีสาเหตุที่ก่อให้เกิดเป็นโรคต่างๆ ได้ เพราะฉะนั้นเราจึงจำเป็นต้องสังเกตอาการปวดท้องของตนเองให้ดี เพื่อที่จะได้ป้องกันแลัรักษาได้ทันก่อนที่จะเป็นอันตรายร้ายแรง