Cadence ร้านอาหารใหม่ในแบบของฉันที่บอกเล่าชีวิตของเชฟ Dan Bark
  1. Cadence ร้านอาหารใหม่ในแบบของฉันที่บอกเล่าชีวิตของเชฟ Dan Bark

Cadence ร้านอาหารใหม่ในแบบของฉันที่บอกเล่าชีวิตของเชฟ Dan Bark

ก่อนหน้านี้เชฟ Dan Bark ตัดสินใจทำควบทั้ง Upstairs at Mikkeller และร้านใหม่ แต่สุดท้ายตัดสินใจทำเฉพาะร้านใหม่ Cadence Restaurant และ Caper เพื่อให้ออกมาดีที่สุด
writerProfile
26 ก.ค. 2020 · โดย

#วงในบอกมา

  • แผนเปิดร้าน Cadence Restaurant by Dan Bark และ Caper by Dan Bark ร้านอาหาร 2 แห่งใหม่ของเชฟ Dan Bark ถูกเลื่อนจากเดิมเดือนมีนาคมมาเป็น 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

  • แน่นอนว่าสถานการณ์ปัจจุบัน ทำให้เชฟต้องเลือกที่จะทำร้านอาหารเพียงแห่งเดียว ทำให้เชฟตัดสินใจปิด Upstairs at Mikkeller เพื่อมุ่งมั่นกับร้านอาหารใหม่

  • ที่นี่ยังคงความเป็น Progressive American Cuisine แต่ใส่เอาตัวตนของเชฟแดนเข้ามามากขึ้น และนำเอาการแพริ่งอาหารและค็อกเทลมาสร้างประสบการณ์ใหม่ 

 Cadence Restaurant by Dan Bark
 Cadence Restaurant by Dan Bark


ใครเคยติดใจกับรสชาติอาหารของเชฟหนุ่มเกาหลี Dan Bark ที่ไปใช้ชีวิตในเมืองชิคาโก้ สหรัฐอเมริกา จนรับเอาวัฒนธรรมอาหารอเมริกันมาเป็นส่วนหนึ่งของการทำอาหาร เชฟแดนเป็นซูเชฟของเชฟ Curtis Duffy เชฟเจ้าของร้านอาหารรางวัล Grace (เคยถูกสร้างเป็นสารคดี “For Grace” ที่ฉายผ่านทาง Netflix) ก่อนจะเดินทางมายังกรุงเทพฯ บ้านเกิดของภรรยา คุณเฟย์ - ธัญจิรา ตระกูลวงษ์ เพื่อเปิดร้านอาหารของตัวเองที่ชั้นบนของบาร์เบียร์ Mikkeller ในชื่อ Upstairs at Mikkeller 

จนเมื่อต้นปีที่ผ่านมาเชฟแดนประกาศเปิดร้านอาหารแห่งใหม่ 2 ร้าน Cadence Restaurant by Dan Bark และ Caper by Dan Bark ซึ่งอยู่ภายใต้ชายคาเดียวกันในซอยปรีดีพนมยงค์ 25 ร้านแรกเป็นร้านอาหารไฟน์ไดนิ่ง อีกร้านเป็นร้านแคชชวลไดนิ่งและบาร์ ซึ่งความตั้งใจเดิมเชฟแดนและคุณเฟย์ตั้งใจเปิดร้าน Upstairs at Mikkeller ควบคู่ไปด้วย แต่เมื่อสถานการณ์ที่ผ่านมาทำให้เชฟต้องตัดสินใจทุ่มพลังทั้งหมดไปที่ร้านอาหารแห่งใหม่ จึงตัดสินใจไม่ได้ทำร้านเดิมต่อ ซึ่งน่าเสียดายพอสมควรเพราะร้านเดิมเพิ่งคว้ารางวัลใหญ่ไปเมื่อปีก่อน

ดีไซน์ร้านแบบไฟน์ไดนิ่ง
ดีไซน์ร้านแบบไฟน์ไดนิ่ง
เชฟ Dan Bark
เชฟ Dan Bark


แต่เราก็เชื่อว่าไม่เกินความสามารถของเชฟแดนที่จะปลุกปั้น Cadence Restaurant by Dan Bark ขึ้นมาทดแทน ที่นี่ต่างจากร้านเดิมยังไงบ้าง เชฟแดนบอกว่า การที่ให้บอกว่าอาหารของเขาเป็นอาหารประเภทใดค่อนข้างจำกัดตัวเองอยู่ในกรอบ ตัวเขาเรียกว่า Progressive American Cuisine เป็นเพราะว่าคนส่วนใหญ่รู้จักว่าอาหารอเมริกันมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมค่อนข้างมาก ทำให้เข้าใจได้ไม่ยาก แต่ถ้าให้นิยมจริง ๆ เขาเรียกว่า Personal Cuisine ด้วยรสชาติที่เขาต้องการนำเสนอส่วนใหญ่ออกมาจากประสบการณ์การทำอาหารและการเดินทางของตัวเขาเอง

ที่นี่ยังมีความพิเศษตรงที่ตั้งใจทำเทสติ้งเมนูแพริ่งไปกับค็อกเทล โดยมีคุณ Chris Simon บาร์ไดเรกเตอร์ ที่ดูทั้ง Cadence Restaurant by Dan Bark และ Caper by Dan Bark คิดเมนูแพริ่งค็อกเทลและม็อกเทลให้ ซึ่งคุณคริสบอกว่าทำออกมาที่ 8 แก้ว โดยทำรสชาติของเครื่องดื่มให้เข้ากับรสชาติหลักของอาหารแต่ละจาน ซึ่งเลข 8 เป็นตัวเลขที่คุณคริสบอกว่ากำลังพอดีทั้งเรื่องสมดุลและสัดส่วนของสปิริต โดยส่วนใหญ่เป็นเครื่องดื่ม Savory Cocktail

ครัวเปิดใกล้กับโต๊ะอาหารที่เชฟจะเริ่มเสิร์ฟ Quick Bite ก่อนนั่งโต๊ะ
ครัวเปิดใกล้กับโต๊ะอาหารที่เชฟจะเริ่มเสิร์ฟ Quick Bite ก่อนนั่งโต๊ะ


ตอนนี้มีให้เลือกเฉพาะเทสติ้งเมนู 15 คอร์ส ราคา 4,300++บาท ที่เลือกแพริ่งได้ทั้งค็อกเทล 8 แก้ว ราคา 2,000++บาท ม็อกเทล 8 แก้ว ราคา 1,000++บาท ไวน์สแตนดาร์ด 6 แก้ว ราคา 2,600++บาท และไวน์โอลด์เวิร์ด 6 แก้ว ราคา 3,600++บาท

มาที่นี่เชฟจะเริ่มที่ Quick Bite ที่ไม่ได้อยู่ในเมนู เป็นขาแฮม Jamon Iberico ที่บ่มนาน 40 เดือน เชฟบอกว่าไม่ได้ปรุงอะไรเลย แล้วก็มีสเฟียร์ทรัฟเฟิลที่มีน้ำด้านในกินกับหอมดองไวน์แดงและพริกไทย เพื่อเปิดพาเลท

เราเลือกแพริ่งม็อกเทล แก้วแรกเป็นแชมเปญรีดักชั่นกับฮอร์สแรดิช ดีล และเฟนเนล ที่เป็นส่วนผสมในอาหารจานแรกที่ชื่อว่า Ocean มี 3 คำ เชฟได้ไอเดียมาจากแสงสีเขียวในทะเลจากเรือตกหมึก หอยนางรมไอริชสด ๆ กับแตงกวาที่มีรสเปรี้ยวของฟิงเกอร์ไลม์ที่ปลูกในไทย คำต่อมาแซลมอนรีเรทกับสมุนไพรที่เชฟปลูกเองในทาร์ตกรอบ และไวท์ช็อกโกแลตสอดไส้น้ำพีนาโคลาดาและพิวเรมะพร้าว

Quick Bite
Quick Bite 
Ocean
Ocean


คอร์สต่อมา Caviar เชฟบอกว่าถ้าเมนูคลาสสิกก็ต้องเป็นคาเวียร์กับพิวเรกะหล่ำ แต่ตัวเขาว่ารสชาติเบาและเลี่ยนเลยเปลี่ยนเป็นพิวเรเซเลอรีแอค หอมดอง ไชฟ์ และคาเวียร์ กับม็อกเทลที่ทำจากใบเตย บิตเตอร์สาหร่าย และคาเวียร์

Red Shrimp กุ้งแดงอาเจนติน่าสด ๆ รสหวานตามธรรมชาติ กับแนสเทเทียมที่เชฟบอกว่าให้รสฉุนคล้ายวาซาบิทำออกมาเป็นพิวเร แตงโมคอมเพลส บัลซามิกเพิร์ล ว่านหางจระเข้ และข้าวพอง ซึ่งเชฟบอกว่าอินสปายมาจากซูชิที่มีข้าวและวาซาบิ กินกับม็อกเทลที่ใช้คลอเดียวสตรอว์เบอร์รีและมะเขือเทศ กับบัลซามิก ซึ่งดื่มคู่กับคอร์สต่อไปด้วย

Caviar
Caviar 
Red Shrimp
Red Shrimp


Pea
เชฟได้ไอเดียมาจากทริปที่นาปาวัลเล่ย์ในฤดูใบไม้ผลิต่อฤดูร้อน สองข้างทางบนถนนไฮเวย์จากชิคาโก้สู่นาปาวัลเล่ย์เต็มไปด้วยสีสันของดอกไม้ โดยเฉพาะดอกเฟนเนล รวมถึงทุ่งลาเวนเดอร์ในไวน์เนอรีที่เชฟแวะไป แน่นอนว่าเมนูที่เชฟได้กินคือโพร์ชูโตกับเมลอน เชฟเลยทำใหม่ในเวอร์ชั่นของตัวเองโพร์ชูโตกับแคนตาลูปคอมเพลส เฟนเนล แรดิช ถั่วพี ลาเวนเดอร์ และเส้นข้าวกรอบ ราดด้วยซอสถั่วพี จานนี้ดีมากได้รสหวานของถั่วพีแบบเต็มคำ

Grouper
ปลาเก๋าจับธรรมชาติในบ้านเราทอดกระทะ มีซอสมะขาม ส้มโอ กระเทียมกรอบ และเห็ดชิเมจิที่นำไปปรุงสองแบบดองและรมควัน ราดด้วยบิสต์ผสมซัฟฟรอน เชฟว่าเป็นจานที่เขาทำออกมาแบบอีสต์มีทเวสต์ กินกับม็อกเทลที่มีส้มโอและพริกเกลือ แก้วนี้ยังดื่มกับอาหารจานถัดไปด้วย

คอร์สซุปเป็น Mushroom เชฟทำซุปดาชิเห็ดมาเข้มข้นแล้วในครัวแต่ยังอยากเพิ่มกลิ่นรสให้กับซุปเพิ่มเติมอีกเลยใช้ไซฟอนมาเพิ่มกลิ่นรสของสมุนไพรต่อหน้าลูกค้า ราดลงบนข้าวรีซอตโตที่ทำจากข้าวบาร์เลย์ เห็ดย่าง เรดไวน์เจล พิวเรต้นกระเทียม ต้นกระเทียมดอง และเซเลอรี

Pea
Pea
Grouper
Grouper 
Mushroom
Mushroom


ตั้งแต่จานนี้จะเป็นพาร์ทที่ 2 Land ที่เชฟทำออกมาเป็น 3 คำเล็ก ๆ เหมือนกับ Ocean เชฟนำเอาของกินเล่น 3 คำ มารมควันให้อารมณ์เหมือนไปแคมปิง แครเกอร์ไส้ครีมคาราเมลกับแยมส้ม บริยอชหน้าฟัวกราส์กับชิพแก่นตะวัน และแครกเกอร์ข้าวไรซ์เบอร์รีกับแยมเบคอน 

สำหรับจานที่ต้องบอกว่าเป็นแก่นของอาหารมื้อนี้เราว่าเป็น Beef ที่บอกตัวตนเชฟได้ดีทั้งเรื่องความเป็นคนเกาหลี และประสบการณ์ด้านอาหาร เชฟให้เลือกมีดที่เขาได้มาจากการเดินทางในยุโรป ซึ่งมีดแต่ละเล่มแตกต่างและมีเรื่องเล่าต่างกัน สำหรับใช้กินสเต๊กที่ซ่อนเอารสชาติแบบเกาหลีไว้ เชฟบอกว่าตัวเขาอยากเล่าความเป็นโคเรียนบาร์บีคิว เชฟเลือกใช้เนื้อวัวนิวซีแลนด์ที่เลี้ยงใกล้มหาสมุทร ทำให้ได้กินหญ้าที่เต็มไปด้วยสารอาหารจากทะเล เนื้อวัวจึงมีรสชาติในตัวเอง นำมาย่างด้วยถ่านไม้ กินกับซอสซอยบัตเตอร์ มันบด โกะโบ จับแช ซอสซัมจังโฮมเมด และเชอร์รีดองโซจู แพริ่งกับแซงเกรียที่มีเครื่องเทศสมุนไพรและน้ำมันเนื้อที่รีดักชั่นกับไวน์แดง 

Land
Land
Beef
Beef


ล้างปากด้วย Cream Cheese Semifreddo ครีมชีสกับเสาวรสและใบชะพลู กับน้ำอัญชันมะนาว ส่วนของหวานจานแรกเป็น Corn ที่เชฟจำลองฤดูร้อนของชิคาโก้ที่เต็มไปด้วยฟาร์มเมอร์มาร์เก็ตที่ที่วางขายผลผลิตประจำฤดูกาลอย่างข้าวโพด แอปเปิล แครนเบอร์รี เชฟทำเป็นคัสตาร์ดข้าวโพด พิวเรแอปเปิลแกรนด์นีสมิธ รัมบัตเตอร์ แครนเบอร์รี ป๊อปคอร์นคาราเมล และกรานิต้าแอปเปิลกับเบซิล

ของหวานปิดท้ายเป็น Dark Chocolate ช็อกโกแลตเข้มข้น 70 % จากกาน่า เอกวาดอร์ และมาดากัสการ์ กับฝักวานิลลามาดากัสการ์ บีทรูทดอง อัลมอนด์มิลค์ ทรัฟเฟิลวินิแกรต และซัมเมอร์ทรัฟเฟิลจากสเปน ส่วนเปอติตโฟร์เป็นมาการองเชอร์รี ไวท์เซซามิโมจิ ดาร์กช็อกโกแลตบอนบอนไส้เฟนเนลลิเคียวร์ และเจลลีส้มจี๊ด

Cream Cheese Semifreddo
Cream Cheese Semifreddo 
Dark Chocolate
Dark Chocolate
Corn
Corn


ใครยังไม่เคยลองชิมอาหารฝีมือของเชฟ Dan Bark มาก่อน นี่เป็นโอกาสที่ดีเพราะตอนนี้เชฟเริ่มแสดงตัวตนของเขาผ่าน Personal Cuisine ออกมาอย่างเต็มตัว และมีความชัดเจนมากที่สุด

ติดตามเรื่องราวร้านอาหารดี ๆ ที่จะมาเล่าเรื่องราวของร้านอาหารมากกว่าเพียงรีวิวร้านอาหารใหม่ แต่อาหารมีเรื่องราวซ่อนอยู่เสมอ อ่านต่อได้ที่

เมนูห้ามพลาด

Beef, Ocean, Land

แผนที่

การติดต่อ

Beef
Phone number : 091-713-9034
225 ซอย ปรีดีพนมยงค์ 25,วัฒนา