How to เลิกขี้เกียจออกกำลังกาย ลุกไปวิ่งได้ไม่ต้องรอพรุ่งนี้
  1. How to เลิกขี้เกียจออกกำลังกาย ลุกไปวิ่งได้ไม่ต้องรอพรุ่งนี้

How to เลิกขี้เกียจออกกำลังกาย ลุกไปวิ่งได้ไม่ต้องรอพรุ่งนี้

อยากผอม! รู้หมด แต่อดที่จะขี้เกียจออกกำลังกายไม่ได้ คนเราทำไมขี้เกียจออกกำลังกาย จะทำอย่างไรให้เลิกขี้เกียจออกกำลังกาย ตามไปอ่านกันเลย!
writerProfile
12 ก.ค. 2022 · โดย

ทำยังไงให้เลิกขี้เกียจออกกำลังกาย? แน่นอนว่าหลาย ๆ คนอาจจะเกิดคำถามนี้ในหัว ตามมาค่ะ Wongnai Beuty จะเล่าให้ฟัง เพราะเรื่องนี้มีเบื้องหลังอยู่ในระดับจิตวิทยา และสมองของเราเลยนะ ไปดูกันเลยว่าเป็นอย่างไร ทำไมขี้เกียจออกกำลังกาย ทั้ง ๆ ที่ทุกคนรู้ ว่าถ้าอยากหุ่นดี ต้องออกกำลังกาย

แต่ทำไมขี้เกียจออกกำลังกาย?

เราต้องเข้าใจก่อนว่า โดยสัญชาตญาณเดิมของเรา การเคลื่อนไหวในแต่ละครั้งหมายถึงการใช้พลังงาน ซึ่งในอดีตอันนานแสนนานมาแล้วสมัยที่เรายังเป็นมนุษย์ถ้ำ พลังงานที่เราได้รับในแต่ละวันนั้นช่างหายากเสียจริง ที่ได้มาก็น้อยนิด และการที่จะได้มาแต่ละครั้งก็ต้องลงทุนสูง เพราะเราต้องไปวิ่งไล่ล่ากว่าจะได้เนื้อสัตว์มาเป็นอาหารแต่ละมื้อ ดังนั้นกลไกของร่างกายเราจึงมักบอกให้เราเข้าสู่เซฟโหมด! และวิธีที่ดีที่สุดในการเซฟพลังงานคือการอยู่เฉย ๆ หรือนอนนั่นเอง จริง ๆ แล้ว เราไม่ได้ขี้เกียจ แต่ธรรมชาติออกแบบเรามาแบบนี้! แต่นั่นแหละธรรมชาติไม่ได้ออกแบบเรามาให้กินแล้วก็นอนอย่างเดียวนะ แต่ออกแบบมาให้เราเคลื่อนไหวด้วย ในอดีตการเคลื่อนไหวของเราอาจถูกจูงใจด้วยการหิวจึงต้องออกไปล่าอาหาร หรือจูงใจด้วยการสืบพันธ์ แต่ทุกวันนี้เราไม่ต้องไปวิ่งไล่ช้างแมมมอธมากิน ไม่ต้องไปฉุดใครเข้าถ้ำแล้ว แต่ปัจจุบันนี้แรงขับเคลื่อนเหล่านี้ แทบจะไม่ได้ผลกับเรา แล้วจะหาแรงจูงใจจากไหนเพื่อไปออกกำลังกายล่ะ?

How to เลิกขี้เกียจออกกำลังกาย ลุกไปวิ่งได้ไม่ต้องรอพรุ่งนี้

How to เลิกขี้เกียจออกกำลังกาย ลุกไปวิ่งได้ไม่ต้องรอพรุ่งนี้

ขั้นแรกต้องบอกตัวเองก่อนว่าเราไม่ได้ไปออกกำลังกาย แต่กำลังไปหาอะไรที่สนุก ๆ ทำ

งานวิจัยของ University of British Columbia ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Neuropsychologia พบว่า สมองคนเราส่วนใหญ่จะทำงานหนักขึ้นทันทีเมื่อคิดถึงการออกกำลังกาย แค่คิดว่าต้องไปออกกำลังกายสมองก็เหนื่อยแล้วทำให้จิตใจเราห่อเหี่ยวไปด้วย แถมทำให้จิตใจเราห่อเหี่ยวไปด้วย ซึ่งมีเหตุผลมาจากในอดีตที่การใช้แรงหมายถึงการเอาชีวิตรอด ดังนั้นเราควรหลอกสมองและจิตใจ ว่าเรากำลังจะลุกไปทำในสิ่งที่สนุกสนานและแสนสบาย สมองจะเต็มใจลุกขึ้นทำมากกว่า เช่น การบอกตัวเองว่า ไปวิ่งและไปส่องคนหน้าตาดีในสวนสาธารณะกันดีกว่า วิธีนี้จะทำให้สมอง และจิตใจของเรามีความกระชุ่มกระชวยขึ้น และเกิดแรงจูงใจ อยากไปซะเดี่ยวนี้เลย!

เตรียมชุดออกกำลังกายให้พร้อม

ชุดสวย ๆ และกระชับ จะทำให้เราอยากลุกไปออกกำลังกายมากขึ้น เสมือนกับการเปลี่ยนทุกที่ให้เป็นรันเวย์! นอกจากการเตรียมตั้งแต่กลางคืน ก่อนที่จะไปวิ่งตอนเช้าแล้ว ยังเป็นแรงจูงใจให้เราอยากออกไปข้างนอก หรือใครจะซื้อรองเท้าวิ่งสีที่ชอบ แบบที่ชอบ อุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างหมวก นาฬิกา เพิ่มเพลงโปรดไว้ฟังตอนออกกำลังกายไว้ในเพลย์ลิสต์เตรียมไว้ ก็ถือเป็นแรงจูงใจที่ดี ทำให้เรามีไฟที่อยากจะลุกไปออกกำลังกายได้เช่นกัน

ตั้งเป้าหมายทีละน้อย

นอกจากการเตรียมชุด เพื่อเป็นการตั้งเป้าหมายเริ่มต้นแล้ว การตั้งเป้าหมายในการออกกำลังกายก็สำคัญไม่แพ้กัน เคยเป็นไหม? ที่เพิ่งเริ่มออกกำลังกายแล้วรู้สึกว่าตัวเองฟิตมาก ตั้งเป้าหมายว่าจะไปวิ่งซัก 10 กิโล ดูเผิน ๆ เหมือนจะดีนะ แต่ลึก ๆ ลงไปในระดับสมองและจิตสำนึกแล้ว สมองจะหมดแรง จิตใจจะห่อเหี่ยว เพราะลึก ๆ เรารู้ว่าเป้าหมายที่เราตั้ง มันไกลเกินกว่าที่เราจะทำได้ หลังจากนั้นเราจะเริ่มหาข้ออ้างมาเป็นเหตุผลที่จะเลี่ยง เช่น “วันนี้ใกล้จะค่ำแล้ว ไม่น่าจะวิ่งทัน ไว้พรุ่งนี้ดีกว่า" จนสุดท้ายแล้วเราก็ไม่ได้ออกกำลังกาย ดังนั้นให้ตั้งเป้าหมายให้ท้าทายนิดหน่อยเพื่อสร้างแรงจูงใจ แต่อย่าใหญ่ไปจนจิตสำนึกเราบอกว่าทำไม่ได้หรอกจะเป็นการตั้งเป้าหมายที่ดีกว่า

ประกาศให้คนรอบข้างเป็นพยาน

วิธีนี้ดูเหมือนจะเป็นแค่การโม้ แต่ในทางจิตวิทยาแล้ว การประกาศ คือการที่เรากำลังทำสัญญากับคนอื่นอยู่ว่าเราจะออกกำลังกาย ซึ่งถ้าเราไม่ทำตาม ตัวเราจะรู้สึกไม่ดีกับการผิดสัญญา หรืออีกทางหนึ่ง เมื่อเราบอกเป้าหมายให้คนรอบตัวรู้ เราจะรู้สึกเหมือนถูกจับตามองอยู่เสมอ ด้วยคำถามจากคนรอบข้างว่ายังออกกำลังกายอยู่หรือเปล่า การออกกำลังกายช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง ซึ่งคำถามเหล่านี้จะเป็นตัวกระตุ้นไม่ให้เรารู้สึกว่า เราเป็นคนแพ้ เราไม่ทำตามสิ่งที่เคยพูดไว้ ไม่มีใครที่อยากจะเป็นคนที่ถูกเรียกว่า “Loser” อย่างแน่นอน ดังนั้นการประกาศให้คนรอบข้างเป็นพยาน จะช่วยให้เรามีแรงจูงใจในการออกกำลังกายได้อย่างต่อเนื่อง

หาเพื่อนออกกำลังกาย สร้างแรงบันดาลใจไปด้วยกัน

การมีเพื่อนออกกำลังกาย จะทำให้เราสนุกกับการออกกำลังกายมากขึ้น รวมทั้งจะได้มีคนคอยกระตุ้นซึ่งกันและกัน และพอเราเห็นเพื่อนเราออกกำลังกาย ก็จะทำให้เกิดแรงบันดาลใจอยากจะออกบ้าง หรือบางทีแม้ใจเราจะไม่อยากออก แต่พอมีเพื่อนมาชวน ก็อาจทำให้เราต้องออกกำลังกายอย่างเลี่ยงไม่ได้ อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญคือ โดยปกติแล้ว มนุษย์มักชอบการแข่งขัน การมีเพื่อนที่ออกกำลังกายด้วยกันและมีการตั้งเป้าหมายแข่งขันกันเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็จะทำให้การออกกำลังกาย สนุกและท้าทายขึ้น

หาไอดอลซักคน

หากเรารู้สึกว่าไม่รู้จะออกกำลังไปทำไม เราลองมองหาคนรอบตัวหรือในอินเตอร์เน็ตดู เราอาจจะพบคนในแบบที่เราอยากเป็นก็ได้นะ เช่น เราไปเห็นนายแบบ นางแบบ หุ่นดี ๆ เราต้องเป็นแบบนั้นให้ได้ เพียงเท่านี้ ก็จะทำให้คุณมีแรงจูงใจในการออกกำลังกายมากขึ้นอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นสาวยังซูบิน ที่แต่ก่อนน้ำหนักเกือบร้อยโล แต่ตอนนี้กลับมามีหุ่นที่สวย แถมยังสุขภาพดี เปลี่ยนไปแบบ 180 องศาเลย

ให้รางวัลกับตัวเองบ้าง

การให้รางวัลกับตัวเองเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้เราทำสิ่งต่าง ๆ เป็นทฤษฎีการวางเงื่อนไขด้วยการกระทำ (Operant Conditioning Theory) ของนักจิตวิทยาชาวอเมริกันที่ชื่อ Burhus Skinner การออกกำลังกายก็เหมือนกัน ลองตั้งเงื่อนไขกับตัวเองว่า ถ้าออกกำลังกายครบกี่วันต่อสัปดาห์ หรือกี่ชั่วโมงกี่นาที หรือวิ่งได้ระยะทางเท่าไหร่ในหนึ่งวัน เราจะกินของที่ชอบหรือไปจะได้ทำกิจกรรมที่เราชอบได้ พอมีรางวัลน่าดึงดูดใจ ก็จะช่วยให้เราเกิดแรงบันดาลใจในการออกกำลังกายไปทุกวัน อ้ะ ๆ! แต่อย่าตั้งเงื่อนไขเป็นการให้รางวัลบ่อย ๆ นะ เพราะจะทำให้ขาดแรงจูงใจด้วยตัวเองในการออกกำลังกาย และหากเราให้รางวัลตัวเองบ่อย ๆ ก็จะทำให้รางวัลขาดคุณค่า ไม่สามารถสร้างแรงจูงใจเราได้อีกต่อไป ฉะนั้น เราควรมีชีทเดย์แค่อาทิตย์ละ 1 วันต่อสัปดาห์พอ หรือถ้าสายโหดหน่อย ก็เป็นเดือนละครั้งไปเลย!

ใช้เงินแก้ปัญหา

ถ้าสร้างแรงจูงใจให้ตัวเอง บังคับตัวเองให้ออกกำลังกายไม่ได้ ก็ใช้เงินแก้ปัญหาไปเลยสิคะ! อย่างการเสียเงินจ้างเทรนเนอร์ให้มาบอก (บังคับ) ให้เราออกกำลังกายค่ะ ถึงจะบอกว่า “การออกกำลังกาย ไม่จำเป็นต้องเสียเงิน แต่หลายคนออกำลังกายได้บ่อยและนานขึ้น เพราะกลัวจะเสียเงินฟรี ประมาณว่า เสียเงินค่าเทรนเนอร์ ค่าคอร์ส ค่าฟิตเนสไปแล้ว ก็ต้องเอาให้คุ้มซะหน่อย นอกจากในเรื่องของกลัวเสียเงินเข้าคอร์สออกกำลังกายต่าง ๆ หรือจ้างเทรนเนอร์ส่วนตัวไปฟรี ๆ แล้ว การมีเทรนเนอร์ ยังจะช่วยให้คำแนะนำ ให้การกระตุ้น ในการออกกำลังกายที่ถูกต้องให้กับเรา และมีการกำหนดเป้าหมายที่ไม่ยาก ไม่ง่ายจนเกินไป ทำให้เรามีกำลังใจในการออกกำลังกายต่อไปด้วย

อย่าชั่งน้ำหนักบ่อย

การชั่งน้ำหนักตัวทุกเช้า มีข้อดีที่ทำให้เรารับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลง และช่วยเตือนตัวเองได้ดี แต่สำหรับคนที่กำลังออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักอยู่นั้น การชั่งน้ำหนักบ่อย ๆ อาจส่งผลเสียต่อจิตใจ เพราะโดยปกติแล้ว เมื่อออกกำลังกายได้ประมาณ 7,000 แคลอรี่ น้ำหนักจะลดลงประมาณ 1 กิโลกรัม และตามตัวเลขขององค์การอนามัยโลก กำหนดไว้ว่า คนเราไม่ควรลดน้ำหนักเกิน 2 กิโลกรัม ต่อ 1 เดือน แต่ในความเป็นจริง การออกกำลังกาย จะทำให้ระบบเผาผลาญดีขึ้น เจริญอาหารมากขึ้น ก็จะทำให้กินมากขึ้น ส่วนใหญ่จะต้องใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือนขึ้นไป ร่างกายจึงจะเห็นผลความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน ดังนั้นอย่าเพิ่งรีบคาดหวังว่าน้ำหนักจะต้องลดโดยเร็ว เพราะถ้าคาดหวังแล้วเราไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงเราจะหมดกำลังใจในการออกกำกายไปในที่สุด แต่ขอให้เชื่อเถอะว่า ถ้าออกกำลังกายไปเรื่อย ๆ ร่างกายจะแข็งแรงขึ้น และน้ำหนักจะค่อย ๆ ลดลงมา แล้วสุขภาพเราก็จะดีขึ้นจากภายในแน่นอน!

 

การออกกำลังกายนั้น สิ่งที่สำคัญเป็นอันดับต้น ๆ ก็คือ แรงจูงใจ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม เพราะหากมีแรงจูงใจ มีเป้าหมายที่ฝันแล้ว การออกกำลังกายก็จะสามารถทำได้อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอมากขึ้น โดยเฉพาะในคนที่กำลังลดน้ำหนัก ที่จะต้องออกกำลังกายต่อเนื่องอย่างน้อย 3-6 เดือนขึ้นไป จึงจะค่อย ๆ เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ร่างกายที่แข็งแรงนั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนใฝ่ฝัน และเป็นสิ่งที่เงินไม่สามารถซื้อได้ ร่างกายที่แข็งแรงทำให้เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ สำหรับสาว ๆ ที่กำลังขี้เกียจออกกำลังกาย ก็ลองเอา 10 ทริคนี้ไปใช้ดู รับรองว่าจะช่วยทำให้เลิกขี้เกียจได้แน่นอน ขอให้สาว ๆ มีความสุขกับการออกกำลังกายค่ะ!

บทความออกกำลังกายอื่น ๆ เพื่อสาว ๆ สายฟิตแอนเฟิร์ม