คบใครแล้วไปไม่รอด? เรียนรู้ความสัมพันธ์แบบคู่รักผ่าน Attachment Style
  1. คบใครแล้วไปไม่รอด? เรียนรู้ความสัมพันธ์แบบคู่รักผ่าน Attachment Style

คบใครแล้วไปไม่รอด? เรียนรู้ความสัมพันธ์แบบคู่รักผ่าน Attachment Style

คบใครแล้วไปไม่รอด ตกหลุมรักคน Type เดิมๆ เบื่อแล้วกับการตามหาความรัก บางครั้งอาจจะเป็นปมในวัยเด็ก มารู้จัก Attachment Style กัน ว่าเรามีรูปแบบความสัมพันธ์แบบไหน
writerProfile
9 ก.พ. 2022 · โดย

ต้อนรับเทศกาลแห่งความรัก ด้วยการเรียนรู้ตัวเองมากขึ้นไปอีกระดับด้วย Attachment Style ทำไมบางคนคบใครแล้วไปไม่รอด หรือว่ามีปัญหาซ้ำ ๆ ในความสัมพันธ์ที่กระตุ้นให้เกิดความกลัวแล้วเป็นฝ่ายบอกเลิก ทั้ง ๆ ที่ความสัมพันธ์ดูน่าจะไม่มีปัญหาอะไรให้เลิกกัน อาจจะเป็นปมในวัยเด็ก หรือ Attachment Style ของแต่ละคน มาดูกันดีกว่า ว่าเพื่อน ๆ มี Attachment Style แบบไหน 

Attachment Style คืออะไร?

Attachment Style คืออะไร ทฤษฎีความผูกพัน ทำไมคบใครแล้วไปไม่รอด

Attachment Style เป็นทฤษฎีความผูกพันทั้งทางความรัก และผูกพันทางด้านอารมณ์ ที่คิดค้นโดย John Bowlby จิตแพทย์เด็ก ช่วงปี 1930 เขาสังเกตเห็นเด็กแต่ละคนที่มีปฏิกริยาแตกต่างกันไปต่อคนแปลกหน้า โดยในการทดลองนั้น เขาได้ให้เด็กไปอยู่ในห้องใหญ่ ๆ ห้องหนึ่ง ให้คนแปลกหน้าเข้ามาในห้อง คุยกับแม่ และเข้าไปหาเด็ก หลังจากนั้นก็ให้แม่ออกไปจากห้องซักพัก และกลับเข้ามาอีกรอบ โดยจะสังเกตพฤติกรรมของเด็ก เช่น

  • วิธีที่เด็กสำรวจห้องและเล่นของเล่นในระหว่างการทดสอบ
  • สิ่งที่เด็กทำเมื่อแม่ไม่อยู่
  • เด็กมีปฏิกริยาอย่างไรต่อคนแปลกหน้า
  • สิ่งที่เด็กทำเมื่อแม่กลับมา

โดยเด็กที่เข้ารับการทดสอบ จะถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ Secure, Anxious และ Avoidant

ต่อมาในปี1980 Dr. Phillip Shaver และ Dr. Cindy Hazan ได้นำทฤษฎีนี้มาประยุกต์ใช้กับความสัมพันธ์แบบโรแมนติกกับคู่รักเนื่องจากรูปแบบความสัมพันธ์โดยทฤษฎีความผูกพัน หรือรูปแบบความผูกพันนี้จะเกิดขึ้นภายในช่วงที่ยังเป็นทารกอายุระหว่าง 7 ถึง 11 เดือนจากการเลี้ยงดูและการตอบสนองอารมณ์เด็กของผู้ปกครอง และจะมีผลต่อความสัมพันธ์แบบคู่รักเมื่อโตขึ้น สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 แบบ คือ

  • Secure รู้สึกมั่นคง ปลอดภัย
  • Anxious โหยหาทางอารมณ์
  • Avoidant ไม่แบ่งปันความรู้สึก
  • Fearful คาดเดาอารมณ์ได้ยาก

Attachment Style (ทฤษฎีความผูกพัน) 4 แบบ

Secure รู้สึกมั่นคง ปลอดภัย

Attachment Style (ทฤษฎีความผูกพัน) 4 แบบ Secure

เด็กทารกที่ได้รับความรักอย่างเต็มที่และผู้ปกครองสามารถตอบสนองต่อความต้องการได้ทันที รวดเร็ว และแม่นยำ เมื่อเด็กส่งสัญญาณว่าหิว เหนื่อย หรือหงุดหงิด เด็กที่ได้รับการปกป้องและรู้สึกปลอดภัย ได้รับความรักอย่างเต็มที่ เมื่อโตขึ้นจะไม่ค่อยวิตกกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ มีความซื่อสัตย์และเชื่อใจคนอื่น มีความรักแบ่งปันให้ผู้อื่นอย่างเต็มเปี่ยม เป็นคนที่ไม่กลัวในการสร้างความสัมพันธ์กับคนแปลกหน้า ไม่มีปัญหาในการให้ความไว้วางใจกับคนอื่น และมักจะได้รับความไว้วางใจจากคู่รัก รู้จักความรักอย่างแท้จริง ใกล้ชิดกับผู้อื่นได้อย่างสบายๆ ไม่กลัวความสนิทสนมและไม่รู้สึกตื่นตระหนกเมื่อคนรักต้องการเวลาหรือต้องการพื้นที่ส่วนตัวที่อาจจะห่างกันบ้าง สามารถเป็นที่พึ่งทางใจให้คนอื่นได้

  • เมื่อมีความสัมพันธ์แบบคู่รัก : มีความเคารพซึ่งกันและกัน สามารถสร้างและรักษาความสัมพันธ์ที่ดี มีความหมาย และยั่งยืนได้ สามารถเรียนรู้และเติบโตไปพร้อม ๆ กับคนรักได้ เวลามีอุปสรรคก็มักจะปรึกษาคนรักและเผชิญหน้ากับอุปสรรคได้ดี สามารถร่วมมือกันฝ่าฟันไปได้ รักตัวเองและรักคนอื่นไปพร้อม ๆ กัน มีการแสดงออกทางอารมณ์ที่เหมาะสม และตอบสนองความต้องการของคนรักได้อย่างดี มักจะไม่ชอบการมี One-Night Stand และใช้เซ็กส์เป็นเครื่องมือในการจัดการคนอื่นหรือทำให้ตัวเองรู้สึกว่ามีอำนาจ

Anxious โหยหาทางอารมณ์

Attachment Style (ทฤษฎีความผูกพัน) 4 แบบ Anxious

เด็กที่มักจะวิตกกังวลบ่อย เมื่อแม่ไม่อยู่ใกล้ ๆ และตอนเด็ก ๆ อาจถูกเลี้ยงดูจากผู้ปกครองที่ปล่อยปะละเลยความรู้สึก โดนบังคับทางร่างกายและจิตใจตามที่ผู้ปกครองต้องการ ผู้ปกครองอาจใช้เด็กเป็นเครื่องมือในการเติมเต็ม เพื่อให้ตัวเองดูเพอร์เฟกต์ ทำให้โตขึ้นมา มีความสัมพันธ์แล้วรู้สึกหึงหวง หวาดระแวง ต้องการความสนใจและมีความคาดหวังสูง มักกลัวการถูกปฏิเสธ อาจจะมีความคิดที่อยากอยู่เป็นโสด แต่ลึก ๆ ก็ยังโหยหาความสัมพันธ์ มักจะคอยหาความยืนยัน สนับสนุน และตอบสนองจากคนรักอยู่ตลอดเวลา มักจะกังวลว่าจะได้รับไม่เท่ากับที่ให้ความรักแก่คนอื่นไป มีความมั่นใจในตัวเองต่ำ

  • เมื่อมีความสัมพันธ์แบบคู่รัก : ไม่ค่อยมั่นใจในความสัมพันธ์ กังวลว่าจะถูกคนรักทิ้ง มักจะชอบเช็คอยู่เสมอ ๆ ว่าทำอะไร อยู่ที่ไหน กับใคร และเช็คมือถือบ่อย ๆ จะกังวลมาก ๆ หากคนรักไม่ส่งข้อความตอบกลับ หรือรู้สึกว่าเริ่มไม่สนใจตัวเองมากพออยู่ตลอดเวลา ถ้าการขาดการสนับสนุนและการยืนยันจากคนรักจะเกาะติดและเรียกร้องมากขึ้น หมกมุ่นอยู่กับความสัมพันธ์ และหมดหวังในความรัก มักใช้เซ็กส์เพื่อความใกล้ชิด ยืนยันความมั่นใจของตัวเอง และเรียกร้องความสนใจจากคนรัก บางครั้งอาจยอมให้มีเพศสัมพันธ์เพราะกลัวถูกทิ้ง

Avoidant ไม่แบ่งปันความรู้สึก

Attachment Style (ทฤษฎีความผูกพัน) 4 แบบ Anxious

ตอนเด็ก ๆ มักจะโดนเลี้ยงแบบปล่อย ทำให้ดูรักอิสระในตัวเองสูง มักจะโดนเลี้ยงดูโดยพ่อแม่ที่เข้มงวด ห่างเหินทางอารมณ์ คาดหวังให้ลูกเป็นอิสระและดูแลตัวเองได้ ไม่ตอบสนองความต้องการทางอารมณ์ให้เด็ก ไม่ช่วยเหลือ ไม่สนใจ ไม่ให้ความรักและความปลอดภัยอย่างเต็มที่ เมื่อเด็กร้องไห้ อาจจะโกรธ และพยายามบังคับให้เด็กไม่แสดงออกทางความรู้สึก เมื่อโตขึ้นจะทำให้เป็นคนไม่ชอบอยู่ในความสัมพันธ์นาน ๆ เพราะต้องพึ่งพาคนอื่น แต่มักเข้ากับคนง่าย มีความนับถือในตัวเองสูง แต่ไม่ค่อยแบ่งปันความความรู้สึกให้คนอื่น

  • เมื่อมีความสัมพันธ์แบบคู่รัก : ดูเป็นคนเห็นแก่ตัวในความสัมพันธ์ มีปัญหาในการใกล้ชิดกับผู้อื่นหรือไว้วางใจผู้อื่นในความสัมพันธ์ ความสัมพันธ์ทำให้รู้สึกอึดอัด มักรักษาระยะห่างจากคนรักหรือไม่อินในความสัมพันธ์ เลือกที่จะเป็นอิสระ พึ่งพาตนเองมากกว่าที่จะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง การมีเซ็กส์คือการได้ควบคุมคนรักหรือความสัมพันธ์ หรือเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงศักดิ์ศรีของตัวเอง และสามารถเอาเรื่องนี้ไปเข้าสังคมได้ ใช้เซ็กส์เพื่อลดความเครียด

Fearful คาดเดาอารมณ์ได้ยาก

Attachment Style (ทฤษฎีความผูกพัน) 4 แบบ Fearful

เด็กที่โดนเลี้ยงโดยผู้ปกครองที่อารมณ์ไม่คงที่ บางครั้งอาจจะหัวเราะ หรือทำโทษ ในพฤติกรรมของเด็กที่ทำเหมือน ๆ กัน ทำให้เด็กไม่รู้ว่าจะตอบสนองความต้องการผู้ปกครองยังไง ทำให้เด็กรู้สึกกลัวและระแวง มีความมั่นใจในตัวเองต่ำ ไม่ไว้ใจ อาจจะเคยโดนล่วงละเมิด หรือเห็นผู้ปกครองโดนล่วงละเมิดทั้งทางร่างกาย คำพูด และจิตใจ ผู้ปกครองไม่สามารถพึ่งพาดูแล และให้ความปลอดภัยแก่เด็กได้ ทำให้โตขึ้นมาไม่ค่อยใส่ใจความรู้สึกของคนรัก มีความคิดที่คลุมเครือ ถ้ามีอารมณ์ที่จัดการได้ยาก ก็อาจจะเฟดตัวเองออกมาเงียบ ๆ เป็นการผสมผสานระหว่างรูปแบบความผูกพันแบบ Anxious และ Avoidant ไม่ชอบที่จะพัฒนาความสัมพันธ์แบบโรแมนติกและใกล้ชิด แต่ในขณะเดียวกันก็อยากที่จะได้รับความรัก

  • เมื่อมีความสัมพันธ์แบบคู่รัก : มักมีปัญหาในการไว้วางใจคนอื่น มองในแง่ลบทั้งกับตัวเองและคนอื่น มักหลีกเลี่ยงการผูกพันทางอารมณ์เพราะกลัวที่จะเจ็บ บางคนอาจจะจีบเก่งมาก แต่พอจะเริ่มความสัมพันธ์แบบจริงจังก็มักจะเฟดตัวหรือปิดตายไปเลย เพราะกลัวความสนิทสนม มักจะมีความมั่นใจในตัวเองต่ำ เชื่อว่าตัวเองไม่คู่ควรกับความรัก ส่วนใหญ่จะมีเซ็กส์ที่ปราศจากอารมณ์รัก มีโอกาสสูงที่จะเสพติดเซ็กส์ ถ้าอยู่ในความสัมพันธ์ อาจจะรู้สึกเฉยเมย เพราะเป็นแค่การยอมจำนนในความสัมพันธ์เท่านั้น มีแนวโน้มที่จะใช้ความรุนแรงสูง

Attachment Style สามารถเปลี่ยนได้ไหม

แน่นอนว่าสามารถเปลี่ยนได้ ถ้าหากได้เรียนรู้หรือผ่านการพัฒนาตัวเอง แต่ต้องใช้ความพยายาม ความอดทน และความตั้งใจอย่างสูง เพราะหลายคนที่ “เคยชิน” กับ Toxic Relationship หรือรู้สึกระแวง รู้สึกไม่ปลอดภัยในการมีความรัก ก็มักจะยาก ถ้าอยากมีความสัมพันธ์ที่ปลอดภัย ทางที่ดีคือหาคนที่เป็นประเภท Secure และเรียนรู้รูปแบบความสัมพันธ์ที่ดี ก็อาจจะพอช่วยได้นอกจากนี้ยังมีวิธีอื่น ๆ อีกโดย
1. การคิดถึงความสัมพันธ์ของเพื่อน ๆ กับพ่อแม่ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก แนะนำให้ถามตัวเองเช่น

  • พ่อกับแม่เป็นอย่างไรกับเราเมื่อตอนเป็นเด็ก
  • เราตอบสนองต่อพ่อกับแม่อย่างไร
  • เมื่อมีปัญหา เรามักจะไปหาใครเพื่อให้ปลอบใจ
  • พ่อกับแม่ชอบสบประมาทหรือเชื่อถือได้ไหม

วิธีนี้จะช่วยให้เพื่อน ๆ เห็นภาพได้ชัดเจนมากขึ้นกับสิ่งที่อาจจะส่งผลต่อ Attachment Style

2. เห็นคุณค่าในตัวเอง

การไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง หรือมีความมั่นใจต่ำเป็นลักษณะทั่วไปของรูปแบบ Attachment Style ที่ไม่ปลอดภัย ควร "เรียนรู้ที่จะโอบกอด เห็นคุณค่า รัก และดูแลตัวเองก่อน" ถ้าไม่สามารถเข้าใจได้ว่าการรักตนเองเป็นอย่างไรเพราะเคยถูกทอดทิ้ง ถูกทารุณ และถูกไล่ออกจากบ้านตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ทุกคนสมควรจะได้รับความรักที่ดี และมีคุณค่าในตัวเอง ไม่ใช่การคาดหวังจากคนอื่น แต่เป็นการเริ่มต้นที่ตัวเอง

3. ถามตัวเองว่าสิ่งที่ต้องการที่แท้จริงคืออะไร

บางครั้งความสัมพันธ์ที่ไม่สำเร็จ อาจจะสร้างบาดแผลได้ บางคนก็เลยรู้สึกกลัวในการมีความสัมพันธ์ ดังนั้นควรจะถามตัวเองว่าต้องการอะไรจากความสัมพันธ์นี้ ทำให้ตัวเองรู้สึกปลอดภัยขึ้นในความสัมพันธ์ อย่างการอยู่กับ Toxic Relationship ก็อาจจะถามตัวเองว่า เราสมควรได้รับ หรือต้องเจออะไรแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ไหม ให้เกียรติตัวเองและสิ่งที่รู้สึก เรียนรู้ที่จะกล้าแสดงออกอย่างตรงไปตรงมาและเหมาะสม

4. อย่ากลัวที่จะรับการปรึกษาและการบำบัดจากผู้เชี่ยวชาญ

ผู้เชี่ยวชาญสามารถทำให้เราเข้าใจตัวเองได้มากขึ้น การได้รับการปรึกษาที่ดีและเหมาะสม จะช่วยให้สามารถดำดิ่งสู่รูปแบบความผูกพัน บาดแผลในอดีต กำหนดขอบเขตที่เหมาะสมในการพัฒนาตัวเอง และช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีต่อคนรอบข้างได้

Reference :

Science of people. 2018. "Attachment Styles: Take the Quiz to Discover Your Attachment Style [Online] เข้าถึงได้จาก : https://www.scienceofpeople.com/attachment-styles/ สืบค้นข้อมูลเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2565

Kelly Gonsalves. 2021. "What Is Your Attachment Style? Attachment Theory, Explained" [Online] เข้าถึงได้จาก : https://www.mindbodygreen.com/articles/attachment-theory-and-the-4-attachment-styles สืบค้นข้อมูลเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2565

Attachment Project. "Discover Your Attachment Style" [Online] เข้าถึงได้จาก : https://www.attachmentproject.com/attachment-style-quiz/ สืบค้นข้อมูลเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2565  

คำพูดที่หลาย ๆ คนคงเคยได้ยินว่า “ตอนเด็ก ๆ แม่ไม่อุ้มหรอ ถึงได้ทำตัวแบบนี้” ก็ไม่ใช่เรื่องที่เกินความจริงเลย เพราะว่าการเลี้ยงดูในตอนเด็ก ส่งผลทางด้านความสัมพันธ์ได้จริง ๆ สำหรับใครที่คบใครแล้วไปไม่รอด ก็อาจจะเกิดจากรูปแบบความสัมพันธ์ในตอนเด็ก ที่ทำให้รู้สึกกลัวที่จะรักใครได้ แน่นอนว่าอดีตแก้ไขไม่ได้ แต่ถ้าเราเรียนรู้ที่จะเติบโต ก็จะสามารถช่วยให้เราได้เจอกับความรักที่ดีได้ อย่างน้อย ๆ ก็รู้จักการรักตัวเองให้เป็น เห็นคุณค่าในตัวเอง แล้วสิ่งดี ๆ หลาย ๆ อย่างก็จะตามมาเอง ส่วนคนที่ไม่พร้อมจะเลี้ยงดูและเอาใจใส่เด็ก ก็แนะนำว่าอย่าสร้างบาดแผลให้คน ๆ หนึ่ง ให้ต้องโตมาแบบเจ็บปวดเพราะความไม่พร้อมของตัวเองอีกเลย 

รวมบทความรับเทศกาลวาเลนไทน์