เปิดโลก “ขนมไทย” รสชาติแห่งตำนาน ที่ชาวไทยต้องรู้!
  1. เปิดโลก “ขนมไทย” รสชาติแห่งตำนาน ที่ชาวไทยต้องรู้!

เปิดโลก “ขนมไทย” รสชาติแห่งตำนาน ที่ชาวไทยต้องรู้!

ขนมไทยมีหลายร้อยชนิด แต่ละอย่างมีที่มาอย่างไร ? รีบมาไขข้อข้องใจความเป็นมาเป็นไปกับ “โลกของขนมไทย” ถ้าได้รู้แล้วต้องร้องอ๋อแน่นอน!
24 ต.ค. 2019 · โดย

                                                                สังขยาหน้าตั้งไข่          ข้าวเหนียวใส่สีโศกแสดง

                                                   เป็นนัยไม่เคลือบแคลง               แจ้งว่าเจ้าเศร้าโศกเหลือ

                                                                ซ่าหลิ่มลิ้มหวานล้ำ       แทรกใส่น้ำกะทิเจือ

                                                   วิตกอกแห้งเครือ                       ได้เสพย์หริ่มพิมเสนโรย

                                                                 ลำเจียกชื่อขนม           นึกโฉมฉมหอมชวยโรย

                                                   ไกลกลิ่นดิ้นแดโดย                   โหยไห้หาบุหงางาม

                                                                 มัศกอดกอดอย่างไร    น่าสงสัยใครขอถาม

                                                   กอดเคล้นจะเห็นความ               ขนมนามนี้ยังเคลง

                                                                 ลุดตี่นี้น่าชม               แผ่แผ่นกลมเพียงแผ่นแผง

                                                  โอชาหน้าไก่แกง                       แคลงของแขกแปลกกลิ่นอาย

บทกาพย์ข้างต้นอาจคุ้นหู คุ้นปากใครหลาย ๆ คน ใช่แล้วค่ะ นี่คือกาพย์ส่วนหนึ่งในพระราชนิพนธ์ กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) ที่แสดงให้เห็นถึงความงดงาม ความประณีต ละเอียดละอ่อนของคนไทยที่บรรจงประดิดประดอยอาหารนานาชนิด และยังผสมผสานวัฒนธรรมอาหารของไทย กับหลายเชื้อชาติตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์ กรุงศรีอยุธยา จนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ และถ้าใครอยากทราบว่าขนมไทยนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไรรีบตามพิมมาเลยค่า!

1ประวัติขนมไทย

ประวัติขนมไทย

ขนมไทย นั้นมีเอกลักษณ์ทั้งด้านวัฒนธรรมของชาติไทย คือ มีความละเอียดอ่อน ประณีตในการเลือกสรรวัตถุดิบ มีวิธีการทำที่พิถีพิถัน รสชาติหอมหวาน รูปลักษณ์ชวนรับประทาน ความจริงแล้วคำว่าขนมในภาษาไทยนั้นไม่มี คาดว่ามีการออกเสียงเพี้ยนมาจากคำว่า “เข้าหนม” เนื่องจากคำว่า “หนม” นั้นแปลว่าหวาน แต่กลับไม่ปรากฏความหมายของ “ขนม” ในพจนานุกรมไทย และอีกข้อสันนิษฐานหนึ่งคำว่า "ขนม" อาจมาจากคำในภาษาเขมรว่า "หนม" หมายถึง อาหารที่ทำมาจากแป้ง เมื่อลองดูแล้วพบว่าขนมส่วนใหญ่ทำมาจากแป้ง โดยมีน้ำตาล และกะทิเป็นส่วนผสม ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า "ขนม" เพี้ยนมาจาก "หนม" ในภาษาเขมรก็เป็นได้

ต่อมาในสมัยอยุธยานั้นเราเรียกได้ว่าเป็นยุคเฟื้องฟูของขนมไทยเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะในสมัยการปกครองของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่มีการค้าขายกับชาวต่างชาติ เราได้รับอิทธิพลทางด้านขนมหวานจากคู่ค้าหลายประเทศ และบุคคลที่มีชื่อเสียงทางด้านขนมในสมัยนี้คือ ท่านผู้หญิงวิชาเยนทร์หรือที่เรารู้จักในชื่อว่า “ท้าวทองกีบม้า” ต้นเครื่องขนม หรือของหวานในวัง โดยจุดเด่นของเธอเลยคือการนำไข่ขาว และไข่แดงมาเป็นส่วนผสมสำคัญเฉกเช่นเดียวกับขนมโปรตุเกส ได้แก่ ขนมทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง และขนมหม้อแกง เป็นต้น และยังมี "ประเพณี 4 ถ้วย" หรือ"ขนมสี่ถ้วย" ที่หลาย ๆ คนอาจจะเคยได้ยินผ่านหูมาบ้างนั้น หมายถึง ไข่กบ (เม็ดแมงลัก) นกปล่อย (ลอดช่อง) บัวลอย (ข้าวตอก) และอ้ายตื้อ (ข้าวเหนียว) ขนมทั้งสี่ชนิดนี้จะรับประทานกับน้ำกะทิ และได้กลายเป็นประเพณีเลี้ยงขนมตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ส่วนในสมัยรัตนโกสินทร์นั้นปรากฏหลักฐานจากจดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี ผู้ทรงเป็นพระเจ้าน้องยาเธอในสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช กล่าวไว้ว่างานสมโภชพระแก้วมรกต และฉลองวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ได้มีเครื่องตั้งสำรับหวานสำหรับพระสงฆ์ ๒,๐๐๐ รูป ประกอบด้วย ขนมไส้ไก่ ขนมฝอย ข้าวเหนียวแก้ว ขนมผิง กล้วยฉาบ สังขยา ฝอยทอง และขนมตะไล

นอกจากนี้ยังปรากฏหลักฐานในกาพย์ห่อโคลงเห่เรือชมเครื่องคาวหวาน บทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้พูดถึงขนมไทยไว้หลากหลายชนิด เช่น ข้าวเหนียวสังขยา ขนมลำเจียก ขนมผิง ขนมรังไร ขนมช่อม่วง และขนมบัวลอย เป็นต้น

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการพิมพ์ตำราอาหารที่ชื่อว่า “แม่ครัวหัวป่าก์” ออกเผยแพร่เป็นครั้งแรก จึงนับได้ว่าการทำขนมไทย และวัฒนธรรมขนมไทย เริ่มมีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรในสมัยรัชกาลที่ 5 และยังเป็นหนังสือเกี่ยวกับอาหารไทยเล่มแรก เขียนโดยท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ท่านยังเป็นคนคิดริเริ่มการประดิษฐ์อาหาร และขนมให้ดูน่ารับประทาน เช่น การประดิษฐ์ “ลูกชุบ” ขึ้นถวายเจ้านาย เป็นต้น

2วัตถุดิบขนมไทย

วัตถุดิบขนมไทย

วัตถุดิบขนมไทยดั้งเดิมแล้วมีเพียงแค่ 3 อย่างเท่านั้น คือแป้ง น้ำตาล และมะพร้าวนั่นเองค่ะ อาจมีการนำผัก ผลไม้ หรือดอกไม้ตามธรรมชาติมาเพิ่มสีสันให้กับขนมไทยเมนูนั้น ๆ และในช่วงสมัยอยุธยา ท้าวทองกีบม้า ได้นำไข่ไก่ หรือไข่เป็ดมาเป็นวัตถุดิบในการทำขนมไทยเพิ่มเติม 

2.1) แป้งที่นิยมในการทำขนมไทย

แป้งที่นิยมในการทำขนมไทย

     2.1.1 แป้งข้าวเจ้า (Rice Flour) เป็นแป้งที่เป็นใช้เป็นหลัก มีสีขาวนวลสากมือ นำไปทำขนมที่มีเนื้อนุ่ม แบ่งแป้งหลัก ๆ ได้ 2 ชนิด คือ แป้งข้าวเจ้าเก่า จะดูดซึมน้ำได้ดี เหมาะสำหรับทำขนมครก ขนมตาล และอีกประเภทคือแป้งข้าวเจ้าใหม่ จะมีกลิ่นหอม แต่ดูดซึมน้ำได้น้อย เพราะแป้งมีความชื้นอยู่มาก เหมาะสำหรับการทำขนมเปียกปูน ขนมต้มขาว ขนมอาลัว เป็นต้น
     2.1.2 แป้งข้าวเหนียว (Glutinous Rice Flour) มีลักษณะเป็นผงสีขาว จับแล้วสากมือเล็กน้อย เมื่อนำไปทำให้สุกจะมีลักษณะข้น เหนอะหนะ พอแป้งถูกความร้อนจะจับตัวเป็นก้อนค่อนข้างเหนียว แบ่งเป็น 2 ชนิดหลัก คือแป้งขาวเหนียวขาว นิยมนำมาทำบัวลอย ขนมบ้าบิ่น และขนมไข่หงส์ เป็นต้น และอีกชนิดคือแป้งข้าวเหนียวดำ ถ้าใช้มาทำขนมจะมีเนื้อกระด้าง ไม่นุ่มนวล มักจะผสมแป้งข้าวเหนียวขาว เนื่องจากแป้งจะมีสีดำมาก และช่วยให้ขนมเนื้อนุ่มมากขึ้น นิยมทำขนมสอดไส้ และขนมถั่วแปบ
     2.1.3 แป้งท้าวยายม่อม (Arrowroot Flour) ทำมาจากต้นท้าวยายม่อม เป็นพืชประเภทหัว นำมาผ่านกระบวนการจนแป้งมีลักษณะเป็นเม็ดเล็ก ๆ สีขาว เมื่อใช้ทำขนมจะคงตัวได้ดี ทำให้ขนมมีสีสันสดใส เหมาะกับการทำขนมชั้น ทับทิมกรอบ กะละแม และข้าวเกรียบปากหม้อ เป็นต้น
     2.1.4 แป้งมันสำปะหลัง (Tapioca Flour) มีลักษณะเนื้อเนียนละเอียด ลื่น สีขาวนวล เมื่อสุกแล้วจะเหนียวใส นิยมใช้ทำเต้าส่วน ลอดช่องสิงคโปร์ หรือนำไปผสมร่วมกับแป้งชนิดอื่นเพื่อเพิ่มความเหนียว และใสยิ่งขึ้น เช่น ครองแครง ขนมชั้น และสังขยา เป็นต้น
     2.1.5 แป้งข้าวโพด (Corn Flour) ลักษณะเนื้อเนียนละเอียด ลื่น คล้ายกับแป้งมันสำปะหลัง มักนำไปผสมกับแป้งชนิดอื่น ๆ เพื่อเพิ่มความทรงตัว ความเงาวาว และความนุ่มของขนม เช่นขนมชั้น และสังขยา เป็นต้น
     2.1.6 แป้งถั่วเขียว (Mung Bean flour) จะมีลักษณะเป็นผงละเอียด มีคุณสมบัติในการทรงตัวได้ดี และมีความใส นิยมนำไปผสมกับแป้งชนิดอื่น ๆ เช่น ซ่าหริ่ม ตะโก้ และขนมลืมกลืน เป็นต้น

2.2) น้ำตาลที่นิยมในการทำขนมไทย

น้ำตาลที่นิยมในการทำขนมไทย

     2.2.1 น้ำตาลทราย เป็นสารให้ความหวานที่ผลิตมาจากอ้อย แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่

  • น้ำตาลทรายขาว (Granulated Sugar) คือน้ำตาลทรายที่ผ่านการฟอกสีมาแล้ว มักนำมาทำขนมไทยที่ต้องการให้สีขนมสวย ใส เช่นการทำน้ำเชื่อมของขนมทองหยิบ ทองหยอด
  • น้ำตาลทรายแดง (Granulated Brown Sugar) ลักษณะเป็นผงละเอียด สีน้ำตาลอ่อนถึงแดง ให้รสกับกลิ่นที่หอมหวาน และสีที่เข้มจากอ้อยอย่างชัดเจน น้ำตาลชนิดนี้เนื่องจากไม่ผ่านกระบวนขัดสีจึงให้มีรสที่หวานน้อยกว่าน้ำตาลทรายขาว และยังมีความชื้นสูงทำให้บางครั้งจับตัวเป็นก้อน มักนำไปขนมที่ต้องผ่านการกวน

     2.2.2 น้ำตาลโตนด (Palm Sugar) ทำมาจากน้ำหวานของต้นตาล นิยมนำทำเป็นก้อน จะมีกลิ่นหอมของต้นตาล มีรสหวานแหลม มักนำไปทำน้ำเชื่อมข้นสำหรับหยอดหน้าขนม ทำไส้ขนม สังขยา ปลากริมไข่เต่า เป็นต้น
     2.2.3 น้ำตาลมะพร้าว (Coconut Sugar) ทำมาจากน้ำหวานของต้นมะพร้าว มีลักษณะทั้งเป็นก้อน และเหลว มีกลิ่นหอมหวานตามธรรมชาติ เช่นทำไส้ขนม น้ำกะทิลอดช่อง ขนมหม้อแกง เป็นต้น
      2.2.4 แบะแซ (Glucose Syrup) มีลักษณะข้นเหนียว สีใสเหมือนน้ำ มักนำมาทำขนมที่ต้องการให้มีรูปทรงคงตัว หรือเป็นก้อน เช่น ลูกชุบ ถั่วกวน กะละแม เป็นต้น

2.3) มะพร้าวที่นิยมในการทำขนมไทย

มะพร้าวที่นิยมในการทำขนมไทย

     2.3.1 มะพร้าวห้าว (Ripe Coconut) คือ มะพร้าวที่แก่จัด นำมาขูดแล้วคั้นเป็นกะทิ โดยจะได้น้ำกะทิออกมาเป็นสองส่วนคือ หัวกะทิ จะมีลักษณะเข้มข้น และหางกะทิ มีลักษณะเจือจาง เหมาะกับขนมที่ต้องเห็นเนื้อขนมชัดเจน เช่น ขนมสอดไส้ ครองแครง และบัวลอย เป็นต้น
     2.3.2 มะพร้าวทึนทึก (Semi Ripe Coconut) เป็นมะพร้าวกลางอ่อนกลางแก่ สังเกตได้จากกะลาเป็นสีน้ำตาลอ่อน เปลือกสีขาว นิยมนำมาขูดด้วยมือแมวสำหรับทำเป็นไส้ขนม หรือโรยหน้าขนม เช่น ขนมถั่วแปบ ขนมมัน มะพร้าวแก้ว เป็นต้น
     2.3.3 มะพร้าวอ่อน (Young Coconut) คือ มะพร้าวเปลือกบาง มีสีขาว เนื้อมะพร้าวจะนุ่ม มักใช้ทั้งน้ำมะพร้าว และเนื้อ เช่นวุ้นน้ำกะทิมะพร้าวอ่อน ข้าวเหนียวเปียก สาคูเปียกมะพร้าวอ่อน เป็นต้น
     2.3.4 มะพร้าวกะทิ (Gelatinous Coconut) คือ มะพร้าวที่มีเนื้อในผลหนา 2 - 3 ซม. อ่อนนิ่ม เนื้อหนาเป็นปุยขาว น้ำจะข้นหนืดเป็นยาง รสชาติเนื้อจะหวานมัน นิยมรับประทานกันสด ๆ หรือคู่กับน้ำเชื่อม หรือนำไปเป็นส่วนผสมของขนม เช่น ทับทิมกรอบ
TIP : วิธีการเก็บมะพร้าวที่ขูดแล้ว ควรนำไปนึ่งให้สุกก่อน จากนั้นนำมาใส่ภาชนะที่ปิดสนิทแล้วแช่ตู้เย็น

2.4) ไข่ที่นิยมในการทำขนมไทย

ไข่ที่นิยมในการทำขนมไทย

2.4.1 ไข่ไก่ เป็นที่นิยมใช้ในการทำขนมไทยมากที่สุด เนื่องจากกลิ่นคาวน้อย เช่น ขนมปุยฝ้าย เม็ดขนุน ทองเอก
2.4.2 ไข่เป็ด นั้นจะมีกลิ่นคาวมากกว่าไข่ไก่ มักใช้กับขนมที่ต้องการสีสัน เช่น ฝอยทอง ทองหยิบ ทองหยอด

TIPS : ไข่น้ำค้าง คือ ส่วนของไข่ขาวที่เป็นน้ำใส ๆ ติดอยู่ที่เปลือกไข่ใกล้ ๆ เยื่อไข่นิยมนำมาเป็นส่วนผสมของฝอยทอง
         
: เปลือกไข่ สามารถนำเปลือกไข่ที่ล้างสะอาดแล้วมาขยำรวมกับน้ำตาลทราย เพื่อให้ได้น้ำเชื่อมที่ใส วาว และสะอาด

3ประเภทของขนมไทย

ประเภทของขนมไทย

1. ขนมไทยประเภทไข่ คือ ขนมไทยที่มีวัตถุดิบหลักในการทำคือไข่ เช่น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง
2. ขนมไทยประเภทนึ่ง คือ ขนมไทยที่นึ่ง หรือสุกด้วยไอน้ำร้อนโดยใช้ลังถึง บางชนิดเทส่วนผสมลงในถ้วยตะไลแล้วนึ่ง บางชนิดใส่ถาด หรือห่อด้วยใบตอง เช่น ขนมชั้น ขนมน้ำดอกไม้ ขนมใส่ไส้
3. ขนมไทยประเภทต้ม คือ ขนมไทยที่ต้มในน้ำเดือด จนสุกแล้วตักขึ้น นำมาคลุกหรือโรยมะพร้าว เช่น ขนมต้ม ถั่วแปบ
4. ขนมไทยประเภทน้ำ คือ ขนมไทยที่นิยมนำมาต้มกับกะทิ หรือใส่แป้งผสมเป็นขนมเปียก หรือข้น และขนมที่กินกับน้ำเชื่อม หรือน้ำกะทิ เช่น กล้วยบวชชี สาคูเปียก ลอดช่อง ซ่าหริ่ม
5. ขนมไทยประเภทกวน คือ ขนมไทยที่ทำให้สุกด้วยการกวนบนกระทะ โดยส่วนมากนิยมใช้กระทะทอง กวนไปในทิศทางเดียวกันตั้งแต่เป็นน้ำจนงวด แล้วเทใส่ภาชนะรอให้เย็น เช่น ตะโก้ ขนมลืมกลืน ขนมเปียกปูน และผลไม้กวนต่าง ๆ
6. ขนมประเภทอบ คือ ขนมไทยที่ทำให้ร้อน หรือสุกด้วยไอน้ำ โดยที่ความร้อนนั้นไม่สามารถระบายออกไปได้ เช่น ขนมกลีบลำดวน ขนมหม้อแกง ขนมหน้านวล ทั้งนี้รวมถึงขนมที่สุกโดยใช้ความร้อนบนเตาอย่าง ขนมเบื้อง ขนมครก ขนมเกสรลำเจียก
7. ขนมประเภททอด คือ ขนมไทยที่เราทำให้สุก โดยการใส่ลงในกระทะที่มีนำ้มันร้อน ๆ ทอดจนกระทั้งขนมมีสีเหลืองสวยตามที่ต้องการ เช่น ขนมกง ขนมฝักบัว ขนมนางเล็ด
8. ขนมประเภทปิ้ง คือ ขนมไทยที่ทำให้สุกโดยวางขนมที่ต้องการปิ้งไว้เหนือไฟ มีตะแกรงรองรับ ปิ้งจนขนมสุก เช่น ขนมจาก ข้าวเหนียวปิ้ง มันทิพย์
9. ขนมประเภทเชื่อม คือ ขนมไทยที่ใส่ลงไปในน้ำเชื่อมที่กำลังเดือด เชื่อมจนกระทั้งขนมสุก จะมีรสชาติหวาน และถือว่าเป็นการถนอมอาหารวิธีหนึ่ง เช่น กล้วยเชื่อม เม็ดขนุน สาเกเชื่อม

4ขนมไทย 4 ภาค

ขนมไทย 4 ภาค

1. ขนมไทยภาคเหนือ มักทำขนมมาจากข้าวเหนียว และจะผ่านกรรมวิธีการต้มเป็นส่วนใหญ่ ขนมที่นิยมทำในงานบุญเกือบทุกเทศกาลคือ ขนมเทียน หรือขนมจ๊อก ข้าวอีตู หรือข้าวเหนียวแดง ข้าวแต๋น ขนมเกลือ และยังมีขนมพื้นบ้านประจำถิ่น อย่างในจังหวัดแม่ฮ่องสอนมีขนมอาละหว่า เป็นชื่อขนมพื้นเมืองไทยใหญ่ชนิดหนึ่งที่ทำมาจากแป้งข้าวเจ้าผสมกะทิ และน้ำตาลอ้อย ลักษณะคล้ายกับขนมหม้อแกง
2. ขนมไทยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มักเป็นขนมที่ทำกันง่ายๆ ไม่พิถีพิถันมาก ได้แก่ ข้าวจี่ บายมะขาม ข้าวโป่ง นอกจากนั้นมักเป็นขนมในงานบุญพิธี ที่เรียกว่า ข้าวประดับดิน โดยชาวบ้านนำข้าวที่ห่อใบตอง มัดด้วยตอกแบบข้าวต้มมัด กระยาสารท ข้าวทิพย์ ข้าวยาคู ส่วนในงานบุญต่างๆจะนิยมทำขนมปาด คล้ายขนมเปียกปูน ลอดช่อง
3. ขนมภาคกลาง โดยส่วนมากขนมจะทำมาจากข้าวเจ้า เช่น ข้าวตัง นางเล็ด ข้าวเหนียวมูน และขนมที่ได้รับอิทธิพลมาจากในวัง เช่น ขนมกลีบลำดวน ลูกชุบ หม้อข้าวหม้อแกง ฝอยทอง ทองหยิบ เป็นต้น
4. ขนมภาคใต้ ชาวใต้มีความเชื่อในเทศกาลประเพณีสารทเดือนสิบ จะทำบุญด้วยขนมที่มีเฉพาะในภาคใต้เท่านั้น เช่น ขนมลา ขนมพอง ข้าวต้มห่อด้วยใบกะพ้อ ขนมบ้า ขนมดีซำ ขนมเจาะหู ขนมไข่ปลา ขนมแดง เป็นต้น

5ขนมไทยกับงานประเพณี

ขนมไทยกับงานประเพณี

ในงานประเพณีต่าง ๆ ของไทยแต่เดิมมักจะมีการทำบุญเสมอ ๆ ขนมที่ใช้ในพิธีบุญ และรับประทานกันในงานบุญประเพณีของไทยที่สำคัญ มีดังนี้
1. ประเพณีวันสงกรานต์ เป็นเทศกาลเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ของไทย ขนมไทยที่ทำขึ้นสำหรับนำไปทำบุญถวายพระ ได้แก่ กะละแม ขนมเปียก และข้าวเหนียวแดง
2. ประเพณีสารทไทย เป็นเทศกาลทำบุญในวันสิ้นเดือน 10 คำว่า “สารท” แปลว่า เกี่ยวกับ หรือเกิดในฤดูใบไม้ร่วง ไทยได้รับประเพณีนี้มากจากศาสนาพุทธในอินเดีย เป็นเทศกาลรื่นเริงในการเก็บเกี่ยวผลผลิตแรก นำมาทำอาหารเพื่อสังเวยบูชาสิ่งศักดิ์ที่เคารพนับถือ ส่วนในไทยมีจุดประสงค์เพื่อทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว โดยขนมที่ใช้คือ กระยาสารท ข้าวยาคู ข้าวทิพย์ ขนมลา ขนมเจาะรู ขนมบ้า ขนมกง เป็นต้น
3. ประเพณีเข้าพรรษา ตรงกับวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 หรือเดือนกรกฎาคม ขนมที่นิยมนำมาทำบุญถวายพระคือ “ข้าวต้มปัด” ที่หลาย ๆ คนเชื่อว่าชื่อนั้นมาจากคำว่าปัดรังควาน ลักษณะขนมนั้นจะทำจากข้าวเหนียวห่อด้วยใบมะพร้าวอ่อนมัดให้แน่น แล้วนำไปต้มจนสุก นอกจากนี้ยังนำขนมไทยมงคล มาทำบุญร่วมด้วย
4. ประเพณีออกพรรษา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 หรือเรียกว่า “วันเทโวโรหนะ” จะเรียกการทำบุญตักบาตรในวันนี้ว่าตักบาตรเทโว ขนมที่มักนำมาทำบุญในวันนี้คือข้าวต้มผัด ข้าวต้มปัด และข้าวต้มลูกโยน
5. ประเพณีทอดกฐิน จะทำขึ้นภายหลังจากออกพรรษาจนถึงกลางเดือน 12 ขนมที่นิยมนำไปถวายพระ หรือทำกินในงานทอดกฐิน ได้แก่ ข้าวเม่าทอด กล้วยแขก

6ขนมไทยมงคล 9 ชนิด

ขนมไทยมงคล

ส่วนในปัจจุบันมักนิยมใช้เป็นขนมไทยมงคล 9 ชนิด ที่ประกอบไปด้วย ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง เม็ดขนุน ขนมทองเอก ขนมดาราทอง ขนมเสน่ห์จันทร์ ขนมชั้น และขนมถ้วยฟู โดยขนมแต่ละชนิดจะมีความหมายที่เป็นมงคล ดังนี้

1. ทองหยิบ เป็นขนมที่มีลักษณะคล้ายดอกไม้สีทอง เชื่อว่าหากนำขนมทองหยิบไปใช้ประกอบพิธีมงคล หรือให้เป็นของขวัญจะทำให้เกิดความมั่งคั่งร่ำรวย มีเงินมีทอง

2. ทองหยอด เป็นขนมที่มีลักษณะเป็นก้อนกลม เปรียบเสมือนให้ทองคำแก่กัน แทนคำอวยพรให้ร่ำรวยมีเงินมีทองใช้จ่ายอย่างไม่รู้หมดสิ้น

3. ฝอยทอง เป็นขนมที่มีลักษณะเป็นเส้นยาว ๆ นิยมใช้กันในงานมงคลสมรส เปรียบได้ว่าจะครองชีวิตคู่ได้อย่างยืนยาว

4. เม็ดขนุน เป็นขนมที่รูปร่างคล้ายกับเม็ดขนุน ไส้ด้านในทำด้วยถั่วเขียวบด เปรียบเสมือนมีคนคอยช่วยเกื้อหนุน สนับสนุนในการดำเนินชีวิตและในหน้าที่การงานที่ได้กระทำอยู่

5. ขนมทองเอก เป็นขนมที่ใช้ความพิถีพิถันในการทำ มีทองคำเปลวติดไว้ที่ด้านบนของขนม คำว่า “เอก” หมายถึง การเป็นที่หนึ่ง จึงนิยมใช้มอบเป็นของขวัญในงานฉลองการเลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่ง

6. ขนมดาราทอง หรือขนมทองเอกกระจัง เป็นขนมที่ชนะการประกวดในงานฉลองปีใหม่ สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดย คุณหญิงเจือ นครราชเสนี หน้าตาขนมเหมือนเครื่องหมายดาราในเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ลักษณะคล้าย ๆ มงกุฏฝรั่ง เปรียบได้ถึงความสง่างาม ได้อยู่ตำแหน่งสูงสุด มีชื่อเสียงเกียรติยศ

7. ขนมเสน่ห์จันทร์ คนโบราณนำความมีเสน่ห์ของผลจันทน์ที่มีผลสุกสีเหลือง สวยงาม และมีกลิ่นหอม มาประยุกต์ทำเป็นขนมให้ชื่อว่า “ขนมเสน่ห์จันทน์” จะทำให้มีเสน่ห์คนรักคนหลงดังเสน่ห์ของผลจันทน์ นิยมนำมาใช้ในงานพิธีมงคลสมรส และให้เป็นของขวัญแทนความรัก

8. ขนมชั้น เป็นขนมไทยที่ต้องหยอดขนมให้ได้ 9 ชั้น เพราะเชื่อว่าเลข 9 นั้นหมายถึงความเจริญก้าวหน้า นิยมมอบให้เพื่อแสดงความยินดีที่ได้เลื่อนชั้น เลื่อนยศฐาบรรดาศักดิ์ให้สูงส่งยิ่ง ๆ ขึ้นไป

9. ขนมถ้วยฟู หมายถึง ความเจริญรุ่งเรืองเฟื่องฟู ลักษณะเด่นของขนมถ้วยฟู คือ ต้องมีกลิ่นหอมจากการอบร่ำดอกไม้สด

ขนมไทย

ตอนนี้หลาย ๆ คนคงร้องอ๋อ! กันแล้วใช่ไหมคะ ? เกร็ดความรู้เกี่ยวกับขนมไทยเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่พิมรวบรวมมาให้หวังว่าทุกคนคงจะเข้าใจมากขึ้นว่าจริง ๆ แล้วขนมไทยนั้นมีที่มาอย่างไร ขนมไทยแต่ละชนิดนั้นมีความสำคัญมากน้อยแค่ไหน จะได้ไม่งงเวลาไปทำบุญ หรือเวลาจะหาซื้อของไปฝากญาติผู้ใหญ่ก็สามารถเลือกซื้อได้อย่างมืออาชีพแล้วล่ะค่ะ หรือถ้าใครอยากลองทำขนมไทยเองบ้าง พิมก็ได้รวบรวมสูตรขนมไทยสุดหลากหลายมากให้เพื่อน ๆ ไว้ที่นี่แล้วล่ะค่ะ และพิมขอแถมวิธีการห่อขนมไทยแบบต่าง ๆ มาให้เพื่อน ๆ ได้ฝึกปรือฝีมือกันค่ะ หวังว่าบทความเรื่องนี้คงจะมีประโยชน์ต่อทุกคนนะคะ!

บรรณานุกรม

เอกพล อ่อนน้อมพันธุ์, นฤมล นันทรักษ์, ราตรี เมฆวิลัย นวลเพ็ญ ธรรมษา มนฤทัย ศรีทองเกิด, นุชนาฏ กุลวิทย์ และ อรอนงค์ทองมี. (2558). ขนมไทย 2 (ขนมไทยพื้นบ้านและขนมไทยร่วมสมัย).  กรุงเทพฯ: ศูนย์บริการสื่อและสิ่งพิมพ์กราฟฟิคไซท์.

กรมการท่องเที่ยว, [ม.ป.ป.]. “พิพิธภัณฑ์ขนมไทย.” เข้าถึงได้จาก https://thailandtourismdirectory.go.th/th/info/attraction/detail/itemid/3936 สืบค้นเมื่อ 17 กันยายน 2562.

ขนมไทย. สืบค้นเมื่อ 17 กันยายน 2562, จากวิกิพีเดีย https://th.wikipedia.org/wiki/ขนมไทย 

หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม, [ม.ป.ป.]. “ขนมไทย : ขนมมงคล.”  เข้าถึงได้จาก http://www.finearts.go.th/nakhonphanomlibrary/parameters/km/item/ขนมไทย-ขนมมงคล สืบค้นเมื่อ 18 กันยายน 2562.

“วัตถุดิบการทำขนมไทย.”  (2554). เข้าถึงได้จาก https://wangkham.wordpress.com/ที่มาขนมไทย/วัตถุดิบการทำขนมไทย/ สืบค้นเมื่อ 18 กันยายน 2562.