1. อดีตของหอยนางรม
ถ้าคุณกินหอยนางรมแล้วทำตัวลักชูรี จิบไวน์แพง ๆ บอกเลยว่าคุณกำลังดูถูกบรรพบุรุษหอยอย่างแรง เพราะในนิวยอร์กยุค 1800s หอยนางรมคือ "อาหาร" ของคนยากจน มันเยอะจนเดินไปทางไหนก็เจอ คนรวยในยุคนั้นเขาส่ายหน้าหนี แต่คนจนนี่แหละที่ฟาดเอา ๆ จนเปลือกหอยท่วมเมือง
ความพีคคือคนยุคนั้นกินกันจริงจังจนไม่มีที่ทิ้งเปลือก เลยเอามาถมถนนแม่มเลย ถนน Pearl Street ในแมนแฮตตันทุกวันนี้ก็คืออนุสาวรีย์ขยะหอยในอดีตดี ๆ นี่เอง ร้าน Oyster Cellars สมัยนั้นก็ฟีลเหมือนร้านข้าวต้มรอบดึกบ้านเรา ที่มีทั้งกรรมกรและนักการเมืองนั่งไหล่เบียดกันโซ้ยหอยดองเหล้าท่ามกลางกลิ่นเหงื่อและควันตะเกียง
เป็นยุคที่หอยนางรมทำหน้าที่เป็นกาวใจเชื่อมชนชั้นได้แบบงง ๆ มนุษย์เรานี่แปลก อะไรที่มีเยอะๆ เรามักจะมองข้ามจนกว่ามันจะเริ่มหายไป นิวยอร์กยุคนั้นก็เหมือนคนหลงระเริงในบุฟเฟต์ที่ไม่มีวันปิด จนกระทั่งความละโมบเริ่มทำให้ "บุฟเฟต์" กลายเป็น "สมรภูมิ"
2. โจรสลัดหอยนางรม
พอกินกันจนหอยเริ่มหายาก ความโลภก็เข้าสิงสิครับท่านผู้ชม! จากเดิมที่เคยแบ่งกันกินชิล ๆ ก็เริ่มมีการ "ปักป้ายจองเขต" ใครล้ำเส้นกูตาย จนเกิดอาชีพสุดเท่อย่าง "โจรสลัดหอยนางรม" ที่ไม่ใช่พวกกัปตันแจ็ค สแปร์โรว์ แต่เป็นพวกชาวประมงสายบวกที่ล่องเรือใบหนีภาษีแอบไปขโมยหอยคนอื่นในคืนเดือนดับ
รัฐบาลก็ไม่ยอมสิครับ จัดตั้ง "กองทัพเรือหอยนางรม" (Oyster Navy) ออกมาไล่ยิงเรือโจรสลัดด้วยปืนใหญ่จริง ๆ ฟีลเหมือน Battle Field ภาคใหม่ มีทั้งการขับเรือไล่ล่ากลางพายุและการดักซุ่มยิงกันกลางทะเล แย่งชิงเจ้าหอยตัวนิ่ม ๆ ในเปลือกกันเหมือนแย่งอัญมณีล้ำค่า
ถึงขั้นมีตำนานโจรสลัดสาวอย่าง "The Dancing Molly" ที่ขับเรือโชว์สเต็ปหลบกระสุนปืนใหญ่เจ้าหน้าที่จนกลายเป็นตัวแม่แห่งวงการหอยไปเลย ซึ่งมันแสดงให้เห็นว่าพอเป็นเรื่องผลประโยชน์แล้ว กฎหมายก็เป็นแค่เศษกระดาษเมื่อเทียบกับปืนใหญ่ที่ตั้งอยู่บนเรือประมง
3. เศรษฐศาสตร์ฉบับขูดรีดของหอยนางรม
ในเชิงเศรษฐศาสตร์ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ "โศกนาฏกรรมของทรัพยากรส่วนรวม" หรือทฤษฎีบุฟเฟต์พินาศนั่นแหละครับ คือพอมันเป็นของกลางที่ใครก็หยิบได้ ทุกคนก็เลยกวาดทุกอย่างที่ขวางหน้าเหมือนกลัวโลกจะแตกพรุ่งนี้ นายทุนยุคนั้นหัวหมอจัด เอา "อวนเหล็ก" มาลากกวาดหน้าดินจนปะการังหอยพังยับ ฟีลเหมือนใช้รถแม็คโครมาขุดหาเห็ดถังเช่าเพื่อให้ได้กำไรเร็วที่สุด
มันสะท้อนสันดานมนุษย์ได้ดีมากว่า "เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า แต่สมองส่วนจริยธรรมยังเท่าเดิม" มันจะนำไปสู่ความฉิบหายเสมอ ไม่ต่างจากพวกปั่นเหรียญคริปโตหรือพวกใช้บอทกดบัตรคอนเสิร์ตในปัจจุบันเลยที่ตักตวงกันจนระบบล่มแล้วค่อยมานั่งร้องไห้กันทีหลัง
การทำลายล้างเพื่อผลประโยชน์ระยะสั้นในวันนั้น คือจุดเริ่มต้นของความพินาศในน่านน้ำนิวยอร์กที่คนรุ่นหลังต้องตามเช็ดตามล้าง บทเรียนนี้ราคาแพงมาก เพราะมันแลกมาด้วยการล่มสลายของอุตสาหกรรมที่เคยเลี้ยงปากท้องคนนับหมื่น
4. จาก ‘ระเบิดชีวภาพ’ สู่ ‘เครื่องกรองน้ำ’
สุดท้ายสงครามที่ยิงกันหูดับตับไหม้ก็สงบลงได้ด้วยเหตุผลที่บ้าบอที่สุดคือ "ขี้" ครับ นิวยอร์กขยายเมืองจนระบบบำบัดน้ำเสียรับไม่ไหว เลยเทน้ำทิ้งลงอ่าวมันซะเลย หอยนางรมที่เป็นสุดยอดนักกรองน้ำก็ดูดเอาเชื้อไทฟอยด์และอหิวาตกโรคเข้าไปเต็มสูบ
ใครกินเข้าไปคือเตรียมจองศาลา สงครามเลยจบลงเพราะไม่มีใครกล้ากินหอยที่เป็น "ระเบิดชีวภาพ" อีกต่อไป จนรัฐบาลต้องสั่งปิดอ่าวถาวรในปี 1927
สิ่งที่น่าสนใจคือในอนาคตอันใกล้ คิดกันเล่น ๆ หอยนางรมอาจจะจะกลับมาเป็น "ซูเปอร์ฮีโร่สายกรีน" ก็ได้ เพราะต่อไปเราจะเลี้ยงหอยไม่ใช่เพื่อเอามาจิ้มน้ำจิ้มซีฟู้ด แต่เพื่อเอามาช่วยกรองน้ำเสียและสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมเมือง หอยนางรมจะกลายเป็น "อสังหาริมทรัพย์มีชีวิต" ที่ใครครอบครองเยอะๆ จะดูรวยและรักโลกสุด ๆ
ประวัติศาสตร์มักจะตบหน้าเราเสมอ จากของถูกไปเป็นของแพง จากของแพงไปเป็นอาวุธ และจากอาวุธไปเป็นเครื่องกรองน้ำ น่าสนใจนะครับ ใครจะไปรู้ว่าเจ้าสัตว์ที่ขยับตัวแทบไม่ได้นี่แหละ คือตัวแปรสำคัญที่ทำให้เมืองอย่างนิวยอร์กเกือบจะพังพินาศมาแล้ว
#Wongnai #WongnaiStory #หอยนางรม


