รู้ไว้ใช่ว่า จะได้ไม่สับสน! ความแตกต่างระหว่าง โซจู โชจู และสาเก
  1. รู้ไว้ใช่ว่า จะได้ไม่สับสน! ความแตกต่างระหว่าง โซจู โชจู และสาเก

รู้ไว้ใช่ว่า จะได้ไม่สับสน! ความแตกต่างระหว่าง โซจู โชจู และสาเก

โซจู โชจู และสาเก แตกต่างกันอย่างไร เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มักจะพบเห็นได้บ่อย ๆ เวลาไปเที่ยวเกาหลีหรือญี่ปุ่น ภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่สะท้อนผ่านเครื่องดื่ม
writerProfile
17 มิ.ย. 2021 · โดย

วัฒนธรรมการดื่มของชาวเอเชีย ถือว่าเป็นภูมิปัญญาโบราณที่มีมานานแล้ว โดยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่นิยมนั้น มักจะทำมาจากพืชพรรณหรือผลผลิตที่มีอยู่ในท้องถิ่นนั้น ๆ นำมาผ่านกระบวนการหมัก จนได้เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ออกมา ในประเทศเกาหลีและญี่ปุ่น วัฒนธรรมการดื่มก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน เพื่อการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน เพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่การออกเดท ก็มีวัฒนธรรมของการดื่มเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลัก ๆ ที่จะนำมาเปรียบเทียบความแตกต่างในวันนี้ มีอยู่ด้วยกัน 3 อย่างค่ะ ได้แก่โซจู โชจู และสาเก ทั้งสามมีความคล้ายคลึงกัน แต่จริง ๆ แล้วแตกต่างกันกว่าที่คิดค่ะ ตามไปดูกันเลย 

โซจู โชจู และสาเก แตกต่างกันอย่างไร?

เหล้าโซจู โชจู สาเก ต่างกันตรงไหน

เครื่องดื่มทั้งสามชนิด เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ใช้วิธีการหมักและกลั่นเหมือนกัน แต่แตกต่างกันตรงที่พื้นที่ที่นิยมดื่ม ปริมาณแอลกอฮอล์ วิธีการดื่ม อาหารที่นำมากินคู่กัน และราคาก็มีความแตกต่างกันนั่นเองค่ะ แต่ถ้าอยากเจาะลึกลงไปอีก เราก็มีความรู้มาฝาก ถึงความแตกต่างของเครื่องดื่มทั้งสามชนิดค่ะ ไปดูกันเลย 

โซจู (Soju)

โซจู คือ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่พบเห็นได้ทั่วไปในเกาหลี มีสีใส กลิ่นและรสชาติเหมือนวอดก้า ในช่วงก่อนสมัยสงครามเกาหลี โซจูทำมาจากข้าวเป็นหลัก แต่เนื่องจากภาวะสงคราม ข้าวเริ่มหายากขึ้น จึงได้เปลี่ยนวัตถุดิบจากข้าวมาเป็นมันหวาน ข้าวโพด ข้าวบาร์เลย์ และมันสำปะหลังแทน เดิมทีการทำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น ไม่ได้เป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของเกาหลี แต่เกาหลีได้รับวัฒนธรรมการดื่มนี้มาจากชาวมองโกล และชาวมองโกลก็ได้รับภูมิปัญญาในการกลั่นเหล้ามาจากชาวอิรัก ช่วงต้นศตวรรษที่ 13 ยุคโครยอ โซจูนั้นหายากและมีราคาแพง เพราะมีการผลิตที่ยุ่งยาก จึงเป็นเครื่องดื่มสำหรับคนชนชั้นสูงเท่านั้น 

แต่ในช่วงปีค.ศ. 1919 เกาหลีก็ได้ตั้งโรงงานผลิตโซจูเป็นครั้งแรกที่เมืองพยองยาง ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้โซจูกลายเป็นเครื่องดื่มที่เข้าถึงกลุ่มคนชนชั้นอื่นนอกจากชนชั้นสูง และหลังจากตั้งโรงงานโซจูเป็นครั้งแรกก็มีโรงงานที่ผลิตโซจูเพิ่มขึ้น โซจูจึงมีราคาที่ถูกลง และเป็นที่นิยมมาจนถึงปัจจุบันนี้ กระบวนการทำโซจู เริ่มจากการเอามันหวาน ข้าวโพด ข้าวหรือมันสำปะหลัง ไปต้มหรือนึ่งให้สุก แล้วนำมาหมักกับหัวเชื้อที่เรียกว่า "นูรุก" เพื่อให้เกิดกระบวนการเปลี่ยนเป็นแอลกอฮอล์ หลังจากนั้นนำมากลั่นให้ออกมาเป็นแอลกอฮอล์ที่ใส ไม่มีสี 

ในปัจจุบันนี้ แบรนด์ต่าง ๆ ก็ปรับรสชาติให้ดื่มง่ายขึ้น โดยการใส่กลิ่นผลไม้ลงไป เป็นโซจูรสพีช โซจูรสส้ม โซจูรสองุ่น โซจูรสโยเกิร์ต และมีอีกหลากหลายสูตร หลากหลายรูปแบบออกมา นอกจากใส่กลิ่นเพิ่มแล้ว ก็ยังนำไอดอลมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ ทำให้โซจูมีภาพลักษณ์ที่เข้าถึงได้ทุกเพศทุกวัยอีกด้วย โซจู 1 ขวด มีปริมาณแคลลอรี่อยู่ที่ 250 - 280 กิโลแคลอรี่ และมีปริมาณแอลกฮฮอล์อยู่ที่ 20 - 34% แต่ถ้าเป็นโซจูกระป๋องรสผลไม้ ปริมาณแอลกอฮอล์จะอยู่ที่ 14 - 16% เท่านั้นค่ะ  

นุรุก จุลินทรีย์ที่ใช้หมักโซจู 

ส่วนสำคัญในกระบวนการหมักที่ขาดไม่ได้เลย คือจุลินทรีย์ในการหมักนั่นเองค่ะ ซึ่งจุลินทรีย์หรือ "นูรุก" ที่ใช้ในการหมักโซจูนั้น ทำมาจากข้าวสาลีที่บดและอัดในพิมพ์สี่เหลี่ยมหรือวงกลม แล้วนำไปทิ้งไว้ในห้องที่มีอุณหภูมิสูงเป็นเวลา 1 สัปดาห์ โดยวางไว้บนกองฟางหรือหญ้า ในระหว่างนี้ เชื้อรา Aspergillus oryzae, Rhizopus oryzae และยีสต์ จำพวก Saccharomyces, Saccharomycopsis และ Pichia จะเจริญเติบโตขึ้น ก้อนนุรุกจะแห้งและมีลักษณะแข็ง ด้านนอกจะมองไม่เห็นเชื้อรา แต่ถ้ากระเทาะดูข้างในแล้วจะเห็นเป็นเส้นใยสีเหลือง ๆ ถ้ามีเส้นใยแปลว่าก้อนนูรุกสามารถนำไปใช้ได้  นอกจากข้าวสาลีแล้วก็ยังสามารถใช้ข้าวบาร์เลย์ และข้าวในการหมักให้เกิดเชื้อราก็ได้ 

วัฒนธรรมในการดื่มโซจู

ส่วนใหญ่คนเกาหลีมักดื่มโซจูพร้อมกับมื้ออาหาร แต่เมื่อเวลาผ่านไป ก็มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดื่มให้หลากหลายมากขึ้น เช่น 

  • ดื่มเพียว ๆ แบบไม่แช่ หรือแบบแช่เย็น ปกติแล้วมักกินคู่กับอาหาร
  • ดื่มแบบผสมเบียร์ เรียกว่า โซแมก (มาจากคำว่า โซจู + แมกจู ที่แปลว่าเบียร์)
  • ดื่มแบบผสมเป็นค็อกเทล ส่วนผสมหลัก ๆ คือ สไปร์ท โซดา มะนาว ยาคูลท์ ฯลฯ 

อาหารที่มักกินคู่กับโซจู

อาหารที่มักกินคู่กับโซจู มีด้วยกันหลากหลาย แต่ที่คนเกาหลียกให้เป็นอาหารที่ต้องกินคู่กับโซจู คือ  

  • หมูย่างเกาหลี
  • ซุนแด หรือไส้กรอกเลือด 
  • โอเด้ง และต๊อกบกกี
  • โบซัม หรือหมูสามชั่นนึ่ง กินกับกิมจิและผัก
  • เต้าหู้กิมจิ เต้าหู้สด หั่นเป็นชิ้น ๆ และกิมจิผักกาดขาว
  • คัมจาทัง หรือ แกงเผ็ดมันฝรั่ง 
  • ปลาดิบ
  • จกบัล หรือ ขาหมูตุ๋น
  • แมอุนทัง หรือ แกงเผ็ดใส่ปลาทะเล
  • มาม่าเกาหลี

สรุปแบบง่าย ๆ 

  • กระบวนการ : ใช้การหมักและนำมากลั่น 
  • ลักษณะภายนอก : สีใส มีกลิ่นแอลกอฮอล์
  • รสชาติ : บาดคอ หวานเล็กน้อยที่ปลายลิ้น
  • ประเทศที่นิยมดื่ม : เกาหลี
  • ปริมาณแอลกอฮอล์ : 14 - 34%
  • โซจู 1 ขวดกี่แคล :  250 - 280 กิโลแคลอรี่
  • ราคา : เริ่มต้นที่ 140 บาท

โชจู (Shochu)

การกลั่นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศญี่ปุ่นนั้น นักประวัติศาสตร์เชื่อว่า ได้รับวัฒนธรรมมาจากการค้าขายกับชนชาติอื่น อย่างเช่น จากชาวเปอร์เซีย จีน และเกาหลี ในช่วงศตวรรษที่ 16 ต้นกำเนิดของโชจูนั้น มาจากจังหวัดคาโกชิมะ เกาะคิวชู โดยมีหลักฐานเป็นภาพเขียนสลักบนไม้ ปีค.ศ. 1559 ในศาลเจ้าในเมืองโอกุชิ จังหวัดคาโกชิมะ ในสมัยก่อนโชจูถือเป็นสิ่งล้ำค่าเหมือนกัน เนื่องจากทำจากข้าวและอ้อย ซึ่งมีราคาแพง และคนมักจะนำโชจูจ่ายเป็นค่าแรงสำหรับแรงงานที่ทำงานดี หรือนำไปเป็นของบรรณาการล้ำค่าให้กับพวกขุนนาง หรือโชกุน หลังจากที่มีคนนำมันหวานจากอเมริกาใต้มาปลูกที่เกาะคิวชูในปี ค.ศ.1705 ก็ทำให้ญี่ปุ่นใช้มันหวานเป็นวัตถุดิบหลักในการหมักโชจู และทำให้โชจูมีราคาที่ถูกลง ในสมัยก่อนคนมักจะมองว่าโชจูคือเครื่องดื่มสำหรับคนสูงอายุ 

แต่ในปัจจุบันโชจูเป็นเครื่องดื่มที่นิยมของคนทุกเพศทุกวัยในประเทศญี่ปุ่น โชจูนั้นเป็นเหล้าใสคล้าย ๆ กับโซจู วิธีการและกระบวนการทำคล้าย ๆ โซจู แต่แตกต่างตรงที่โชจูจะนิยมดื่มในญี่ปุ่นมากกว่า และวัตถุดิบ จุลินทรีย์ที่นำมาใช้หมักไม่เหมือนกัน โชจู ใช้ "โคจิ" เป็นสารจุลินทรีย์ในการหมัก วัตถุดิบหลัก ๆ ที่นำมาหมักโชจู ได้แก่ มันหวาน, ข้าวบาร์เลย์, บัควีท, และอ้อย ชื่อเรียกของโชจูก็แตกต่างกันตามวัตถุดิบที่เอามาใช้ทำด้วย เช่น โชจูที่หมักมาจากมันหวาน เรียกว่า อิโมะ , โชจูที่หมักจากข้าวบาร์เลย์หรือมอลต์ เรียกว่า มูกิ , โชจูที่หมักจากข้าว เรียกว่า โคเมะ, โชจูที่หมักจากบัควีท เรียกว่า โซบะโชจู เป็นต้น โชจูจะมี 2 แบบ แบบกลั่นรอบเดียว เรียกว่า Honkaku Shochu และแบบกลั่น 2 รอบ เรียกว่า Korui Shochu การกลั่นแบบครั้งเดียว จะช่วยคงกลิ่นและรสชาติดั้งเดิมได้ ส่วนการกลั่นแบบสองรอบจะทำให้กลิ่นอ่อนลง และมีความเบามากกว่า เหมาะสำหรับนำไปผสมทำเป็นเมนูค็อกเทล โชจูมีปริมาณแคลลอรี่อยู่ที่ 35 กิโลแคลอรี่ต่อ 2 ออนซ์ และมีปริมาณแอลกอฮอล์อยู่ที่ 25 - 30 ดีกรี 

โคจิ จุลินทรีย์ที่ใช้หมักโชจู

สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ คือจุลินทรีย์ที่ใช้ในการหมักเหล้า นอกจากโคจิจะใช้ในการหมักเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้ว คนญี่ปุ่นก็นิยมนำไปทำมิโซะ ซอสถั่วเหลืองและนำไปหมักสาเกอีกด้วย วิธีการทำโคจิ เริ่มจากการนำข้าวที่หุงสุกแล้ว มาเพาะสปอร์เชื้อรา ทิ้งไว้ในห้องที่อบอุ่นและชื้น เป็นเวลา 5-7 วัน โดยราที่ทำให้เกิดโคจินั้นจะกินข้าว และเปลี่ยนจากคาร์โบไฮเดรต เป็นน้ำตาล และผลิตกลูตาเมต โดยเชื้อราที่นำมาทำโคจินั้น คือ Aspergillus Oryzae ที่เหมือนกับโซจู แต่โคจิจะมีสีที่แตกต่างกัน เช่นสีขาว สีเหลือง และสีดำ ซึ่งนูรุกที่ใช้ทำโซจูมีแค่สีเหลืองเท่านั้น

วัฒนธรรมในการดื่มโชจู 

คนญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมการดื่มโชจูที่หลากหลายมาก ตามประเภทของโชจู และความชอบ เช่น  

  1. ดื่มแบบเพียว ๆ
  2. ดื่มกับน้ำแข็ง แบบ On the rock
  3. ดื่มโดยผสมน้ำเย็นลงไป เรียกว่า mizuwari
  4. ดื่มโดยผสมกับน้ำอุ่น เรียกว่า oyuwari
  5. ดื่มโดยผสมกับเบียร์
  6. ผสมเป็นคอกเทลแล้วดื่ม 

อาหารที่มักกินคู่กับโชจู 

โชจูนั้น ปกติคนญี่ปุ่นก็จะกินคู่กับอาหารที่แตกต่างประเภทกัน เช่น 

  • มูกิโชจู จะเหมาะกับอาหารประเภทย่าง
  • โคเมะ เหมาะกับอาหารประเภททอด
  • โคคุโตะโชจู เหมาะกับอาหารที่มีผักกลิ่นแรง

สรุปแบบง่าย ๆ  

  • กระบวนการ : ใช้การหมักและนำมากลั่น วัตถุดิบตั้งต้นมีทั้งข้าว ธัญพืช และพืชหัว
  • ลักษณะภายนอก : สีใส มีกลิ่นแอลกอฮอล์ ความแรง ความเบา อยู่ที่วัตถุดิบที่นำมาทำ
  • รสชาติ : หนักเบา แตกต่างกันตามวิธีการทำและวัตถุดิบ
  • ประเทศที่นิยมดื่ม : ญี่ปุ่น
  • ปริมาณแอลกอฮอล์ : 25 - 30 ดีกรี
  • ราคา : เริ่มต้นที่ 700 บาท

สาเก (Sake)

หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าสาเกนั้น ทำมาจากต้นสาเก แต่จริง ๆ แล้ว สาเก คือ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่หมักจากข้าว มีสีขาวใสไปจนถึงขาวขุ่น เป็นที่นิยมทั้งในเกาหลีแหละญี่ปุ่น โดยทั่วไปแล้ว คนมักจะเรียกสาเกว่า Rice Wine เพราะวิธีการหมักนั้นคล้ายกับเบียร์และไวน์ เครื่องดื่มแอลกอฮฮอล์ชนิดนี้ มีเบสในการหมักคือข้าว นำมาหมักกับ "โคจิ" ให้เป็นน้ำตาล แล้วก็หมักกับยีสต์ต่อจนเกิดเป็นแอลกอฮอลล์ ในภาษาญี่ปุ่น จะเรียกสาเกว่า "เชซุ" และในเกาหลีมีเครื่องดื่มที่คล้าย ๆ กัน เรียกว่า "มักกอลลี" แต่มักกอลลีจะเป็นเครื่องดื่มที่มีสีขาวขุ่นเท่านั้น ในสมัยโบราณ สาเกถูกจำกัดให้ดื่มเฉพาะจักรพรรดิ วัด และศาลเจ้าเท่านั้น เพราะสาเกมักจะเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมทางศาสนา และมักจะดื่มในช่วงที่มีเทศกาลต่าง ๆ เช่นพิธิแต่งงาน การอวยพรปีใหม่ ช่วงศตวรรษที่ 12 - 15 สาเกได้ผลิตในศาลเจ้าชินโต หรือวัดในศาสนาพุทธ และเทคนิคการกลั่นสาเกในปัจจุบันก็ได้พัฒนามาจากช่วงเวลานี้ 

การดื่มสาเกตามประเพณีโบราณนั้น มักจะเกี่ยวโยงกับช่วงเวลาต่าง ๆ ของปีอีกด้วย คนมักจะดื่มสาเกในฤดูหนาว ขณะที่ดูหิมะตก ดื่มในฤดูใบไม้ผลิ ช่วงที่ดอกซากุระกำลังบาน ดื่มในฤดูฝนเพื่อชะล้างความโชคร้าย ดื่มในฤดูร้อนเพื่อดับกระหายและเพลิดเพลินกับการดูพระจันทร์เต็มดวง เป็นต้น ในปัจจุบันนี้ สาเกกลับมาเป็นที่นิยมในต่างประเทศมากขึ้น และมีการนำไปทำเป็นค็อกเทลเพื่อให้เข้าถึงคนหลากหลายวัยมากขึ้น สาเกมีปริมาณแคลลอรี่อยู่ที่ 2,339 กิโลแคลลอรี่ต่อ 1 ขวด (60 ออนซ์) ประเภทของสาเก ก็แบ่งย่อยได้อีก ตามส่วนผสม และการเพิ่มแอลกอฮอล์ลงไป หรือตามวิธีการผลิต โดยการแบ่งชนิดของสาเกตามส่วนผสมและการเพิ่มแอลกอฮอล์

สาเกแบ่งได้ออกเป็น 9 ชนิด คือ

  1. จุนไมไดกินโจ ใช้ข้าวขัดไม่เกิน 35 - 50% ในการทำ เป็นสาเกที่มีความพรีเมี่ยม และราคาแพงที่สุด เพราะมีอาฟเตอร์เทสที่นุ่ม และมีกลิ่นหอม
  2. ไดกินโจ คือสาเกที่ใช้ข้าวขัดไม่เกิน 35 - 50% ในการทำ เพิ่มแอลกอฮอล์ในการหมัก
  3. จุนไมกินโจ คือสาเกที่ใช้ข้าวขัดไม่เกิน 60% ในการทำ ไม่เพิ่มแอลกอฮอล์ในการหมัก
  4. กินโจ คือสาเกที่ใช้ข้าวขัดไม่เกิน 60% ในการทำ และเพิ่มแอลกอฮอล์ในการหมัก
  5. จุนไม คือสาเกแบบออริจินอล ที่ใช้ข้าวขัดไม่เกิน 70% โคจิ และน้ำในการหมัก ไม่เพิ่มแอลกอฮอล์ในการหมัก Full Body และแห้งเล็กน้อย
  6. โทคุเบสึจุนไม ใช้ข้าวเกรดพรีเมี่ยมในการหมัก และมีการขัดมากกว่าปกติ
  7. ฮนโจโซะ มีความคล้ายคลึงกับจุนไม คือ ที่ใช้ข้าวขัดไม่เกิน 70% โคจิ และน้ำในการหมัก แต่ต่างกันที่เพิ่มแอลกอฮอล์ลงไปเพื่อกลิ่นและรสชาติ
  8. โทคุเบสึ ฮนโจโซะ เป็นลูกผสมระหว่าง 2 ชนิด และมีการเพิ่มแอลกอฮอล์ลงไป หอมอ่อน ๆ และแห้ง ขึ้นอยู่กับแอลกอฮอล์ที่นำมาเติม
  9. ฟุสึชุ เป็นสาเกเกรดทั่วไป ที่เหมือนจุนไม ไม่มีการกำหนดเกรดในการขัดข้าว มีการเติมน้ำตาลเข้าไปเพื่อปรับรสชาติ และมีกลิ่นอ่อน ๆ  

ในประเทศญี่ปุ่น ข้าวที่นำมาใช้หมักทำเหล้าสาเกมีมากกว่า 80 ชนิด จึงไม่แปลกใจที่จะเห็นโรงผลิตสาเกหลายแห่งจะตั้งอยู่ใกล้กับแหล่งที่เป็นน้ำพุธรรมชาติ นั่นก็เพราะว่าคุณภาพของน้ำจากน้ำพุธรรมชาติเป็นน้ำที่มีคุณภาพดี มีแร่ธาตุผสมอยู่ ทำให้เหมาะต่อการนำมาใช้ในกระบวนการกลั่น แถมเป็นคุณสมบัติของเหล้าสาเกชั้นเลิศอีกด้วย

วัฒนธรรมในการดื่มสาเก  

โดยส่วนใหญ่แล้ว สาเกที่มีราคาแพง มักจะถูกเสิร์ฟแบบแช่เย็น และสาเกที่มีราคาถูกกว่า มักจะนำไปอุ่น ก่อนที่จะเสิร์ฟ และสาเกอุ่น จะเสิร์ฟโดยการใส่ขวดที่เรียกว่า "โทคุริ" พร้อมกับแก้วที่ใช้สำหรับดื่มสาเกโดยเฉพาะ   


อาหารที่มักกินคู่กับสาเก

สาเกมักจะเข้ากันดีกับอาหารญี่ปุ่นแทบทุกอย่าง แต่ก็สามารถเข้ากันได้ดีกับอาหารต่างชาติ และอาหารทะเลด้วย  

  • ซูชิ 
  • ราเมน 
  • เทมปุระ 
  • ชีส 
  • หอยนางรม
  • กุ้งหวาน
  • ไข่ปลา
  • หอยเชลล์
  • พิซซ่า 

    สรุปแบบง่าย ๆ  
  • กระบวนการ : ใช้การหมัก (บางครั้งใช้กลั่น) วัตถุดิบตั้งต้นคือข้าว
  • ลักษณะภายนอก : มีตั้งแต่สีใส ไปจนถึงสีขาวขุ่น
  • รสชาติ : แตกต่างกันไปตามข้าวที่นำมาทำ และการเติมแอลกอฮอล์ลงไป
  • ประเทศที่นิยมดื่ม : ญี่ปุ่น
  • สาเก 1 ขวดมีกี่แคล : 2,339 กิโลแคลลอรี่ (60 ออนซ์)
  • ปริมาณแอลกอฮอล์ : 15 - 20 ดีกรี
  • ราคา : เริ่มต้นที่ 380 บาท 

ข้อมูลอ้างอิง 

Melissa. 2021. The History of Soju and its Modernization [Online] เข้าถึงได้จาก : https://10mag.com/the-history-of-soju-and-its-modernization/ สืบค้นเมื่อ 11 มิถุนายน 2564

Makgeollilab. 2019. What is Nuruk?  [Online] เข้าถึงได้จาก : https://www.makgeollilab.com/post/what-is-nuruk สืบค้นเมื่อ 11 มิถุนายน 2564 

Maya Aley. 2020. THE HISTORY OF JAPANESE SHOCHU  [Online] เข้าถึงได้จาก : https://kanpai.us/history-of-japanese-shochu/ สืบค้นเมื่อ 11 มิถุนายน 2564 

Factsanddetails. 2013. SAKE: HISTORY, INGREDIENTS, DIFFERENT KINDS AND MAKING THEM  [Online]  เข้าถึงได้จาก : http://factsanddetails.com/japan/cat19/sub124/item660.html สืบค้นเมื่อ 11 มิถุนายน 2564 

SK LiQUOR. 2019. What is Sake?  [Online] เข้าถึงได้จาก : https://skliquor.com/knowledge/what-is-sake/ สืบค้นเมื่อ 11 มิถุนายน 2564 

นับถือคนสมัยโบราณจริง ๆ เลยนะคะ ที่สามารถนำผลิตภัณฑ์มาแปรรูปจนได้เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่นิยมดื่มมาจนถึงปัจจุบันนี้ นอกจากสะท้อนภูมิปัญญาแล้ว ก็ยังแสดงให้เห็นถึงศิลปะ วัฒนธรรมในการเลือกกินคู่กับอาหาร หรือนำมาปรุงอาหารเพื่อให้รสชาติอาหารดีขึ้นอีกด้วย ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีเครื่องจักรเพื่อทุ่นแรง หรือในอนาคตวัฒนธรรมอาจจะเปลี่ยนไปตามกาลเวลา แต่ก็ถือได้ว่านี่เป็นภูมิปัญญาโบราณที่ยังหลงเหลือมาให้คนรุ่นหลังที่ไม่ว่ายังไงก็ไม่รู้สึกว่าเก่าเลย  

อ่านบทความที่น่าสนใจต่อได้ที่