ผลสอบวัดระดับภาษาของแต่ละประเทศ ไปเรียนต่อต้องมีผลสอบอะไรบ้าง
  1. ผลสอบวัดระดับภาษาของแต่ละประเทศ ไปเรียนต่อต้องมีผลสอบอะไรบ้าง

ผลสอบวัดระดับภาษาของแต่ละประเทศ ไปเรียนต่อต้องมีผลสอบอะไรบ้าง

อยากไปเรียนต่อปริญญาตรีที่ต่างประเทศ ต้องมีผลสอบวัดระดับภาษาอะไรบ้าง เตรียมตัวเรียนต่อต้องใช้คะแนนอะไร เตรียมพร้อมที่จะไปเรียนต่างประเทศ
writerProfile
9 มี.ค. 2022 · โดย

น้อง ๆ หรือเพื่อน ๆ ที่กำลังเตรียมตัวไปเรียนต่างประเทศ อยากเริ่มต้นเตรียมตัวเรียนต่อ แต่ยังไม่รู้ว่าต้องเตรียมตัวยังไง เรามาเตรียมตัวสอบวัดระดับภาษากันดีกว่าค่ะ มาดูกันว่าถ้าจะไปเรียนต่างประเทศ แต่ละประเทศต้องใช้ผลสอบอะไรบ้าง แล้วผลสอบวัดระดับภาษาแต่ละแบบต่างกันอย่างไร ต้องใช้คะแนนขั้นต่ำเท่าไหร่ถึงจะเรียนต่อต่างประเทศได้แบบชิล ๆ ไม่ต้องคอยลุ้นว่าจะผ่านไหม ก่อนอื่น เรามารู้จักผลสอบวัดระดับภาษาหลัก ๆ กันก่อนดีกว่า ว่ามีผลสอบอะไรบ้างที่จำเป็นต้องสอบ 

ผลสอบวัดระดับภาษาที่จำเป็นในการเรียนต่อต่างประเทศ

ใครที่จะไปเรียนต่อ ต้องมีผลสอบวัดระดับภาษาที่ตจำเป็น ผลสอบวัดระดับภาษาที่จำเป็นมีด้วยกันหลัก ๆ 2 อย่าง คือ IELTS และ TOEFL โดย

  • IELTS ย่อมาจาก International English Language Testing System เป็นข้อสอบวัดความสามารถภาษาอังกฤษชั้นนำของโลก ผลสอบวัดระดับภาษาที่เป็นสากลในองค์กรกว่า 11,000 แห่ง และสถาบัน 3,300 แห่งในประเทศสหรัฐอเมริกา มีทั้ง IELTS เชิงวิชาการ และเชิงฝึกอบรมทั่วไป ถ้าอยากไปเรียนต่อต่างประเทศในระดับปริญญาตรีและโท ควรสอบแบบเชิงวิชาการ ในการสอบก็จะมีการทดสอบการฟัง การอ่าน และการเขียน คะแนนเต็มทั้งหมด 9.0 คะแนน ใช้การสอบทั้งหมด 2 ชั่วโมง 40 นาที ค่าสอบ 6,900 บาท มีอายุ 2 ปีนับตั้งแต่วันที่สอบ สามารถสมัครสอบได้ที่ : https://www.ieltsasia.org/th/ 
  • TOEFL ย่อมาจาก Test of English as a Foreign Language เป็นผลสอบวัดระดับภาษาที่วัดความรู้ภาษาอังกฤษตามมาตรฐานของอังกฤษแบบอเมริกัน ใช้ประเมินความสามารถทางภาษา และเป็นเกณฑ์ในการศึกษาต่อ ผลคะแนนมีระบะเวลา 2 ปี มีการทดสอบการอ่าน การฟัง การพูด และการเขียน รวมทั้งหมด 120 คะแนน (TOEFL.iBT) ใช้เวลาสอบ 3 ชั่วโมง - 3 ชั่วโมงครึ่ง ค่าสอบอยู่ที่ประมาณ 5,800 บาท สามารถสมัครได้ที่ : https://www.ets.org/toefl/

ผลสอบวัดระดับภาษา และผลสอบอื่น ๆ

  • PTE หรือ Pearson Test of English เป็นผลสอบวัดระดับภาษา ที่ทดสอบความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษสำหรับผู้ที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาประจำชาติ ใช้สำหรับยื่นในการเรียนต่อต่างประเทศ มีการทดสอบ 4 ทักษะ เหมือนกับผลสอบอื่น ๆ คือฟัง พูด อ่าน และเขียน นอกจากจะสามารถยื่นเรียนต่อได้ ก็ยังใช้ยื่นขอ Visa การย้ายถิ่นฐานได้อีกด้วย มีทั้งแบบ PTE Academic, PTE General และ PTE Young Learner ให้เลือกสอบ แต่ถ้ายื่นผลสอบเพื่อเรียนต่อ ต้องสอบ PTE Academic ค่าสอบประมาณ 6,000 บาท สมัครได้ที่ : https://www.pearsonpte.com/booknowoverlay
  • GMAT ย่อมาจาก Graduate Management Admission Test เป็นข้อสอบที่ใช้วัดความสามารถทางคณิตศาสตร์ และใช้สำหรับยื่นเข้าเรียนต่อใน MBA หรือเรียนต่อระดับปริญญาตรีในคณะบริหารธุรกิจ สามารถสอบได้ทั้งที่บ้านแบบออนไลน์ และแบบที่ต้องไปสนามสอบเอง ใช้เวลาสอบทั้งหมด 3 ชั่วโมง 30 นาที มีอายุผลสอบ 5 ปี สอบได้ไม่เกินเดือนละครั้ง ปีหนึ่งไม่เกิน 5 ครั้ง คะแนนเต็ม 800 คะแนน ค่าสอบประมาณ 8,300 บาท สมัครได้ที่ : https://www.mba.com/
  • SAT มาจาก SAT Reasoning Test เป็นข้อสอบที่ใช้วัดความถนัดในวิชาคณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ ของนักเรียนในระดับอุดมศึกษาในระบบการศึกษาของสหรัฐอเมริกา คะแนนเต็มพาร์ทละ 800 คะแนน ( 2 พาร์ท รวมทั้งหมดเต็ม 1,600 คะแนน) ใช้เวลาสอบทั้งหมด 3 ชั่วโมง และมีข้อสอบ SAT II ที่เป็นการสอบวิชาเฉพาะทางที่จำเป็น เหมือนการสอบ Gat-Pat ของบ้านเรา โดยจะมีการสอบวัดความสามารถด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ภาษาที่สาม เหมาะสำหรับน้อง ๆ ม.ปลาย ที่จะไปเรียนต่อปริญญาตรีในต่างประเทศ

มาดูกันค่ะว่าแต่ละประเทศ ใช้ผลสอบอะไรในการยื่นบ้าง 

ผลสอบวัดระดับภาษาของแต่ละประเทศ จะไปเรียนต่อต้องมีผลสอบอะไรบ้าง จะไปเรียนต่อต่างประเทศสอบอะไรบ้าง เรียนต่อต่างประเทศ

ออสเตรเลีย

ประเทศที่เหมาะสำหรับการไปเรียนต่อปริญญาตรีมาก ๆ เพราะสภาพอากาศไม่ค่อยต่างจากประเทศไทยเท่าไหร่ และเร็วกว่าประเทศไทยแค่ 3 ชั่วโมงเท่านั้นแถมใช้คะแนน TOEFL ขั้นต่ำแค่ 46 คะแนน ส่วนคะแนน IELTS ขั้นต่ำที่ 5.5 คะแนนเท่านั้น แต่ต้องสอบวัดระดับภาษาอื่น ๆ เพิ่มด้วย อย่าง PTE, CAE, และ OET ผลสอบ CAE คือผลสอบทักษะภาษาอังกฤษระดับสูง หรืออีกชื่อคือ The Cambridge Advanced Exam ถ้าจะเรียนต่อต้องผ่านระดับ A หรือ B เท่านั้น (ก็ค่อนข้างโหดอยู่) ส่วน OET คือผลสอบ Occupational English tests เหมาะสำหรับคนที่จะไปเรียนด้านหมอหรือพยาบาลในประเทศออสเตรเลีย

อังกฤษ

ถ้าอยากใช้ภาษาอังกฤษ อยากได้สำเนียงอังกฤษแบบเป๊ะ ๆ ก็คงไปที่ไหนไม่ได้ นอกจากประเทศอังกฤษใช่ไหมล่ะคะ แถมยังมีมหาวิทยาลัยเก่าแก่ติดอันดับมากมาย อย่างมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แคมบริดจ์ อ๊อกซฟอร์ด ลอนดอน ฯลฯ คะแนน TOEFL ขั้นต่ำค่อนข้างสูง เพราะอยู่ที่ 90 คะแนน จาก 120 คะแนนเต็ม IELTS ขั้นต่ำก็อยู่ที่ 6.0 เช่นกัน แต่ถ้าเป็นมหาวิทยาลัยดัง ๆ และอยากสู้กับเด็กประเทศอื่นแบบให้ชนะใส ๆ ต้องทำให้ได้ประมาณ 7.0 -8.0 ค่ะ ส่วนคะแนนสอบอื่น ๆ ก็อย่างเช่น TOEFL ITP 600 คะแนนขึ้นไป (คะแนนเต็ม 667 คะแนน) นอกจากนี้ยังมีผลสอบ GMAT และ A-Level ที่ต้องสอบอีกด้วย (เงื่อนไขแตกต่างกันไปตามมหาวิทยาลัย ต้องเช็คอีกทีว่าใช้คะแนนสอบอะไรบ้าง)

นิวซีแลนด์

ประเทศแห่งธรรมชาติ ทุ่งหญ้า วัว และแกะน้อย นิวซีแลนด์เป็นอีกหนึ่งประเทศที่น่าไปอยู่และน่าไปเรียนต่อ เพราะสภาพแวดล้อมและระบบการศึกษาที่ดี ใครที่จะไปเรียนต่อ ต้องเตรียมคะแนน TOEFL ขั้นต่ำอย่างน้อย 80 คะแนน ส่วนคะแนน IELTS ขั้นต่ำ ต้องทำให้ได้ 6.0 ขึ้นไป คะแนนสอบอื่น ๆ ที่แตกต่างไปตามมหาวิทยาลัยก็อย่างเช่น ผลสอบ TOEFL ITP 600 คะแนนขึ้นไป (คะแนนเต็ม 667 คะแนน) สามารถยื่น TOEFL แบบใดแบบหนึ่งได้ และคะแนน GMAT หรือ PTE ส่วนเกรดเฉลี่ยขั้นต่ำแค่ 2.00 ก็มีสิทธิ์ที่จะยื่นขอเรียนต่อได้แล้ว

ฝรั่งเศส

ใครที่อยากไปเรียนภาษาที่สาม อย่างภาษาฝรั่งเศส เรียนเกี่ยวกับปรัชญาและการเมือง หรือเรียนบริหารธุรกิจและการจัดการ ต้องไปเรียนที่ฝรั่งเศสเลย ใช้คะแนน TOEFL ขั้นต่ำ 60 คะแนน เรียกได้ว่าแค่ผ่านครึ่งก็มีสิทธิ์แล้ว IELTS ขั้นต่ำ 5.5 คะแนนเท่านั้น แต่ต้องมีผลสอบวัดระดับภาษาฝรั่งเศส หรือ DELF/DALF ในระดับ B2 ขึ้นไป และมีผลสอบอื่น ๆ อย่าง SAT หรือ ACT ที่คล้ายกัน แต่ ACT เป็นข้อสอบที่เน้นทักษะการใช้เหตุผล การแก้ปัญหา การวิเคราะห์ และการสื่อสารมากกว่า SAT

เยอรมัน

น้อง ๆ ที่อยากเรียนเกี่ยวกับพวกวิศวกรรมโยธา หรือสายวิทยาศาสตร์อย่างฟิสิกส์ ดาราศาสตร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ จะขาดประเทศเยอรมันไปไม่ได้เลย เพราะมีแต่สถาบันที่มีชื่อเสียงทางด้านนี้ แถมยังได้ภาษาที่สามควบคู่ไปอีกด้วย สำหรับใครที่อยากไปเรียนต่อในประเทศเยอรมัน ต้องมีคะแนน TOEFL ขั้นต่ำ 80 คะแนน IELTS ขั้นต่ำ ที่ 6.0 ขึ้นไป และต้องสอบวัดระดับภาษาเยอรมัน เพื่อใช้ในการยื่นขอเข้าเรียนต่ออีกด้วย โดยข้อสอบ TestDaF คือข้อสอบวัดระดับภาษาเยอรมันสำหรับคนต่างชาติ ที่จะไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยในเยอรมัน ต้องสอบให้ได้ระดับ C1 ขึ้นไป ค่าสมัครสอบประมาณ 4,700 บาท และมีผลสอบอื่น ๆ เช่น PTE, CAE แตกต่างกันไปตามเงื่อนไขของแต่ละมหาวิทยาลัย

จีน

หลาย ๆ คนที่บ้านมีเชื้อสายจีนอยู่แล้ว หรือเรียนศิลป์จีนมาตอนม.ปลาย การเลือกไปเรียนต่อที่จีนก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะค่าครองชีพไม่ค่อยต่างจากประเทศไทยมาก และครอบครัวสามารถไปเยี่ยมเยียนได้ง่าย สำหรับน้อง ๆ ที่จะไปเรียนต่อปริญญาตรีที่จีน ต้องมีคะแนน TOEFL ขั้นต่ำ 71 คะแนน IELTS ขั้นต่ำ 5.5 คะแนน และมีผลสอบอื่น ๆ อย่างผลสอบวัดระดับภาษาจีน หรือ HSK ขั้นต่ำระดับ 4 (มีทั้งหมด 6 ระดับ สูงสุดคือระดับ 1) และมีคะแนนสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ Cambridge English ในระดับ B2 ทำเกรดเฉลี่ยในโรงเรียนได้ 2.50 ขึ้นไป ก็สามารถยื่นสมัครขอเรียนต่อได้แล้ว

ญี่ปุ่น

มาที่ประเทศที่มีการแข่งขันในการเรียนสูง แต่เป็นดินแดนของกินอร่อย ๆ และอนิเมะสนุก ๆ อย่างญี่ปุ่นกันบ้าง ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการไปเรียนทางด้านภาษาและวิศวะกรรม บริหารธุรกิจ หรือเรียนด้านการสอนภาษา เกณฑ์คะแนนที่ใช้ยื่นถือว่าไม่โหดเท่าไหร่ เพราะรับ TOEFL ขั้นต่ำที่ 71 คะแนนขึ้นไป IELTS ขั้นต่ำแค่ 5.5 คะแนน แต่ต้องมีผลสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น หรือ JLPT ระดับ N3-4 ขึ้นไป (มีทั้งหมด 6 ระดับ ระดับ N1 คือสูงสุด) ถ้ายิ่งสอบได้ระดับ N สูง ๆ ก็ยิ่งได้เปรียบกว่าคนอื่น ๆ แต่เกรดเฉลี่ยขั้นต่ำที่สามารถยื่นและมีสิทธิ์ได้รับทุนสูงคือ 3.50 เลยทีเดียว น้อง ๆ คนไหนที่อยากไปเรียนต่อ อาจจะต้องทำเกรดให้ดีหน่อยนะ

เกาหลี

ปิดท้ายที่ประเทศเกาหลี ที่หลาย ๆ คนอยากไปอยู่ เพราะที่เที่ยวเยอะ อากาศดี แถมมีคนหน้าตาดีให้ส่องอย่างละลานตา ถ้าอยากยื่นขอเรียนต่อปริญญาตรีที่ประเทศเกาหลี ต้องมีคะแนน TOEFL ขั้นต่ำ ที่ 59 คะแนนขึ้นไป (ถือว่าน้อย) หรือบางมหาวิทยาลัยอาจจะไม่ใช้เลย และใช้ IELTS ขั้นต่ำ แค่ 5.5 คะแนนเท่านั้น แต่ต้องมีคะแนนสอบวัดระดับภาษาเกาหลี หรือ TOPIK ระดับ 3 ขึ้นไป (มีทั้งหมด 6 ระดับ ระดับ 6 คือสูงที่สุด) และเกรดเฉลี่ยขั้นต่ำ 2.64 ขึ้นไป ก็สามารถยื่นเรียนต่อได้แล้ว สำหรับน้อง ๆ ที่ไม่เก่งภาษาอังกฤษเท่าไหร่ ก็ต้องทุ่มเทเรียนภาษาเกาหลีให้เยอะ ๆ เวลาไปเรียนต่อจะได้ไม่ลำบากในการสื่อสารมาก ส่วนวิชาที่นิยมไปเรียนก็อย่างเช่น นิเทศศาสตร์ อุตสาหกรรมสื่อ หรือใครอยากเป็นไอดอลก็สามารถไปเรียนได้  

สำหรับน้อง ๆ ที่อยากไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไง ก็เริ่มจากการฝึกภาษา ปูพื้นฐานให้แน่น ๆ ก่อนเลยค่ะ ต่อมาคือการรักษาเกรดในโรงเรียนให้ดี ๆ ไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ยิ่งเก่งมาก ก็จะยิ่งมีแต้มต่อในการไปเรียนต่อมากเท่านั้น ถ้าใครที่อยากฝึกภาษาที่สาม ก็ยิ่งต้องเตรียมตัวมากกว่าคนอื่น นอกจากนี้การเตรียมเงินค่าสมัครสอบก็สำคัญไม่แพ้กัน อาจจะลองคุยกับคุณพ่อคุณแม่เนิ่น ๆ ก่อน ว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง จะได้เตรียมตัวถูก ขอให้น้อง ๆ ที่เตรียมตัวเรียนต่อ ได้เรียนในมหาวิทยาลัยที่หวังไว้ทุกคนเลย

อยากเรียนต่อต่างประเทศ ต้องอ่านบทความนี้ต่อเลย