Saffron Cruise ร้านอาหารไทยลอยน้ำที่มากกว่าเรือชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยา
  1. Saffron Cruise ร้านอาหารไทยลอยน้ำที่มากกว่าเรือชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยา

Saffron Cruise ร้านอาหารไทยลอยน้ำที่มากกว่าเรือชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยา

Saffron Cruise เรือสำราญล่าสุดของโรงแรมบันยันทรี กรุงเทพฯ ที่เปรียบได้กับร้านอาหารไทยลอยน้ำ มีดีทั้งอาหารไทยและดีไซน์ของเรือที่เหมาะกับการชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยา
writerProfile
10 ก.พ. 2020 · โดย

#วงในบอกมา

  • Saffron Cruise เรือสำราญลำล่าสุดของโรงแรมบันยันทรี กรุงเทพฯ ที่ประจำการแทน Apsara Dining Cruise ที่อยู่ในระหว่างการปรับปรุงโฉมใหม่

  • ความน่าสนใจของเรือลำนี้อยู่ที่ดีไซน์ที่กรุด้วยกระจกรอบโซนไดนิ่ง และมีครัวใหญ่ที่ปรุงอาหารทุกจานจากที่นี่ 

  • พูดง่าย ๆ ว่านี่คือการนำเอาร้านอาหารไทย Saffron ของโรงแรมฯ ยกมาไว้บนเรือ ภายใต้การนำของเชฟเรณู หอมสมบัติ เชฟ Corporate ของ Saffron ร้านอาหารไทยของโรงแรมบันยันทรีทุกสาขาทั่วโลก

ดาดฟ้าเรือของ Saffron Cruise
ดาดฟ้าเรือของ Saffron Cruise

ใครเคยผิดหวังกับการดินเนอร์มื้อค่ำบนเรือสำราญล่องแม่น้ำเจ้าพระยา เราขอให้คุณเปิดใจลองใหม่อีกครั้งกับ Saffron Cruise เรือสำราญลำล่าสุดของโรงแรมบันยันทรี กรุงเทพฯ ที่ประจำการแทน Apsara Dining Cruise ที่อยู่ในระหว่างการปรับปรุงโฉมใหม่ 

รอบแรกเรือล่องชมพระอาทิตย์ตก
รอบแรกเรือล่องชมพระอาทิตย์ตก

ทำไมเราขอให้คุณลองเปิดใจ? เราเคยเป็นเหมือนคุณ มื้อดินเนอร์บนเรือสำราญส่วนมากเป็นบุฟเฟ่ต์ หรือไม่ก็เป็นอาหารไทยแบบเซ็ตเมนูที่มีแต่เมนูที่เหมือนกันเกือบทั้งหมด เรียกว่า “ขึ้นลำไหนก็ได้” แต่เรามาที่นี่เพราะเชื่อรสมือของเชฟเรณู หอมสมบัติ เชฟ Corporate ของ Saffron ร้านอาหารไทยของโรงแรมบันยันทรีทุกสาขาทั่วโลก  เราเคยได้พูดคุยกับเธอถึงการทำงานของเธอในฐานะเชฟรับเชิญในต่างแดน เธออาจจะไม่เป็นที่รู้จักสักเท่าไหร่ในบ้านเรา แต่เธอคือเชฟระดับซุปเปอร์สตาร์ในต่างแดน โดยเฉพาะคนที่ชอบอาหารไทย มื้ออาหารของเธอถูกจองเต็มทุกมื้อที่เปิดในต่างแดน เธอบอกกับเราว่าเธอไม่เคยปรับรสชาติให้กับคนชาวต่างชาติ เพราะเธอเชื่อว่าเขาต้องการกินอาหารไทยรสชาติเหมือนคนไทยกิน ซึ่งบางครั้งชาวต่างชาติก็กินรสจัดกว่าคนไทยเสียอีก  เราถามเธอถึงความสำเร็จในฐานะเชฟอาหารไทย เธอตอบว่า “คุณจะมีเสน่ห์ปลายจวักอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีอรรถรส เหมือนอาหารจานหนึ่ง เสน่ห์ปลายจวัก คือ อาหารสวยอร่อย แต่อรรถรสไม่ใช่ความอร่อย แต่แยกออกมาเป็นองค์ประกอบอื่นๆ จะทำยังไงให้ลูกค้ารู้สึกสบายใจ คุ้มค่าที่จ่ายเงิน กินอาหารที่แม่ทำ เรารู้สึกว่าอร่อยธรรมดา แต่มีเสน่ห์ อรรถรสคือ แม่มานั่งคุยมาเอนจอยกับเรา พี่ว่าอาหารไทยหนีเสน่ห์ปลายจวักไม่ได้ ความอร่อยไม่ชัดเจนแต่อรรถรสแบ่งแยกได้ ใส่จิตวิญญาณใส่ใจลงไป”

เชฟเรณู หอมสมบัติ
เชฟเรณู หอมสมบัติ 

มาที่เรื่องของการออกแบบ Saffron Cruise ต้องบอกว่าเหมือนยกเอาโรงแรมบันยันทรี กรุงเทพฯ มาลอยน้ำ ใส่วัฒนธรรมไทยแบบดั้งเดิมผสมผสานกับแบบสมัยใหม่ประยุกต์ โดยสร้างให้มีความยาวถึง 38 เมตร เด่นตรงที่ดาดฟ้าเปิดโล่งและมีบาร์เป็นศูนย์กลางที่เรียกว่า มูนเดค (Moon Deck) ให้นั่งดื่มชมวิวสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาได้แบบ 360 องศา ซึ่งคล้ายกับ Moon Bar บนชั้นดาดฟ้าของโรงเรมฯ 

Moon Deck ทำหน้าที่เป็น Rooftop Bar
Moon Deck ทำหน้าที่เป็น Rooftop Bar
มองจากดาดฟ้าจะเห็นห้องอาหารด้านล่าง
มองจากดาดฟ้าจะเห็นห้องอาหารด้านล่าง

ส่วนของห้องอาหารชั้นล่าง มีกลิ่นอายของห้องอาหาร Saffron อยู่บ้าง แต่ดีไซน์หลักอยู่ที่การกรุกระจกรอบห้องอาหารเพื่อให้เราชมวิวได้โดยไม่ต้องขึ้นไปบนดาดฟ้า คล้ายเรือชมแม่น้ำ Sumida ในกรุงโตเกียว นอกจากนั้นยังออกแบบครัวให้ใหญ่โตกว่าครัวเรือสำราญทั่วไป เนื่องจากครัวนี้จะถูกใช้จริงตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงเสิร์ฟ พูดง่าย ๆ ว่าเชฟเรณูยกห้องอาหารซัฟฟรอนขึ้นมาบนเรือก็ว่าได้ 

นั่งดินเนอร์ชมพระปรางค์วัดอรุณฯ ได้เลย
นั่งดินเนอร์ชมพระปรางค์วัดอรุณฯ ได้เลย

Saffron Cruise ให้บริการ 2 รอบ รอบแรก ล่องเรือชมพระอาทิตย์ตกดิน พร้อมเครื่องดื่ม 1 แก้ว ราคา 550 บาท เรือออกจากท่าเรือของเอเชียทีค เวลา 17.00 น. และกลับมาถึงท่าเรือของเอเชียทีค เวลา 18.00 น. และออกจากท่าเรือของไอคอนสยาม ท่าที่ 2 เวลา 17.30 น. และกลับมาถึงท่าเรือของไอคอนสยาม เวลา 18.30 น. รอบที่ 2 สำหรับมื้อดินเนอร์อาหารไทย 5 คอร์ส พร้อมเครื่องดื่ม 1 แก้ว ราคา 3,200 บาท เรือออกจากท่าเรือของไอคอนสยาม ท่าที่ 4 เวลา 19.00 น. และกลับมาถึงเวลา 22.00 น. เราเริ่มตั้งแต่ล่องชมพระอาทิตย์ตกไปเลย ต้องบอกว่าวิวดีมาก ใครชอบแสงสียามเย็นบอกเลยว่าคุ้มราคามาก แต่เรายังคงติดใจรสชาติอาหารของเชฟเรณูจึงดินเนอร์ต่อด้วยเลยกับอาหาร 5 คอร์ส 

Welcome Drink
Welcome Drink
เมี่ยงกลีบบัว ของกินเล่นก่อนมื้อค่ำ
เมี่ยงกลีบบัว ของกินเล่นก่อนมื้อค่ำ

เรียกน้ำย่อยด้วย “ปากหม้อลาบเป็ด หมีกกระเทียมพริกไทย หรุ่มไส้กุ้ง” ที่เชฟเรณูทำออกมาแบบผสมผสานแต่ไม่ฟิวชั่น รสชาติยังคงไทยจ๋า แป้งปากหม้อเนื้อบางนุ่มเหนียวกับไส้ลาบเป็ดที่รสจัดเรียกน้ำลายได้อย่างดี ตามด้วยปลาหมึกเคี้ยวหนึบกับซอสกระเทียมพริกไทยผสมหมึกดำ และหรุ่มไข่ห่อด้วยพล่ากุ้งก็ยังคงรสจัดจ้าน

ปากหม้อลาบเป็ด หมีกกระเทียมพริกไทย หรุ่มไส้กุ้ง
ปากหม้อลาบเป็ด หมีกกระเทียมพริกไทย หรุ่มไส้กุ้ง

จานต่อมาเป็นคอร์สของสลัด หรือจะบอกว่ายำแบบไทย ๆ ก็คงได้ “ยำปลาแซลมอนสมุนไพร” เชฟนำเอาแซลมอนไปจี่ให้สุกในกระทะ ราดด้วยน้ำยำสมุนไพรรสจัด กินกับสลัดผักที่ราดด้วยน้ำยำโรยด้วยหมูแผ่นที่ใส่เพื่อช่วยลดเผ็ด 

ยำปลาแซลมอนสมุนไพร
ยำปลาแซลมอนสมุนไพร

มาที่ซุป เชฟอินสปายมาจากอาหารอีสาน “แจ่วฮ้อนทะเล” หอย ล็อบสเตอร์ และปลาหมึกที่นำไปย่างให้หอม ใส่ด้วยวุ้นเส้น มะเขือเทศ​ และผักบุ้ง ราดด้วยน้ำซุปรสเผ็ดเปรี้ยว

แจ่วฮ้อนทะเล
แจ่วฮ้อนทะเล
Palate Cleanser
Palate Cleanser

ส่วนเมนคอร์สมา 2 อย่าง “ผัดกะเพราเนื้อ” เนื้อนุ่มมาก เราแอบถามเชฟว่าไม่ได้หมักอะไรเลยแค่ปรุงให้ถูกวิธี แถมยังรสจัดด้วยเครื่องกะเพรา

ผัดกะเพราเนื้อ
ผัดกะเพราเนื้อ

อีกจานเป็น “แกงเขียวหวานไก่ย่าง โรตีกรอบ” แกงเขียวหวานรสเข้มข้นกับเนื้อไก่นุ่ม ๆ มาพร้อมโรตีทอดกรอบ เลือกได้ว่าจะกินอาหารจานหลักกับข้าวที่มีให้เลือก  2 อย่าง คือ ข้าวหอมมะลิ และข้าวหุงกับขมิ้น 

แกงเขียวหวานไก่ย่าง โรตีกรอบ
แกงเขียวหวานไก่ย่าง โรตีกรอบ

ปิดท้ายด้วยของหวาน “ข้าวเหนียวมะม่วง ไอศกรีมมะพร้าวคั่ว หยกมณี ขนมเบื้องกรอบ และผลไม้รวม” จบมื้อนี้เชฟบอกว่าเมนูอาหารจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ มาแล้วสามารถมาอีกครั้งได้  หลังมื้ออาหารเราแนะนำให้ดื่มชาร้อน ๆ หรือจะสั่งค็อกเทลสักแก้วตบท้ายที่มูนเดคก็น่าจะสร้างบรรยากาศของการชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยาได้ดีในช่วงท้ายของการดินเนอร์

ข้าวเหนียวมะม่วง ไอศกรีมมะพร้าวคั่ว หยกมณี ขนมเบื้องกรอบ และผลไม้รวม
ข้าวเหนียวมะม่วง ไอศกรีมมะพร้าวคั่ว หยกมณี ขนมเบื้องกรอบ และผลไม้รวม
การแสดงภายในเรือ
การแสดงภายในเรือ

ติดตามเรื่องราวร้านอาหารดี ๆ จาก #ห้ามพลาด ที่จะมาเล่าเรื่องราวของร้านอาหารมากกว่าเพียงรีวิวร้านอาหารใหม่ แต่อาหารมีเรื่องราวซ่อนอยู่เสมอ อ่านต่อได้ที่ 

เมนูห้ามพลาด

ยำปลาแซลมอนสมุนไพร, ผัดกะเพราเนื้อ

แผนที่

ICON Siam Pier 2

การติดต่อ