มันคือศิลปะ! รักษาความสัมพันธ์ยังไงไม่ให้ Toxic ห่างไกลจากชีวิตเฮงซวย
  1. มันคือศิลปะ! รักษาความสัมพันธ์ยังไงไม่ให้ Toxic ห่างไกลจากชีวิตเฮงซวย

มันคือศิลปะ! รักษาความสัมพันธ์ยังไงไม่ให้ Toxic ห่างไกลจากชีวิตเฮงซวย

เราอาจจะเคยเป็นคนเจอความสัมพันธ์ที่ Toxic มาแล้วหลากหลาย แต่บางครั้งก็หลีกเลี่ยงที่จะไม่เผชิญกับความสัมพันธ์แบบนี้ไม่ได้ หรืออาจจะเป็นเราเองที่ Toxic
writerProfile
9 ก.พ. 2022 · โดย

ในชีวิตเรา เกิดมาต้องเจอกับความสัมพันธ์หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะความสัมพันธ์ในรูปแบบไหนก็ตาม ทั้งความสัมพันธ์แบบครอบครัว, เพื่อน , ที่ทำงาน หรือคนรัก และบางช่วงชีวิตอาจมีเกี่ยวข้องกับการต้องสร้างหรือมีความสัมพันธ์ในหลายด้านพร้อมกัน เมื่อโตขึ้น เรามักจะรู้สึกว่าการที่จะรักษาความสัมพันธ์ใด ๆ ช่างเป็นเรื่องยาก! แต่ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ในรูปแบบไหน มีกรอบกว้าง ๆ ที่ใช้ในการรักษาความสัมพันธ์ให้ยาวนาน และไม่ Toxic จนเกินไป ดังนี้ 

มันคือศิลปะ! รักษาความสัมพันธ์ยังไงไม่ให้ Toxic ห่างไกลจากชีวิตเฮงซวย

1. ก่อนจะเข้าใจคนอื่น ต้องเข้าใจตัวเองก่อน

รักษาความสัมพันธ์ยังไงไม่ให้ Toxic  ก่อนจะเข้าใจคนอื่น ต้องเข้าใจตัวเองก่อน

เรื่องง่าย ๆ ที่เราอาจจะลืม เพราะมัวแต่ไปโฟกัสที่คนอื่นมากกว่า ก่อนที่จะเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ควรทำความเข้าใจตัวเราเองให้มากที่สุดก่อน เพราะเป็นจุดเริ่มต้นในการวางแผนชีวิตของเราให้ถูกต้องตามเป้าหมายที่ต้องการในหลาย ๆ ด้าน รวมทั้งการสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์รูปแบบใด ควรรู้ว่าอะไรคือจุดอ่อน จุดแข็ง และเราควรจะปรับแก้จุดอ่อนอย่างไรให้ดีขึ้น และใช้จุดแข็งของตัวเองให้เป็นประโยชน์ ข้อดี ข้อเสีย ของเราคืออะไร อะไรที่จะทำให้การทำงาน หรือการอยู่ร่วมกับคนอื่นไม่เกิดปัญหา หากเรารู้ตัวเองว่าเป็นคนใจร้อน ก็ไม่ควรมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นในขณะที่เรามีอารมณ์โกรธ หรือโมโหอยู่ การรู้เท่าทันอารมณ์และความคิดของตัวเอง ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้จัดการอารมณ์ของตัวเองได้ และทำให้ปรับตัวได้ง่ายขึ้น

2. เรียนรู้เกี่ยวกับผู้อื่น

รักษาความสัมพันธ์ยังไงไม่ให้ Toxic เรียนรู้เกี่ยวกับผู้อื่น

แน่นอนว่าการที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นได้ ก็ต้องเรียนรู้ที่จะใส่ใจคนรอบข้าง และใส่ใจความรู้สึกของคนอื่น และทำความเข้าใจคนอื่นด้วย ไม่ใช่แค่การรู้จักชื่อหรือรายละเอียดแบบผิวเผิน เช่น บ้านอยู่ที่ไหน แต่หมายถึงการใส่ใจและให้ความสำคัญทั้งเรื่องความคิด จิตใจ การให้เกียรติ รวมไปถึงการเคารพซึ่งกันและกัน การรู้จักความสามารถ จุดด้อย จุดเด่นของผู้อื่น ทำให้เราสามารถวางตัว และปรับตัวเข้ากับคนอื่นได้อย่างเหมาะสม ในการมีปฏิสัมพันธ์ในรูปแบบต่าง ๆ ของความสัมพันธ์ได้ เช่น ถ้าเรารู้ว่าคนที่เราคบหาอยู่ ชอบหรือไม่ชอบอะไร เราก็ไม่ควรที่จะทำสิ่งนั้น แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างน้อย ๆ การรู้จุดอ่อนของคนอื่น ก็จะทำให้เกิดความขัดแย้งน้อยที่สุด

3. ไม่คิดไปเอง

รักษาความสัมพันธ์ยังไงไม่ให้ Toxic ไม่คิดไปเอง

การใส่จินตนาการของเราในความสัมพันธ์มากเกินไป จะทำให้เกิดการสื่อสารที่ผิดพลาด ถ้ามีปัญหาควรเปิดใจพูดกันตรง ๆ ไม่ควรคิดไปเอง เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาที่ใหญ่ขึ้นได้ บางคนอาจจะคิดว่าคนอื่นต้องเป็นแบบนั้น แบบนี้ หรือในความสัมพันธ์แบบครอบครัว อาจจะจัดแจงสิ่งที่คิดว่าดีให้ลูกทุกอย่างโดยที่ไม่ถามความคิดเห็น สิ่งนั้นอาจจะเป็นแค่การ “ยัดเยียด” ไม่ใช่ความหวังดีในแบบที่ควรจะเป็น การคิดว่าลูกต้องเป็นแบบตอนที่ยังเด็ก หรือคิดว่าคนอื่นจะชอบหรือไม่ชอบโดยไม่ถามความคิดเห็น ไม่ใช่เรื่องที่ดีซักเท่าไหร่ เพราะการที่ไม่ลองเปิดใจพูดคุยกันตรง ๆ อาจจะทำให้เกิดความขัดแย้งเล็ก ๆ ที่เป็นปัญหาใหญ่ได้ในอนาคต หรือในความสัมพันธ์อื่น ๆ ก็ไม่ควรจะรีบด่วนตัดสินคน ๆ นั้น เพราะเราอาจจะมองเห็นแค่ด้านเดียวของเขา แล้วจินตนาการไปเองก็ได้ ว่าเขาเป็นคนแบบที่เราคิด

4. ยอมรับความแตกต่าง

รักษาความสัมพันธ์ยังไงไม่ให้ Toxic ยอมรับความแตกต่าง

ความแตกต่างบางครั้งไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาคือการไม่ยอมรับความแตกต่างซึ่งกันและกัน มีหลายความสัมพันธ์ที่จบลงเพราะสาเหตุของการไม่ยอมรับความแตกต่าง คนบนโลกนี้มีอยู่หลายล้านคน นิสัยหลายล้านแบบ ไม่มีใครในโลกนี้ที่เหมือนกัน ทุกคนย่อมมีความคิด มีเหตุผล มีสิ่งที่ตนเองชอบและไม่ชอบเป็นของตัวเอง สิ่งสำคัญคือต้องเรียนรู้ที่จะฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และยอมรับในความแตกต่างระหว่างกัน ซึ่งไม่ได้หมายถึงการที่จะต้องคิดให้เหมือนกันหรือไปในทิศทางเดียวกันทุกอย่าง แต่เป็นการเรียนรู้ว่าบางอย่างของเราและคนอื่นไม่เหมือนกัน แต่เรายังสามารถอยู่ด้วยกันได้ ถึงแม้ว่าความคิดของคนอื่นจะดูไม่สมเหตุสมผลขนาดไหนก็ตาม

5. ลดความคาดหวัง

รักษาความสัมพันธ์ยังไงไม่ให้ Toxic ลดความคาดหวัง

การมีความหวังในสิ่งที่ตนเองกำหนดได้เป็นเรื่องที่ดีเพราะจะทำให้เรามีความพยายามที่จะไปถึงเป้าหมาย แต่การเอาความหวังของเราเอง ไปคาดหวังให้ผู้อื่นเป็น หรือทำให้ในสิ่งที่เราต้องการ อยากได้ อยากให้เป็น คือการโยนความรับผิดชอบทางความรู้สึกของเราไปให้ผู้อื่น ซึ่งอาจทำให้เกิดความกดดันและผิดหวังของทั้ง 2 ฝ่ายได้ ดังนั้นเมื่อมีความสัมพันธ์เกิดขึ้น เราควรตั้งคำถามกับสิ่งที่เราอยากให้เป็น อยากให้เกิดขึ้นว่า เกิดจากความคาดหวังของฝ่ายไหน แล้วฝ่ายใดเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น หากเป็นความหวังของเรา แต่ส่วนสำคัญที่ทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นคืออีกฝ่ายหนึ่งที่อยู่ในความสัมพันธ์ของเรา นั่นหมายความเรากำลังฝากความหวังและโยนความรับผิดชอบทางความรู้สึกไปให้อีกฝ่ายหนึ่งอยู่ สิ่งที่ตามมาคือความผิดหวัง ดังนั้นควรลดความคาดหวังของเราเองว่าบุคคลนั้นต้องเป็นไปอย่างที่เราต้องการ ยิ่งลดความคาดหวังต่อผู้อื่นได้เท่าไหร่ เราจะมีโอกาสผิดหวังได้น้อยเท่านั้น

จากวิธีการรักษาความสัมพันธ์ทั้ง 5 ข้อที่พูดมา จะเห็นว่าจริง ๆ แล้วเป็นการจัดการที่ตัวเราเองก่อน โดยหลักในทางจิตวิทยาถือว่าผู้ที่คิดและเชื่อว่าปัญหาที่เกิดขึ้น ตัวเราเป็นคนที่สามารถกำหนดความเป็นไปและแก้ไขได้ ถ้าหากทำได้ ไม่ว่าอยู่ในความสัมพันธ์รูปแบบไหน จะทำให้รักษาความสัมพันธ์ได้อย่างราบรื่น ยาวนานในที่สุด และเฮงซวยน้อยที่สุด แต่การรักษาความสัมพันธ์ และการปรับตัว ก็เป็นศิลปะส่วนตัวของแต่ละคนด้วยนะคะ เพราะคนในสังคมมีหลากหลาย วิธีการรับมือก็เช่นกัน  

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ