“บัวหลวง” ราชินีไม้น้ำ สารพัดประโยชน์กินได้ทั้งต้น!
  1. “บัวหลวง” ราชินีไม้น้ำ สารพัดประโยชน์กินได้ทั้งต้น!

“บัวหลวง” ราชินีไม้น้ำ สารพัดประโยชน์กินได้ทั้งต้น!

รู้หรือไม่ ? “บัวหลวง” ราชินีไม้น้ำไม่ได้กินได้แค่ดอก แต่ยังกินได้ตั้งแต่รากไปจนถึงเม็ดกันเลยทีเดียว
writerProfile
26 ส.ค. 2020 · โดย

“บัวหลวง” ต้นไม้ที่อยู่คู่กับเมืองไทยมาอย่างยาวนาน มีความสำคัญทั้งในด้านวัฒนธรรม ประเพณี และศาสนา สังเกตว่าได้ว่าในงานพิธีกรรมต่าง ๆ จะมีบัวมาเกี่ยวข้องอยู่ด้วยเสมอ นอกจากนี้ยังรวมถึงเรื่องราวของการทำอาหารอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นราก ต้น ดอก หรือใบบัว ก็สามารถนำมาเป็นหนึ่งในวัตถุดิบในการทำอาหารได้ วันนี้ Wongnai ขอรวบรวมเรื่องราวน่ารู้ของ “บัวหลวง” ราชินีไม้น้ำ ที่ไม่ได้มีไว้ประดับเพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่ยังสามารถนำมาประกอบอาหารได้ พร้อมคุณค่าทางสารอาหารมากมาย และมีส่วนอื่น ๆ ส่วนไหนที่นำไปทำอาหารได้บ้าง ? ถ้าพร้อมแล้วอย่ามัวรอช้า ตามมาหาคำตอบได้ในบทความนี้ไปพร้อม ๆ กันเลยจ้า!

1. “บัวหลวง” ราชินีแห่งไม้น้ำ

“บัวหลวง” ราชินีไม้น้ำ สารพัดประโยชน์กินได้ทั้งต้น!
“บัวหลวง” ราชินีแห่งไม้น้ำ

“บัวหลวง” คนไทยคุ้นเคยกันดี เพราะเราใช้ส่วนดอกของมันในการบูชาพระสงฆ์ หรือพระพุทธรูป หรือแม้แต่เป็นสื่อกลางเพื่อแสดงความเคารพแทนการประนมมือ เพราะการประนมมือจะมีลักษณะคล้ายทรงของดอกบัว การที่ดอกบัวเป็นดอกไม้ที่ใช้ในพิธีมงคลเป็นเพราะแหล่งเกิดตามธรรมชาติของดอกบัว ได้แสดงให้เห็นถึงปรัชญาในการดำเนินชีวิตอย่างลึกซึ้ง กล่าวคือ แม้ดอกบัวจะเกิดในโคลนตมก็ตาม แต่เมื่อโผล่พ้นน้ำขึ้นมารับแสงสว่างแล้ว กลีบดอกก็จะเบ่งบาน สะอาดบริสุทธิ์ และไม่มีสิ่งใดแปดเปื้อน จึงทำให้ “บัวหลวง” ได้รับสมยานามว่าเป็นราชิไม้น้ำที่สวยงามนั่นเอง

2.เมนูอาหารจาก “บัวหลวง”

“บัวหลวง” ราชินีไม้น้ำ สารพัดประโยชน์กินได้ทั้งต้น!
เมนูอาหารจาก “บัวหลวง”

“บัวหลวง” คือพันธุ์ของบัวที่นิยมปลูกในปัจจุบัน เนื่องจากมีลักษณะดอกและต้นใหญ่กว่าพันธุ์อื่น ทำให้มีเนื้อส่วนที่รับประทานได้มากกว่า และส่วนที่สามารถนำไปประกอบทำอาหารได้มีดังนี้

1. รากบัว

“บัวหลวง” ราชินีไม้น้ำ สารพัดประโยชน์กินได้ทั้งต้น!
“รากบัว”

คือ ส่วนของลำต้นใต้ดิน (Rhizome, Corm) ทำหน้าที่สะสมสารอาหาร โดยลำต้นจะเจริญเติบโตตามแนวนอน มีลักษณะเป็นสายยาวต่อกัน เมื่อบัวโตขึ้นก็จะแตกแขนงออกไปเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นส่วนที่สามารถนำมารับประทานได้ เรียกว่า “เหง้าบัว” หรือ “รากบัว” โดยรากบัวหลวง มีลักษณะเป็นท่อนยาว แบ่งเป็นปล้อง ๆ เมื่อหั่นตามขวางจะเห็นรูกลวงเรียงตัวเป็นรัศมี เนื้อรากบัวฉ่ำกรอบ สีขาวอมเหลืองหรือสีเหลืองงาช้าง

ประโยชน์

  • รากบัวมีฤทธิ์เย็น แก้ร้อนในกระหายน้ำ ลดไข้ แก้อาการไอ
  • ใช้เป็นยาชูกำลัง มีคุณค่าทางอาหารสูง
  • ช่วยขับปัสสาวะ
  • ลดไข้ และช่วยเสริมฤทธิ์ยานอนหลับด้วย

เมนูแนะนำ

สามารถทำได้ทั้งเมนูของหวาน ของคาว และเครื่องดื่ม เช่น รากบัวข้าวโพดหมูสับ ยำรากบัว รากบัวต้มน้ำตาล ทับทิมรากบัว รากบัวเชื่อม น้ำรากบัว เป็นต้น

2. ไหลบัว

“บัวหลวง” ราชินีไม้น้ำ สารพัดประโยชน์กินได้ทั้งต้น!
“ไหลบัว”

เป็นส่วนประกอบของบัวที่หลาย ๆ คนมักจะจำสับสน หรือเข้าใจผิดว่าเป็นสิ่งเดียวกัน แต่แท้ที่จริงแล้ว ไหลบัวคือ หน่อของบัว หรือส่วนที่งอกขึ้นมา และจะเจริญเติบโตกลายเป็นลำต้นใหม่ต่อไป มีส่วนยอดปลายเรียวแหลมให้เห็น ก้านยาว สีเหลืองนวล เนื้อแข็ง กดไม่ยุบ ต่างจากสายบัวที่กดแล้วจะยุบ

ประโยชน์

  • แก้อ่อนเพลีย และบำรุงหัวใจ
  • มีเส้นใยอาหารมาก จึงช่วยแก้อาการท้องผูกได้

เมนูแนะนำ

ไหลบัว ที่นิยมนำมากินนั้นมาจากบัวหลวง หรือบัวบูชาพระ เพราะจะมีความกรอบมากกว่าสายบัว นิยมนำมาทำอาหาร เช่น ตำไหลบัวกุ้งสด แกงส้มไหลบัว แกงเทโพไหลบัว หรือนำมาผัดกับน้ำมันและเนื้อสัตว์ต่าง ๆ เป็นต้น

3. สายบัว

“บัวหลวง” ราชินีไม้น้ำ สารพัดประโยชน์กินได้ทั้งต้น!
“สายบัว”

“สายบัว” คือก้านของดอกพันธุ์บัวสาย พบได้ทั่วไปตามบริเวณทุ่งนา เวลานำมากินต้องลอกเปลือกด้านนอกออกก่อน โดยสีของสายบัวจะออกเป็นสีน้ำตาล

ประโยชน์

  • ช่วยลดอาการเกร็งของลำไส้และกระเพาะอาหาร
  • ลดความเครียดทางสมอง
  • บรรเทาอาการท้องผูก
  • ขับปัสสาวะ
  • ดับพิษร้อนในร่างกาย

เมนูแนะนำ

นิยมนำสายบัวมาทำแกงต้มกะทิ ต้มกะทิใบเหลียงสายบัวกุ้งสด นอกจากนี้ยังสามารถกินสด ๆ หรือลวกจิ้มน้ำพริกได้อีกด้วย

4. ดอกบัว

“บัวหลวง” ราชินีไม้น้ำ สารพัดประโยชน์กินได้ทั้งต้น!
“ดอกบัว”

บัวหลวงมีหลายสายพันธุ์ ทั้งบัวแหลมชมพู-ขาว มีลักษณะเป็นรูปไข่ปลายเรียวมีทั้งสีชมพู และสีขาว และบัวฉัตรชมพู-ขาว มีลักษณะดอกตูมเป็นรูปไข่ทรงป้อม กลีบเล็กเรียงซ้อนกันเป็นชั้น 2-3 ชั้น มีทั้งสีชมพู และขาว พันธุ์ที่นิยมนำมาทำอาหารคือ “บัวฉัตรชมพู” เพราะกลีบดอกมีขนาดใหญ่ มีจำนวนกลีบมากซ้อนกันหลายชั้น

ประโยชน์

  • ช่วยบำรุงหัวใจ บำรุงกำลัง และบำรุงครรภ์
  • ช่วยลดน้ำตาลในเลือด
  • มีเส้นใยอาหารสูง ช่วยในการขับถ่าย

เมนูแนะนำ

มักกินคู่กับอาหารรสจัด เช่น ยำกลีบบัว เมี่ยงบัวแดง เป็นต้น หากนำไปตากแห้งสามารถชงดื่มเป็นชาได้

5. เกสรบัว

“บัวหลวง” ราชินีไม้น้ำ สารพัดประโยชน์กินได้ทั้งต้น!
“เกสรบัว”

“เกสรบัว” สามารถเก็บได้เมื่อดอกบัวบานเต็มที่ มีสีเหลือง ลักษณะอ่อนนุ่ม ในทางการแพทย์เกสรตัวผู้มีสรรพคุณทางยามากมาย จึงเกิดสารสกัดจากเกสรบัวขึ้นมา นอกจากนี้เกสรบัวหลวงยังใช้เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางค์อีกด้วย

ประโยชน์

  • ในทางการแพทย์ เกสรบัวถูกนำมาสกัดเป็นยาช่วยเรื่องคลายเครียด ทำให้นอนหลับสบาย ช่วยบำรุงสายตา บำรุงหัวใจ ปอด ตับ ลดความดันโลหิตสูง แก้ปัญหาปัสสาวะบ่อย แก้ท้องเสีย ช่วยให้ประจำเดือนมาปกติ ลดระดับน้ำตาลในเลือด (เฉพาะในเกสรตัวผู้เท่านั้น)
  • ในทางเวชสำอางจะช่วยเรื่องชะลอการเกิดฝ้า กระ และจุดด่างดำได้ดี ทำให้ผิวรู้สึกชุ่มชื้น ช่วยให้หน้ากระชับขึ้น

หมายเหตุ

เกสรบัวหลวงอาจก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ในบางคน (โดยเฉพาะคนที่แพ้เกสรดอกไม้)

เมนูแนะนำ

นิยมนำมาทำเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ

6. เม็ดบัว

“บัวหลวง” ราชินีไม้น้ำ สารพัดประโยชน์กินได้ทั้งต้น!
“เม็ดบัว” หรือ “ลูกบัว”

“เม็ดบัว” เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ลูกบัว” คือส่วนที่เป็นเมล็ดที่อยู่ในฝักของบัวหลวง เพื่อน ๆ หลายคนอาจเคยซื้อมาแกะเม็ดกินเพลิน ๆโดยทั่วไปจะมีลักษณะเป็นเม็ดกลม มีเนื้อด้านในเป็นสีขาวอมเหลืองนวล มีรสหวานมันปนฝาดเล็กน้อย และจะมีสีออกเขียวอ่อนๆ ที่อยู่กลางเมล็ดคือ “ดีบัว” ซึ่งจะเจริญไปเป็นต้นของบัวหลวงต่อไป และ “เม็ดบัว” เม็ดเล็ก ๆ ที่เคี้ยวมัน ๆ เพลิน ๆ นั้น แท้จริงแล้วมีสรรพคุณทางยาซ่อนอยู่อย่างมากมาย ทางด้านการแพทย์แผนจีนนั้นมีการบันทึกถึงสรรพคุณของเม็ดบัวมาอย่างยาวนานกว่าสองพันปีแล้ว

ประโยชน์

  • เม็ดบัวมีรสหวานปนฝาด จึงให้ฤทธิ์ที่เป็นกลาง เมื่อเข้าสู่เส้นลมปราณ ม้าม ไต และหัวใจจะมีสรรพคุณบำรุงม้าม แก้อาการท้องเสีย ลดตกขาวในผู้หญิง ช่วยบำรุงไต ลดอาการอสุจิเคลื่อนเอง
  • บำรุงหัวใจ และปอด ช่วยผ่อนคลายประสาท ส่งผลให้นอนหลับได้ดีและลึกขึ้น
  • บำรุงเลือด และมีสารที่ช่วยขยายหลอดเลือดทำให้เลือดไหลเวียนได้ดี
  • ช่วยละลายไขมัน และให้พลังงานแก่ร่างกาย
  • เม็ดบัวแห้งนำไปชงดื่มช่วยขับของเสียในร่างกายออกทางเหงื่อ และปัสสาวะ
  • เม็ดบัวแห้งนำไปต้มดื่มช่วยแก้ร้อนใน ทำให้แผลในช่องปากหายเร็วขึ้น

หมายเหตุ

  • การรับประทานเม็ดบัว เพื่อการบำรุงเลือด ต้องกินเป็นเม็ดบัวสดเท่านั้น
  • การรับประทานเม็ดบัวให้ได้สรรพคุณทางยาควรรับประทานประมาณ 6-15 กรัมต่อวัน หรือมากกว่านั้นก็ได้

เมนูแนะนำ

เม็ดบัวนำมาประกอบอาหารได้ทั้งคาวและหวาน เช่น ข้าวผัดเม็ดบัว สังขยาเม็ดบัว ขนมหม้อแกงเม็ดบัว สาคูเม็ดบัว เป็นต้น

นอกจากนี้ “บัวหลวง” ยังมีส่วนที่กินไม่ได้ แต่สามารถนำมาเป็นหนึ่งในวัสดุประกอบการทำอาหารได้อย่างเช่นใบบัวที่นำมาห่อข้าวแล้วอบ ทำให้ข้าวมีกลิ่นหอมใบบัวเย้ายวนชวนให้ลองชิม หรือสามารถนำไปตากแห้งแล้วทำเป็นจานได้อีกด้วย 

อ่านจบมาถึงตรงนี้ ไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหมคะ ? ว่าพืชสวย ๆ ที่เรามักเห็นตามลำคลอง หรือในกระถางตามวัดอย่าง “บัวหลวง” ประโยชน์ทางยา และการทำอาหารจะมากมายขนาดนี้ เรียกได้ว่ามีดีตั้งแต่ต้นยันรากกันเลยทีเดียว ดังนั้นเราควรอนุรักษ์ “บัวหลวง” ไว้เพื่อให้ลูกหลานของเราได้ใช้ประโยชน์จากพืชชนิดนี้ไปอีกนานเท่านาน แต่อย่างไรก็ดี การรับประทานดอกบัวควรระวังสารเคมีที่อาจปนเปื้อนมาด้วยการปลูกเช่น ยาฆ่าแมลง ซึ่งจะส่งผลเสียต่อร่างกาย ดังนั้นก่อนซื้อจึงต้องเช็กแหล่งซื้อแน่ใจว่าสะอาดปลอดภัยจริง ๆ หรือควรนำมาล้างทำความสะอาดก่อนนำไปใช้ประกอบอาหาร รวมทั้งในกลุ่มคนที่แพ้เกสรอาจต้องระวังการกินเกสรบัวด้วย สำหรับใครที่อยากอ่านเรื่องราวและสาระดี ๆ จากวัตถุดิบดี ๆ อย่าง “ผักตามฤดูกาล ประโยชน์มากมาย หากินได้ตลอดปี” หรือ “ผักพื้นบ้าน ประจำท้องถิ่นไทย รู้ให้จริง กินให้เป็น” เพิ่มเติมสามารถเข้าไปอ่านได้เลยจ้า