ถ้าคุณดูหนังคาวบอยหรือเล่นเกม Red Dead Redemption สิ่งที่เราเห็นจนชินตาคือฉากคาวบอยเดินจ้ำ ๆ เข้าไปในบาร์ สั่งวิสกี้ กระดกหนึ่งเป๊ก แล้วก็เริ่มชกต่อยกัน แต่เดี๋ยวก่อน! ประวัติศาสตร์บอกเราว่าในชีวิตจริง คาวบอยไม่ได้แค่ "ดื่ม" แต่พวกเขา "กิน" กันจริงจังมาก วันนี้ Wongnai Story จะพาเพื่อน ๆ ย้อนไปยุคคาวบาย ไปสำรวจ ซาลูน หรือที่ปัจจุบันก็อาจจะเรียกว่าคอมมูนิตี้มอลที่ขายทั้งเครื่องดื่มและอาหารและกิจกรรมอื่น ๆ อีกมากมาย
1. ปริศนาแห่ง "มื้อเที่ยงฟรี" (The Free Lunch)
ในยุคปลายศตวรรษที่ 19 ซาลูนแทบทุกแห่งมีโปรโมชั่นเด็ดเรียกว่า "Free Lunch" คอนเซปต์คือ คุณจ่ายค่าเครื่องดื่มแค่แก้วเดียว (ประมาณ 10-15 เซนต์) คุณก็สามารถเดินไปที่เคาน์เตอร์อาหารแล้วตักกินได้ไม่อั้น!
ฟังดูดีเหมือนการกุศล แต่จริง ๆ แล้วมันคือกลยุทธ์ทางธุรกิจอันแยบยล เพราะอาหารพวกนี้ไม่ได้รสชาติจืดชืด แต่มันถูกออกแบบมาให้ "เค็ม" เป็นพิเศษ โดยเฉพาะเมนูอย่างปลาซาร์เดล (Sardelle) ที่เค็มยิ่งกว่าน้ำทะเล, แครกเกอร์, ชีส, ไส้กรอก และผักดอง ถูกวางไว้เพื่อจุดประสงค์เดียวคือ... ทำให้คุณหิวน้ำ
ยิ่งกินของฟรี คุณก็ยิ่งต้องสั่งเบียร์เพิ่ม เพื่อล้างความเค็มออกจากคอ สุดท้ายค่าเหล้าที่คุณจ่ายก็แพงกว่าค่าอาหารที่คุณกินเข้าไปเสียอีก จนมีคำกล่าวว่า "ไม่มีของฟรีในโลก" (There's no such thing as a free lunch) ก็มาจากยุคนี้นั่นเอง
แต่ถึงจะมีแผนซ่อนอยู่ คุณภาพอาหารก็ไม่ใช่เล่น ๆ นักเขียนชื่อดังอย่าง Rudyard Kipling (ผู้แต่ง The Jungle Book) เคยบันทึกไว้ตอนไปเยือนซานฟรานซิสโกปี 1889 ว่า เขาเจอผู้ชายสวมหมวกยืนโซ้ยอาหารอย่างตะกละตะกลาม ทั้งสตูว์แกะ, เนื้ออบก้อนยักษ์, และซุปหอยนางรม ทั้งหมดนี้แลกมาด้วยเงินไม่ถึงรูปีเดียว!
2. เมนูสามัญประจำบาร์ Pork and Beans
ถ้าพูดถึงเมนูที่คลาสสิกที่สุดที่ต้องมีทุกซาลูน มันคือ "Pork and Beans" สูตรปี 1886 จากหนังสือ Cooking for Profit (แค่ชื่อหนังสือก็บอกแล้วว่าทำขายเอากำไร) มีขั้นตอนที่เรียบง่ายแต่รสชาติล้ำลึ
วัตถุดิบ: ถั่วขาว (Navy Beans), หมูเค็ม (Salt Pork) หรือเบคอน, กากน้ำตาล (Molasses) และเบกกิ้งโซดา
วิธีทำ: แช่ถั่วข้ามคืน ต้มให้เดือด แล้วนำไปอบในเตาพร้อมกับหมูสามชั้นเค็ม ๆ และราดด้วยกากน้ำตาล ความร้อนจะทำให้ไขมันหมูละลายซึมเข้าเนื้อถั่ว ผสมกับความหวานขมของกากน้ำตาล กลายเป็นรสชาติที่คาวบอยถวิลหา
แต่ก็นะ อีกเรื่องก็คือเรื่องสุขอนามัยในซาลูนอาจไม่ใช่อะไรที่คุณคาดหวัง มีบันทึกตลกร้ายเล่าว่า บนโต๊ะอาหารอาจมีแก้วน้ำขุ่น ๆ วางอยู่ ซึ่งข้างในเต็มไปด้วยส้อมที่ถูกแช่ไว้... น้ำนั้นคือ "น้ำล้างส้อม" ที่ทุกคนใช้ร่วมกัน วนไปวนมา อี๋!
3. จากหอยนางรมสู่ "ซาลูนนานาชาติ"
ใครจะเชื่อว่าในเมืองขุดทองกลางทะเลทราย อาหารยอดฮิตคือ "หอยนางรม" ? ในยุคนั้น หอยนางรมเป็นอาหารยอดนิยมทั่วอเมริกา มันถูกขนส่งทางรถไฟมาในรูปแบบกระป๋อง หรือถ้าโชคดีหน่อยก็มาแบบสด ๆ แช่น้ำแข็ง นอกจากนี้ อาหารในซาลูนยังมีความหลากหลายทางเชื้อชาติสูงมาก ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นเจ้าของ เช่น
ซาลูนจีน: เสิร์ฟ "Chop Suey" (ผัดจับฉ่าย), ซาลูนเยอรมัน: เสิร์ฟไส้กรอก Bratwurst และกะหล่ำดอง Sauerkraut, ซาลูนเม็กซิกัน: เสิร์ฟ Tamales (แป้งข้าวโพดนึ่งไส้เนื้อ) และ Posole (ซุปข้าวโพด), ซาลูนหรู (High-end): ในเมืองใหญ่อย่าง Tombstone บางร้านหรูถึงขั้นมีเชฟฝรั่งเศส เสิร์ฟเมนูอย่าง "เป็ดราดซอส" หรือ "พายผลไม้"
4. วิสกี้ หรือ ยาพิษ?
เอาล่ะ ถึงเวลาคนจริงแล้ว เมื่อเดินไปที่บาร์ คุณจะเจอทางเลือก 2 ทาง
1."The Good Stuff": วิสกี้หรือเบอร์เบินชั้นดี นำเข้าจากฝั่งตะวันออก มีฉลากและยี่ห้อชัดเจน
2."Rotgut" (เหล้าไส้เน่า): นี่คือฝันร้ายที่แท้จริง มันคือแอลกอฮอล์ต้มเองในท้องถิ่นที่ถูกแต่งรสด้วย "พริก, ยาสูบ, หรือกาแฟ" เพื่อกลบกลิ่นแย่ๆ แต่ที่พีคคือส่วนผสมลับที่ใส่เพื่อเพิ่มดีกรีความแรง เช่น Strychnine (ยาเบื่อหนู), Turpentine (น้ำมันสน), หรือกรดกำมะถัน! มันจึงมีชื่อเล่นที่น่าสยดสยองว่า "Coffin Varnish" (น้ำมันทาโลงศพ) หรือ "Tarantula Juice" (น้ำแมงมุม?) และเชื่อหรือไม่ว่า "แชมเปญ" ก็เป็นที่นิยมมาก เพราะมันปลอมยากที่สุด! เสียง "ป๊อป" ของจุกก๊อกคือเครื่องการันตีคุณภาพที่คาวบอยยอมจ่ายไม่อั้น
5. มารยาทบนโต๊ะอาหาร? ลืมไปได้เลย!
บรรยากาศในซาลูนที่มีแต่ผู้ชาย (อัตราส่วนชายต่อหญิงอาจสูงถึง 20:1) ทำให้มารยาทไม่ใช่เรื่องสำคัญ มีบันทึกจากชาวอังกฤษผู้เคร่งขรึมที่หลงเข้าไปในซาลูนที่รัฐยูทาห์ เขาบรรยายด้วยความช็อกว่า
"ชาวอเมริกันไม่เคี้ยวอาหาร! พวกเขาจิ้มอาหารเข้าปากด้วยความเร็วแสง... เหมือนเล่นกล... เดี๋ยวก็ตักเบคอน เดี๋ยวก็พายแอปเปิ้ล เดี๋ยวก็ถั่ว สลับกันมั่วไปหมด แล้วกลืนลงคอเหมือนเด็กถูกบังคับกินยา ทั้งหมดนี้จบภายใน 5 นาที แล้วก็เดินคาบไม้จิ้มฟันออกไปหน้าตาเฉย"
นี่คือวิถี "กินเร็ว เคลมเร็ว" เพื่อจะรีบกลับไปทำงานหรือไปเสี่ยงโชคต่อ
ซาลูนคือลมหายใจของชุมชน
แม้ภาพจำจะเป็นแดนเถื่อน แต่ซาลูนคือจุดศูนย์กลางของทุกอย่าง ตั้งแต่ศาลว่าความ, ที่ทำการไปรษณีย์, ไปจนถึงโบสถ์ (ในวันอาทิตย์) ประตูบานสวิง (Batwing doors) ที่เราเห็นในหนัง ถูกออกแบบมาให้ลมพัดผ่านเพื่อระบายควันบุหรี่ และกันไม่ให้เด็กๆ มองเห็นวงไพ่ข้างใน ดังนั้น ครั้งหน้าที่เห็นคาวบอยในหนัง ลองจินตนาการดูว่า นอกจากปืนที่เอวแล้ว ในท้องของเขาอาจจะเต็มไปด้วย "ถั่วอบกับหมู" และ "วิสกี้ผสมน้ำมันสน" ก็เป็นได้นะ
#Wongnai #WongnaiStory #คาวบอย


