๙ เพลงพระราชนิพนธ์ของพ่อ ที่ฟังแล้วต้องยิ้มตาม

๙ เพลงพระราชนิพนธ์ของพ่อ ที่ฟังแล้วต้องยิ้มตาม

สัมผัสกับ ๙ บทเพลงพระราชนิพนธ์ที่เป็นเหมือนบันทึกส่วนพระองค์ในช่วงเวลาต่าง ๆ รวมทั้งสะท้อนถึงสภาพบ้านเมืองไทยในแต่ละยุคสมัยกันค่ะ
24 ต.ค. 2017 · โดย

บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อขอร่วมถวายอาลัยและน้อมรำลึกถึงความสุขที่ได้รับจากพระมหากรุณาธิคุณ ผ่าน ‘๙ บทเพลงพระราชนิพนธ์ในดวงใจ’ โดยหวังว่าดนตรีของพระองค์ ความไพเราะจากท่วงทำนองของดนตรี ความสละสลวยลึกซึ้งของภาษา และความหมายอันงดงามที่ซ่อนอยู่ในนั้น จะช่วยให้เราได้ระลึกไว้ว่าพระองค์จะทรงอยู่ในหัวใจของผู้ที่มีความรักในพระองค์อย่างเปี่ยมล้นอยู่เสมอ

๑. ใกล้รุ่ง (Near Dawn)

“ใกล้ยามเมื่อแสงทองส่อง ฉันคอยมองจ้องฟ้าเรืองรำไร ลมโบกโบยมาหนาวใจ รอช้าเพียงไรตะวันจะมา”

เพลงพระราชนิพนธ์ ลำดับที่ ๔
ทำนอง: พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
คำร้อง: พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ร่วมกับ ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร

  • ที่มาของเนื้อร้องเกิดจากการที่ได้ฟังเสียงไก่ขันในยามเช้า
  • เนื้อเพลงใกล้รุ่งเป็นการบรรยายบรรยากาศช่วงเช้า และด้วยเหตุที่มาของเพลงเกิดจากเสียงไก่ขัน จึงเกิดเนื้อร้องในท่อน “เพลิดเพลินฤทัยฟังไก่ประสานเสียงกัน”
  • ความแปลกใหม่ของเพลงคือมีการใส่เสียงไมเนอร์ครึ่งเสียง คือคำว่า “แต่” ในวรรคที่ร้องว่า “ได้ยินเสียงแว่วดังแผ่วมาแต่ไกลไกล” ซึ่งในสมัยนั้นคนไทยยังไม่เคยชิน แต่ในที่สุดก็ยอมรับและเป็นที่นิยม
  • เพลงใกล้รุ่งได้เป็นเพลงที่ชาวไทยใช้เป็นเป็นเพลงเต้นรำ ด้วยทำนองและจังหวะที่สนุกสนาน

ด้วยทำนองเพลงแบบแจส (Jazz) ที่ฟังสบาย ๆ โดยมีการใช้เทคนิค เพนตาโทนิค เมเจอร์ สเกล (Pentatonic Major Scale) ผสมผสานกับจังหวะไทยเดิม เพื่อให้ทำนองออกมาเป็นเพลงแจสแบบที่คุ้นหูคนไทย ประกอบกับเป็นเพลงพระราชนิพนธ์ที่อยู่ในความทรงจำมาตั้งแต่เด็ก ทำให้เพลงนี้กลายเป็นเพลงพระราชนิพนธ์ที่หลายคนชื่นชอบ ด้วยการใช้ภาษาที่สละสลวยถ่ายทอดเนื้อหาของเพลงที่พรรณนาถึงความเพลิดเพลิน เมื่อได้ชมความงดงามของธรรมชาติยามรุ่งอรุณ ทำให้รู้สึกถึงความสดชื่น รื่นรมย์ และความหวังในวันใหม่

๒. ชะตาชีวิต (H.M. Blues)

“นกน้อยคล้อยบินมาเดียวดาย คิดคิดมิวายกังวลให้หม่นฤทัยหมอง ขาดมวลมิตรไร้คนสนิทคู่เคียงครอง หลงใหลหมายปองคนปรานี”

เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ ๕
ทำนอง: พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
คำร้อง: พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ร่วมกับ ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร

  • ในวันเสาร์ที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๐ มีวงดนตรีมาเล่นที่พระตำหนักวิลลาวัฒนา ซึ่งบรรเลงเพลงให้ผู้ร่วมงานเต้นรำโดยไม่หยุดพักระหว่างเลี้ยงอาหารว่างตอนดึก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงให้เล่นทายชื่อเพลงพระราชนิพนธ์ H.M. Blues ว่า H.M. ย่อมาจากอะไร โดยผู้ที่จะทาย ต้องซื้อกระดาษสำหรับเขียนคำทายใบละครึ่งฟรังก์ จุดประสงค์เพื่อระดมทุนสำหรับช่วยเหลือคนจน
  • ในงานไม่มีผู้ใดทายชื่อถูกเลยสักคนเดียว เพราะทุกคนต่างคิดว่า H.M. Blues ย่อมาจาก His Majesty’s Blues ซึ่งแปลว่าเพลงแนวบลูส์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช แต่แท้ที่จริงแล้ว H.M.Blues ย่อมาจาก Hungry Men’s Blues แปลว่าเพลงแนวบลูส์ของผู้ที่หิวโหยต่างหาก

เพลงพระราชนิพนธ์ชะตาชีวิต เป็นเพลงเดียวที่ทรงพระราชนิพนธ์ในทำนองหม่น เศร้า และโดดเดี่ยวแบบดนตรีเพลงบลูส์ (Blues) แท้ ๆ โดยเนื้อหาของเพลงพรรณนาถึงความทุกข์ของคนยากจนผู้ไร้ซึ่งทุกสิ่งในชีวิต ยิ่งเมื่อยามท้องฟ้าเริ่มอับแสงมืดมิดลงเมื่อไหร่ ก็เปรียบเหมือนแสงแห่งความหวังได้ค่อย ๆ ริบหรี่ลงไปด้วยเช่นกัน แต่ในตอนท้ายของเพลงยังได้สอดแทรกความหวังว่าสักวันหนึ่งสิ่งที่ดีอาจเกิดขึ้นกับชีวิต ซึ่งก็เป็นไปตามหลักพระราชประสงค์ คือตอนท้ายต้องสะท้อนปรัชญาชีวิตที่ให้มีความหวังอยู่ด้วย

๓. ยามเย็น (Love at Sundown)

“แดดรอนรอน เมื่อทินกรจะลับเหลี่ยมเมฆา ทอแสงเรืองอร่ามช่างงามตา ในนภาสลับจับอัมพร”

เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ ๒
ทำนอง: พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
คำร้อง: ท่านผู้หญิงสมโรจน์ สวัสดิกุล ณ อยุธยา

  • ทำนองเพลง ยามเย็น มีทำนองสนุกสนานฟังแล้วรู้สึกผ่อนคลายฟังสบายใจ ประกอบกับเนื้อร้องที่จำง่าย ติดหูจนได้เป็นหนึ่งในเพลงประกอบหลักของภาพยนตร์เรื่อง “พรจากฟ้า” และเป็นหนึ่งในเพลงพระราชนิพนธ์ที่มีคนนำไป Cover มากที่สุด

เป็นเพลงพระราชนิพนธ์ยอดนิยมสำหรับการเต้นรำของพสกนิกรไทยในช่วงปี พ.ศ. ๒๔๘๙ ที่พระองค์ทรงทดลองใส่ทำนองเพลงลีลาศจังหวะ ฟอกซ์ทรอต (Foxtrot) ด้วยดนตรีที่ให้ความรู้สึกร่าเริงแจ่มใส ขัดแย้งกับเนื้อเพลงที่พรรณาเปรียบเทียบถึงคนรักที่ต้องจากกันไปไกล มีความคิดถึงและความรู้สึกดี ๆ ต่อกันแม้ยามต้องห่างไกล โดยเปรียบคู่รักเป็นดั่งดวงอาทิตย์กับท้องฟ้า ย้ำเตือนให้รับความเป็นจริงและปรับตัวให้ได้กับความเปลี่ยนแปลง เหมือนเมื่อยามอาทิตย์อัสดงลับขอบฟ้าเมื่อไหร่ ทั้งสองคนก็ต้องแยกจากกันด้วยความอาลัยอาวรณ์นั่นเองค่ะ

๔. สายฝน (Falling Rain)

“เมื่อลมฝนบนฟ้ามาลิ่ว ต้นไม้พลิ้วลู่กิ่งใบ เหมือนจะเอนรากคลอนถอนไป แต่เหล่าไม้ยิ่งกลับงาม”

เพลงพระราชนิพนธ์ ลำดับที่ ๓
ทำนอง:
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
คำร้อง: พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ

  • บรรเลงครั้งแรกที่เวทีลีลาศสวนอัมพร เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ ในงานรื่นเริงของ สมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทย บรรเลงโดยวงสุนทราภรณ์ ขับร้องโดย เพ็ญศรี พุ่มชูศรี ในเวลาต่อมาเพลงนี้นำมาขับร้องใหม่โดย รุ่งฤดี แพ่งผ่องใส, นภา หวังในธรรม, สวลี ผกาพันธ์
  • เพลงให้ความหมายถึงความชุ่มฉ่ำ อุดมสมบูรณ์ที่มาจากน้ำพระราชหฤทัย ความห่วงใย ความเสียสละของพระองค์ท่านที่ทำเพื่อประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ จนพวกเรามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เปรียบสายฝนจากฟากฟ้าที่นำพาความชุ่มฉ่ำ อุดมสมบูรณ์ สู่ผืนแผ่นดิน

เป็นเพลงพระราชนิพนธ์เพลงแรกที่ใส่จังหวะวอลซ์ (Waltz) อันมีลีลานุ่มนวล โดยถ่ายทอดผ่านบทเพลงอันมีเนื้อหาพรรณนาถึงสายฝนกับธรรมชาติ เปรียบเทียบสายฝนที่ซัดสาดลงใส่พืชพรรณทั้งหลายราวกับว่าจะทำลายธรรมชาติให้ตายลงนั้นเป็นอุปสรรค ที่หากเราสามารถอดทนเพื่อก้าวข้ามผ่านมันไปได้ เราก็จะประสบความสำเร็จดังที่ตั้งใจไว้ เหมือนต้นไม้ที่ยืนต้นท้าลมฝนแบบไม่หวั่นเกรง เมื่อฝนหยุด ความเขียวขจีก็เติบโตขึ้นอย่างสง่างาม เปรียบเป็นผลรางวัลที่ได้รับจากการทำงานหนักหรือความพยายามอดทนเพื่อให้ผ่านพ้นยากความลำบาก แฝงนัยของการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ประชาชนได้เป็นอย่างดี

๕. ลมหนาว (Love in Spring)

“ยามลมหนาว พัดโบกโบยโชยชื่น เหล่าสกุณร้องรื่นรมย์ หมู่ดอกไม้ชวนภมรร่อนชม ช่างสุขสมเพลินตาน่าดูชูใจ”

ลมหนาวเป็นเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ ๑๙
ทำนอง: พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
คำร้อง: ท่านผู้หญิงสมโรจน์ สวัสดิกุล ณ อยุธยา

  • ทรงพระราชนิพนธ์ใน พ.ศ. ๒๔๙๗ พื่อพระราชทานเพลงนี้แก่สมาคมนักเรียนเก่าอังกฤษในพระบรมราชูปถัมภ์ ไปบรรเลงในงานประจำปีโดยแต่งทำนองเอง
  • เพลงนี้ออกถูกเล่นครั้งแรกในงานประจำปีของสมาคมนักเรียนเก่าอังกฤษ ในพระบรมราชูปถัมภ์ บนเวทีลีลาศสวนลุมพินี เมื่อวันเสาร์ที่ ๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๗

อีกหนึ่งเพลงพระราชนิพนธ์ที่บรรเลงด้วยดนตรีแบบวอลซ์ (Waltz) ในจังหวะที่ช้า สงบ และเศร้า การฟังเพลงนี้จึงได้ทั้งอารมณ์สุขสดชื่นปนเหงาเศร้าไปพร้อม ๆ กัน โดยเป็นอีกเพลงที่มีเนื้อหาพรรณนาเปรียบเทียบความรักกับธรรมชาติ ยามเมื่อความรักสุขสมหวัง ทุกสิ่งทุกอย่างก็ดูสวยงามรื่นรมย์เหมือนธรรมชาติยามลมในฤดูหนาวพัดผ่าน แต่ในทางกลับกันก็เปรียบความผิดหวังในรักเป็นธรรมชาติยามฤดูฝน เมื่อลมฝนพัดกระหน่ำก็พาให้หมู่สรรพสัตว์และธรรมชาติดูเศร้าหมองลงไปด้วยเช่นกัน โดยเวอร์ชั่นไทยกับเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ เนื้อหาต่างกันนิดเดียว ตรงที่เวอร์ชั่นภาษาไทยจะเพิ่มความรู้สึกของรักที่ผิดหวังเข้าไปด้วย โดยเปรียบเสมือนฤดูฝนที่พัดพาพายุเข้ามาทำลายความสวยงามของดอกไม้

๖. พรปีใหม่

“สวัสดีวันปีใหม่พา ให้บรรดาเราท่านรื่นรมย์ ฤกษ์ยามดีเปรมปรีดิ์ชื่นชม ต่างสุขสมนิยมยินดี”

เพลงพระราชนิพนธ์ ลำดับที่ ๑๓
ทำนอง: พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
คำร้อง: พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ

  • แต่งครั้งแรกเมื่อเมื่อธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๔ โดยพระองค์อยากจะมอบของขวัญปีใหม่ให้คนไทย แต่ไม่รู้ว่าจะมอบอะไรให้ จึงแต่งเพลงพรปีใหม่ให้
  • ก่อนจะแต่งเนื้อ พระองค์ได้มีพระราชดำรัสว่าอยากให้ทำนองใช้คำง่าย ๆ สื่อความหมายได้ชัดเจน

บทเพลงแห่งความสุขที่เราได้ยินทุกครั้งเมื่อเปิดโทรทัศน์หรือฟังวิทยุในช่วงวันปีใหม่ เป็นเพลงที่มีเนื้อหาและดนตรีอันแสนเรียบง่าย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยพรประชาชนชาวไทยให้มีแต่ความสุข ความเจริญ และความรื่นรมย์ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ เป็นอีกหนึ่งเพลงที่ไม่ว่าจะได้ยินวนมากี่ปีก็ยังให้ความรู้สึกมีความสุขและมีความหวังว่าปีใหม่นี้จะมีแต่เรื่องดี ๆ เข้ามาในชีวิตได้ทุกครั้งเลยค่ะ

๗. ความฝันอันสูงสุด

“ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ ขอสู้ศึกทุกเมื่อไม่หวั่นไหว ขอทนทุกข์รุกโรมโหมกายใจ ขอฝ่าฟันผองภัยด้วยใจทะนง”

เพลงพระราชนิพนธ์ ลำดับที่ ๔๓
ทำนอง: พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
คำร้อง: ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค

  • ทรงพระราชนิพนธ์เพลงนี้ใน พ.ศ. ๒๕๑๔ ซึ่งเป็นช่วงที่บ้านเมืองมีปัญหารอบด้าน ทั้งการปกครองโดยรัฐบาลทหาร การประท้วงบ่อยครั้ง จนเกิดเหตุการณ์นองเลือดในประเทศขึ้น (เหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม เกิดในปี ๒๕๑๖)
  • สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถโปรดให้พิมพ์บทกลอนนี้ลงในกระดาษการ์ดแผ่นเล็ก ๆ พระราชทานแก่ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ พลเรือน และผู้ทำงานเพื่อประเทศชาติ เพื่อเตือนสติมิให้ท้อถอยในการทำความดี

‘ความฝันอันสูงสุด’ เป็นเพลงพระราชนิพนธ์ที่มีความหมายอันลึกซึ้งกินใจสำหรับชาวไทยที่รักชาติรักแผ่นดินทุกคน ไม่ว่าจะอาชีพทหาร ตำรวจ ข้าราชการ หรือประชาชนทั่วไปก็สามารถทำคุณงามความดีและคุณประโยชน์เพื่อประเทศชาติได้ไม่ต่างกัน เนื้อเพลงกล่าวถึงการลุกขึ้นสู้อย่างไม่ท้อถอย และมุ่งมั่นทำความดี เพื่อประเทศชาติ อันเป็นความฝันอันสูงสุด ต้องลำบากทุกข์ยากเพียงใดก็จะขออดทนต่อสู้กับความอยุติธรรม ยอมเสียสละแล้วซึ่งทุกสิ่งแม้กระทั่งชีวิตตัวเอง เป็นเพลงปลุกใจที่ฟังแล้วให้ความรู้สึกเข้มแข็ง มีพลังกายและพลังใจที่จะทำในสิ่งที่ดีต่อไป

๘. แผ่นดินของเรา (Alexandra)

“ถึงอยู่แคว้นใด ไม่สุขสำราญ เหมือนอยู่บ้านเรา ชื่นฉ่ำค่ำเช้าสุขทวี”

เพลงพระราชนิพนธ์ ลำดับที่ ๓๔
ทำนอง: พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
คำร้อง: ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค

  • ทรงพระราชนิพนธ์ใน พ.ศ. ๒๕๐๒ ในโอกาสที่เจ้าหญิงอเล็กซานดราแห่งเคนท์ สหราชอาณาจักร เสด็จเยือนประเทศไทยเป็นการส่วนพระองค์
  • นำออกบรรเลงครั้งแรก ณ ศาลาผกาภิรมย์ สวนจิตรลดา เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๒ ต่อมาใน พ.ศ. ๒๕๑๖ สมเด็จพระนาง เจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงพระราชดำริว่า ท่วงทำนองเพลงพระราชนิพนธ์ Alexandra ไพเราะ และน่าจะใส่ คำร้องภาษาไทยได้ จึงได้กราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระบรมราชานุญาตให้ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค ประพันธ์ คำร้องภาษาไทย

‘แผ่นดินของเรา’ ที่ได้ยินเมื่อไหร่ก็รู้สึกอบอุ่นและสุขใจทุกครั้งที่ได้อาศัยอยู่ในผืนแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์แห่งนี้ ความหมายของเพลงนั้นเปรียบได้ว่าไม่มีที่ไหนสุขใจเท่าบ้านเรานั่นเอง ประเทศไทยเป็นประเทศประชาธิปไตยที่ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพเป็นของตนเองอย่างเต็มเปี่ยม ในท่อนสุดท้ายนั้นยังมีการสอดแทรกเนื้อหาที่เชิญชวนชาวไทยทุกคนให้สามัคคีกันไว้ เพื่อชาติบ้านเมืองจะได้เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นไป

๙. ในดวงใจนิรันดร์ (Still On My Mind)

“อยากลืมลืมรักลืมมิลง กลับพะวงหลงเพ้อเงา เปรียบปานเพลิงรักรุมสุมเศร้า เปลี่ยวเปล่าร้าวรอน”

เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ ๓๗
ทำนอง: พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
คำร้อง: ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร

  • ทรงพระราชนิพนธ์ใน พ.ศ. ๒๕๐๘ เมื่อพระชนมายุได้ ๓๘ พรรษา โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงพระราชนิพนธ์ คำร้องภาษาอังกฤษด้วยพระองค์เองเป็นเพลงแรก 
  • โดยเดิมทรงตั้งชื่อเพลงพระราชนิพนธ์นี้ว่า “I Can’t Get You Out of My Mind” และต่อมาทรงเปลี่ยนเป็น “Still on My Mind” ซึ่งหากสังเกตดูแล้วจะเห็นได้ว่าทั้งสองชื่อนั้น เป็นท่อนเริ่มและท่อนจบของบทเพลงนั่นเอง

สุดท้ายกับเพลงพระราชนิพนธ์ ‘ในดวงใจนิรันดร์’ ซึ่งพูดถึงความรักที่ได้ผ่านพ้นไปแล้ว แต่ยังไม่สามารถลืมได้ ความรักที่เคยมีในอดีตยังตามแผดเผาจิตใจอยู่ทุกเวลา ถึงแม้ว่าเวลาจะสามารถเยียวยาความเศร้าได้ แต่มันก็ไม่สามารถปัดเป่าความโศกให้หายไปได้อย่างแท้จริง สัมผัสที่มือครั้งนั้นยังอบอวลอยู่ภายใน บทเพลงรักนี้จะไม่มีวันจบเหมือนกับเวลาที่ไม่สามารถหยุดเดินได้ ถึงแม้บทเพลงจะเศร้าสร้อยและแสดงถึงความรักไม่สมหวังเพียงใด แต่ทำนองกลับรื่นเริงสนุกสนาน เปรียบเหมือนกับการทำใจยอมรับความผิดหวังนั้นได้แล้ว และมองมันเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่า ที่อย่างน้อยครั้งหนึ่งความสัมพันธ์นั้นได้เคยเกิดขึ้นและจะตราตรึงใจไปชั่วนิรันดร์

- In Memory of Our Beloved King -

Source: 1, 2, 3, 4