วิจัยเผย  Gen Y และ Gen Z ยอมว่างงาน ดีกว่าทำงานแล้วไม่แฮปปี้
  1. วิจัยเผย Gen Y และ Gen Z ยอมว่างงาน ดีกว่าทำงานแล้วไม่แฮปปี้

วิจัยเผย Gen Y และ Gen Z ยอมว่างงาน ดีกว่าทำงานแล้วไม่แฮปปี้

ใคร ๆ ก็หาว่าเด็กรุ่นใหม่ทำงานไม่ทน แต่ถ้าทนแล้วไม่ดีขึ้น ทำไมต้องทน! วิจัยเผย กว่า 56% ของเด็กรุ่นใหม่เลือกลาออกจากงานดีกว่าทนทำงานที่ไม่แฮปปี้
writerProfile
31 พ.ค. 2022 · โดย

ผู้ใหญ่มักจะชอบพูดว่า มีงานอะไรก็ทำไปก่อน ไม่เลือกงาน ไม่ยากจน ช่วงนี้ น้อง ๆ จบใหม่ก็เยอะ แต่มีหลายคนที่ยังว่างงาน อาจจะเป็นเพราะว่ายังหางานที่ตรงใจไม่ได้ ผู้ปกครองบางคน อาจจะมองว่าไม่กระตือรือร้นที่จะหางานบ้าง หรือทำงานไปได้แป๊ปเดียวแล้วก็ลาออกบ้าง โดยเฉพาะเด็ก Gen Y และ Gen Z ที่โดนมองว่าเป็นพวกที่ไม่มีความอดทน เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ แต่วิจัยเผย! ลาออกจากงาน ดีกว่าทำงานที่ไม่แฮปปี้

วิจัยเผย  Gen Y และ Gen Z ยอมว่างงาน ดีกว่าทำงานแล้วไม่แฮปปี้

จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ พบว่าคนที่เคยว่างงาน แล้วได้มาทำงานที่มีค่าแรงต่ำ ความพึงพอใจในงานต่ำ ความมั่นคงในงานต่ำ แต่ความวิตกกังวลในการทำงานสูง ไม่มีความแตกต่างอะไรกับผู้ที่ว่างงานเลย

นักวิจัยได้เก็บข้อมูลในระยะยาว จากชาวอังกฤษจำนวน 1,116 คน จาก "Understanding Society" พบว่า การได้ทำงานที่ดี จะช่วยทำให้สุขภาพจิตดีขึ้นเมื่อเทียบกับตอนที่ว่างงาน แต่ผู้ที่ได้ทำงานที่มีคุณภาพต่ำ มีสุขภาพจิตที่ไม่ได้แตกต่างอะไรกับผู้ที่ว่างงานเลย ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ระดับความเครียดผ่านฮอร์โมนและสารในร่างกายที่บ่งชี้ถึงโรค เช่น ความดันโลหิตและคอเลสเตอรอล ซึ่งฮอร์โมนของคนที่ทำงานที่ "ไม่ดี" ส่งผลต่อระดับความเครียดเรื้อรังที่สูงขึ้นมากกว่าคนที่ว่างงาน ซึ่งก็สอดคล้องกับงานวิจัยอื่น ๆ ที่วิจัยเกี่ยวกับการว่างงานอื่น ๆ อย่างงานวิจัยของบริษัทที่ปรึกษา Randstad Workmonitor
งานวิจัยนี้ ได้ทำการสำรวจตลาดแรงงาน 34 ตลาดทั่วโลก และสอบถามคนอายุ 18-24 ปี กว่า 35,000 คน พบว่าเด็กรุ่นใหม่เกือบครึ่งเลือกที่จะลาออกดีกว่าทนทำงานที่ไม่ชอบ โดยในงานวิจัย พบว่า 56% ของ Gen Z และ 55% ของคนรุ่นมิลเลนเนียลส์ มักจะลาออกจากงาน หากงานนั้นรบกวนเวลาชีวิตส่วนตัว และเกือบครึ่งจะไม่ยอมทำงานในบริษัทที่ไม่ถูกจริตกับมุมมองทางด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมของตนเอง แต่ 2 ใน 5 ส่วนนั้น บอกว่าไม่รังเกียจ หากได้ทำงานที่เงินเดือนน้อยแต่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับสังคมได้ และแน่นอนว่าจุดประสงค์ของงานวิจัยนี้ ก็เพื่อให้นายจ้างปรับตัวเพื่อลูกจ้าง และเป็นเครื่องเตือนใจว่าเด็กรุ่นใหม่จะไม่ทนต่อนายจ้างที่ปฏิบัติต่อพนักงานแบบแย่ ๆ

เนื่องจากการระบาดของโรค Covid-19 ส่งผลให้มุมมอง และค่านิยมของคนสมัยนี้เปลี่ยนไป เด็กรุ่นนี้เลยมักจะมองหาสิ่งที่เป็นความสุข โฟกัสในเรื่องสุขภาพจิต และต้องการหาความสมดุลในชีวิตมากกว่าจำนวนเงินเดือนที่เยอะ เด็กยุคนี้จึงเลือกงานที่ทำแล้วรู้สึกมีความสุขมากกว่า

Reference :

Tarani Chandola, Nan Zhang. 2017. "Re-employment, job quality, health and allostatic load biomarkers: prospective evidence from the UK Household Longitudinal Study " [Online] เข้าถึงได้จาก : https://academic.oup.com/ije/article/47/1/47/4079898 สืบค้นเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2565

Rebecca Henderson. 2022. "With Gen-Z And Millennial Expectations Shifting, Is Nurturing Happy Employees The Latest HR Mandate?" [Online] เข้าถึงได้จาก : https://www.forbes.com/sites/rebeccahenderson/2022/04/26/with-gen-z-and-millennial-expectations-shifting-is-nurturing-happy-employees-the-latest-hr-mandate/ สืบค้นเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2565

ใคร ๆ ก็ต้องทำงานเพื่อให้รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่ากันทั้งนั้น และการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่บ่อย ๆ ก็อาจจะเป็นเรื่องยากสำหรับบางคน แต่แรงจูงใจของการทำงานของคนยุคนี้ อาจจะแตกต่างจากคนยุคก่อนที่สามารถทำงานอะไรก็ได้ ขอให้มีเงินเดือนสูง ๆ ก็พอ ในสมัยนี้ คนเรามักจะมองเรื่องของความสุขในชีวิตเป็นอันดับแรก รองลงมาคือค่านิยมขององค์กรที่สอดคล้องกับตัวเอง และมีความยืดหยุ่นในการทำงานที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง 3 สิ่งนี้เป็นปัจจัยหลัก ๆ เพื่อให้การทำงานเป็นเรื่องที่แฮปปี้ที่สุด ไม่ทำให้เกิดอาการหมดไฟในการทำงาน จนทำให้ต้องตัดสินใจลาออกจากงานได้ง่าย ๆ เพราะหลายคนก็ถือคติ “ลาออกดีกว่าทนทำงานที่ไม่ใช่” จริงไหมคะ 

บทความวิจัยเผยอื่น ๆ