หนีไป! วิจัยเผย บริษัทที่อยู่กันแบบครอบครัว มักจะโดนเอาเปรียบมากกว่า
  1. หนีไป! วิจัยเผย บริษัทที่อยู่กันแบบครอบครัว มักจะโดนเอาเปรียบมากกว่า

หนีไป! วิจัยเผย บริษัทที่อยู่กันแบบครอบครัว มักจะโดนเอาเปรียบมากกว่า

บริษัทนี้สบาย ๆ อยู่กันแบบครอบครัว ทำงานแบบช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ฟังแล้วอาจจะรู้สึกอบอุ่น แต่วิจัยเผย! บริษัทที่อยู่กันแบบครอบครัว มักจะโดนเอาเปรียบมากกว่า
writerProfile
15 พ.ค. 2022 · โดย

สำหรับน้อง ๆ ที่กำลังจบใหม่ และกำลังหางานทำ เวลาไปสัมภาษณ์แล้วอาจจะรู้สึกว่าอยากทำงานในบรรยากาศการทำงานแบบครอบครัว ดูเป็นกันเอง บรรยากาศสบาย ๆ เพราะรู้สึกอิสระมากกว่า และดูไม่ต้องตึงเครียดกับการทำงานมากเกินไป ถ้าเจอประโยค “รักกันแบบครอบครัว” เรียกพี่เรียกน้องได้ตามสบาย จะยิ่งรู้สึกว่า เอาล่ะ! ถ้าทำงานที่นี่ฉันจะต้องแฮปปี้แน่ ๆ! แต่ในสังคมการทำงานจริง ๆ อาจจะไม่เหมือนกับฉากหน้าแบบวันสัมภาษณ์ที่เราเห็น เพราะวิจัยเผย! บริษัทที่ “อยู่กันแบบครอบครัว” มักจะโดนเอาเปรียบมากกว่า

หนีไป! วิจัยเผย บริษัทที่อยู่กันแบบครอบครัว มักจะโดนเอาเปรียบมากกว่า

หนีไป! วิจัยเผย บริษัทที่อยู่กันแบบครอบครัว มักจะโดนเอาเปรียบมากกว่า

แน่นอนว่ามีผลสำรวจเกี่ยวกับการ “ทำงานแบบครอบครัว” ว่าช่วยเสริมสร้างความจงรักภักดีต่อองค์กรได้ แต่ Joshua A. Luna ผู้ก่อตั้ง MGMT On Demand สถาบันการอบรมผู้นำ กล่าวว่าการทำงานแบบครอบครัว เป็นหนึ่งในข้อผิดพลาดขององค์กรที่ใหญ่ที่สุดที่พบเจอ ในขณะที่บางแง่มุมของวัฒนธรรมครอบครัว เช่น การเคารพ ความเห็นอกเห็นใจ ความห่วงใย ความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วม สามารถสร้างมูลค่าได้ แต่ท้ายที่สุด การพยายามขายวัฒนธรรมองค์กรในแบบครอบครัวอาจเป็นอันตรายมากกว่าการสร้างความพึงพอใจทางจิตใจ” เนื่องจากความจงรักภักดีอาจจะช่วยให้นายจ้างได้เปรียบ เพราะพนักงานจะมองว่าเจ้านายหรือ CEO เป็นพ่อแม่ และพนักงานเป็นเหมือนลูก ซึ่งโดยวัฒนธรรมครอบครัวส่วนใหญ่ ผู้ปกครองมักจะเป็นคนตัดสินใจ และจุดนี้อาจจะปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์หรือไอเดียใหม่ ๆ ได้ และยากที่จะได้รับข้อเสนอแนะที่ตรงไปตรงมาและสร้างสรรค์ เนื่องจากหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้น ทำให้การแก้ปัญหาไม่ตรงจุด

นอกจากนี้ Rob Goffee และ Gareth Jones ได้นำวิจัยเกี่ยวกับการทำงาน รวบรวมออกมาเป็นหนังสือที่ชื่อว่า The Character of a Corporation โดยพวกเขากล่าวถึงการทำงานแบบครอบครัวว่า “คนที่ยึดถือการทำงานแบบครอบครัวนั้น มักจะเต็มใจ อาสาช่วยเหลือผู้อื่นอย่างเสียสละที่สุดตามมารยาท” ซึ่งทำให้คนเรา ถูกเอาเปรียบได้ง่ายขึ้น ถ้าเจอเหตุการณ์แบบนี้ น้อง ๆ หลายคน ที่อาสาช่วยเหลือคนอื่น อาจจะมีความคิดแวบหนึ่งขึ้นมาว่า "เงินเดือนคนอื่นก็มากกว่า แต่ทำไมเหมือนมีแต่เราที่ทำงานอยู่คนเดียว" แล้วก็จะโดนพี่ ๆ ปลอบใจด้วยคำว่า "ทำ ๆ ไปเถอะ ฝึกฝนเป็นประสบการณ์ มีแต่คนเขาหวังดีทั้งนั้นแหละ" ทำให้รู้สึกว่าการทำงานเกินหน้าที่ อาจจะไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

การทำงานแบบครอบครัว พนักงานจะรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของทีมได้ก็จริง แต่ครอบครัวก็มักจะปกป้องคนที่ทำผิดด้วยกันเอง เกิดเป็นการส่งเสริมการคอรัปชันในที่ทำงาน และยิ่งวัฒนธรรมการทำงานแบบครอบครัวฝังลึกมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเอื้อต่อการทำผิดมากเท่านั้น จากการสำรวจจริยธรรมธุรกิจแห่งชาติปี 2019 โดยการสมมุติเหตุการณ์และให้ผู้เข้าร่วมตอบคำถาม เกี่ยวกับการ กระทำผิดในที่ทำงาน ผลปรากฎว่ากว่า 45% ทั่วโลก บอกว่าเคยพบเห็นการกระทำผิดกฎหมายในที่ทำงาน แต่ 1 ใน 3 ของผู้มีโอกาสรายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่ได้ทำอะไรเลย ซึ่งก็มีหลายสาเหตุอาจดูเหมือนมีเจตนาดีที่ทำให้คน “ไม่กล้า” ที่จะรายงานได้ เพราะสังคมทำงานที่อยู่กันแบบครอบครัวนั้น มักจะปกป้องคนผิดแต่ซื่อสัตย์กับองค์กรมากกว่า และมักจะให้โอกาสคนที่ทำผิดบ่อยครั้ง เอื้อให้มีสภาพสังคมที่คนผิดไม่กลัวการทำผิด ซึ่งตรงจุดนี้เองที่อาจจะทำให้คนดี ๆ มักจะอยู่ไม่ได้และทำให้หมดไฟง่ายกว่าปกติ

ในวิจัยสภาพแวดล้อมสถานที่ทำงานที่เป็นพิษ มหาวิทยาลัยมาร์มารา โดย ศ.ดร.เซซิล บุลบุล ในปี 2017 ก็ได้วิจัยเพื่อหาคำตอบว่า สภาพแวดล้อมที่ Toxic นั้นมีอะไรบ้าง เหตุผลส่วนหนึ่ง คือ เพื่อนร่วมงานที่ไม่ดีและ การไม่มีความยุติธรรม การได้ทำงานที่ไม่เหมาะกับความสามารถ ได้ทำงานที่ไม่ถนัด ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งในนั้น ที่ทำให้คนตัดสินใจที่จะลาออก และทั้งหมดนี้ก็เป็นสาเหตุที่ว่า ทำไมการอยู่กันแบบครอบครัว ถึงไม่เวิร์ค และเป็นที่ ๆ ไม่น่าอยู่

แน่นอนว่าครอบครัวของแต่ละคนก็คงต่างกัน ครอบครัวที่อบอุ่นก็มี แต่ครอบครัวที่ไม่อบอุ่น ทุกคนไม่ได้รักกันจริง เอาแต่แสวงหาผลประโยชน์ แบ่งพรรคแบ่งพวก ลูกฉัน ลูกเธอก็มีให้เห็นกันเยอะแยะ สังคมการทำงาน คือเรื่องของผลประโยชน์ อะไรที่ได้ผลประโยชน์สูงสุดและคุ้มค่า ก็ต้องยึดเอาไว้ก่อน การทำงานแบบครอบครัว อาจจะดูอบอุ่นจริง แต่เบื้องหลังนั้น จะทำให้เราเกรงใจ จนไม่กล้าที่จะปฏิเสธ หรือต้องทนกับอะไรที่ไม่ใช่ โดนเอารัดเอาเปรียบอยู่ตลอดเวลา และใช้ความ “เสียสละ” หรือความ “เห็นอกเห็นใจ” เป็นเครื่องมือ กลายเป็นครอบครัว พี่น้องแบบกาสะลองกับซ้องปีบ จนทำให้เสียสุขภาพจิตได้เช่นกัน

Cover Source : 1 

Reference:

Harvard Business Review. Joshua A. Luna. 2021. "The Toxic Effects of Branding Your Workplace a “Family”" [Online] เข้าถึงได้จาก : https://hbr.org/2021/10/the-toxic-effects-of-branding-your-workplace-a-family สืบค้นเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2565

Harvard Business Review. Saera Khan and Lauren C. Howe. 2020. "When Work Feels Like Family, Employees Keep Quiet About Wrongdoing" [Online] เข้าถึงได้จาก : https://hbr.org/2020/12/when-work-feels-like-family-employees-keep-quiet-about-wrongdoing สืบค้นเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2565

HRM. Sophie Deutsch. 2021. "Why calling your team a ‘work family’ can damage workplace culture" [Online] เข้าถึงได้จาก : https://www.hrmonline.com.au/culture/work-family-label-can-harm-workplace-culture/ สืบค้นเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2565

Marmara University. Doç.Dr.Seçil Bülbül. 2017. "Toxic Workplace Environment In Search for the Toxic Behaviours in Organizations with a Research in Healthcare Sector" [Online] เข้าถึงได้จาก : https://www.researchgate.net/publication/318196603_Toxic_Workplace_Environment_In_Search_for_the_Toxic_Behaviours_in_Organizations_with_a_Research_in_Healthcare_Sector#pf19 สืบค้นเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2565 

น้อง ๆ ที่จะหางาน ขอเตือนไว้ก่อนเลยว่า ถ้ามีคนพูดว่า “เราอยู่กันแบบครอบครัว” หรือ “ทำงานแบบครอบครัว” ให้คิดไว้ก่อนเลยว่าเป็นครอบครัวที่ไม่น่ารัก ที่อาจจะทำให้เราโดนกดขี่ เอาเปรียบ และอยู่กับความเกรงใจ จนไม่กล้าตัดสินใจอะไรที่เด็ดขาดหรือกล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง แต่ถ้าเงินเดือนดี ตอบโจทย์ชีวิต และงานนั้นสามารถพัฒนาศักยภาพของตัวเองได้ ก็ลองทำดูซักพักก่อน เพื่อเก็บเป็นประสบการณ์ในชีวิต และอาจจะทำให้รู้ซึ้งถึงคำว่า “อยู่กันแบบครอบครัว” มากขึ้นก็เป็นได้ 

บทความวิจัยเผยอื่น ๆ ที่น่าสนใจ