“ลุงฟรุตตี้” ร้านผลไม้ขวัญใจเด็กจุฬาฯ ตำนาน 32 ปี
  1. “ลุงฟรุตตี้” ร้านผลไม้ขวัญใจเด็กจุฬาฯ ตำนาน 32 ปี

“ลุงฟรุตตี้” ร้านผลไม้ขวัญใจเด็กจุฬาฯ ตำนาน 32 ปี

“อายุมากขึ้น เจ็บป่วย ทำขายได้น้อยลง และมีแต่รายจ่ายที่เพิ่มขึ้น” คือปัญหาที่กำลังรุมเร้า “ลุงฟรุตตี้” คุณลุงผู้ขับเวสป้าขายผลไม้ทั่วจุฬาฯ มาแล้วกว่า 32 ปี!
writerProfile
5 ก.พ. 2018 · โดย

ท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าว ในช่วงเวลาที่เข็มสั้นและเข็มยาวของนาฬิกาต่างพร้อมใจกันชี้ขึ้นตรง เสียงพูดคุยจอแจเริ่มดังขึ้น พร้อม ๆ กับเสียงฝีเท้าของนิสิตจุฬาฯ มากหน้าหลายตาที่เดินลงมาจากอาคาร บ้างก็เดินเข้าโรงอาหารคณะ สถานที่ฝากท้องขาประจำ บ้างก็หันหน้าเดินออกไปยังโรงอาหารคณะอื่นเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ บ้างก็ทำเพียงแวะซื้อของกินจาก 7-11 ด้วยไม่สามารถต่อสู้กับฝูงชนจำนวนมากได้ และบ้าง...ก็รีบวิ่งตรงมาหา “ลุงฟรุตตี้ จุฬาฯ” คุณลุงที่ส่งรอยยิ้มสดใสรอคอยเด็ก ๆ เคียงข้างเวสป้าคันเก่าคู่ใจ พร้อมประโยคประจำตัว

“เอาผลไม้ไหมคร้าบบบ สด ๆ เลยนะครับ วันนี้มี...”

ลุงฟรุตตี้
"ลุงฟรุตตี้" เจ้าของรอยยิ้มสดใสที่เราที่เด็กจุฬาฯ ต่างคุ้นเคย

ร้อยยิ้มกว้างแฝงด้วยท่าทางกระตือรือร้นนั้นดึงดูดให้เราต้องเดินตามเสียงเรียกเข้าไปดูว่า ผลไม้ของลุงมีอะไรบ้าง

“วันนี้มี… นี่...สด ๆ เลยนะ หวานเลย เอ๊ะ หนูนี่… โอ้โห โหงวเฮ้งดูดีนะ อนาคตรวย หน้าที่การงานดีเลย”

นอกจากจะขายผลไม้เป็นงานหลักแล้ว งานอดิเรกที่ “ลุงฟรุตตี้” ทำเป็นประจำ ก็คือการดูดวงให้เด็ก ๆ ที่เข้ามาซื้อนี่แหละ ลุงดูได้ทั้งโหงวเฮ้งและเส้นลายมือเลย แม่นบ้างไม่แม่นบ้าง ส่วนใหญ่ก็ดูกันขำ ๆ แต่บางคนก็บอกว่าแม่นจริง ๆ

ลุงฟรุตตี้
ดูโหงวเฮ้งก็ได้ ดูลายมือก็ดี

แน่นอนว่าชื่อเสียงของลุงไม่ได้มาเพราะการดูดวงเพียงอย่างเดียว เพราะสิ่งที่ทำให้ทุกคนหลงรักและรอคอยเวลาที่รถเวสป้าคันเก่าของลุงฟรุตตี้จะโผล่เข้ามาในคลองสายตา ก็ยังคงเป็น “ผลไม้สด ๆ” ของลุงฟรุตตี้ไม่เปลี่ยนแปลง

จุดเด่นของผลไม้ลุงฟรุตตี้ คือ การตระเตรียมให้พร้อมกิน แบบที่ว่าคนซื้อสามารถเปิดถุงแล้วจิ้มกินได้เลย หากเป็นแตงโม ลุงฟรุตตี้ก็จะแกะเมล็ดออกให้ เพื่อให้เด็ก ๆ กินได้อย่างสะดวก หรือถ้าเป็นเมนูเด็ดอย่างเงาะ ลุงฟรุตตี้ก็จะปอกเปลือก แกะเมล็ดออกให้เหลือเพียงเนื้อสีใสนุ่มฉุ่มช่ำ พร้อมแพ็กเกจอย่างดีในถุง พลาสติกเสียบด้วยไม้จิ้ม แถมลุงยังเก็บผลไม้ไว้อย่างดีในกล่องเก็บความเย็นหลังรถอีกด้วย มั่นใจได้เลยว่าผลไม้ที่จะถึงมือลูกค้า นั้นสดและเย็นเจี๊ยบชื่นใจแน่นอน!

"เราขายมานาน เรารู้ดีว่าลูกค้าเขาชอบแบบไหน เขาชอบแบบไม่มีเมล็ดเพราะเขาต้องรีบ มีเวลาพักแค่ชั่วโมงเดียวก็ต้องไปเรียนต่อแล้ว ลุงก็เลยจัดการให้แทน”

ลุงฟรุตตี้
ผลไม้สด ๆ ฉ่ำ ๆ ปอกเปลือก แกะเมล็ด พร้อมกิน เพื่อลูกค้าทุกคน

แค่ได้ฟังก็รับรู้ได้ถึงความเอาใจใส่ที่ลุงมีต่อเด็ก ๆ และความรู้จริงสมกับที่ลุงฟรุตตี้เปิดขายมานานกว่า 32 ปี จนภาพของคุณลุงท่าทางใจดีขี่เวสป้าขนผลไม้กลายเป็นภาพติดตาที่ทุกคนในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยต่างรู้จัก และมองหาลุงเมื่อนึกอยากกินผลไม้สด ๆ เย็น ๆ ขึ้นมา

“เรื่องเวสป้านี่ตลกมากเลยนะ คือตอนลุงอายุ 10 กว่าขวบ ลุงเห็นเวสป้าแล้วลุงชอบมากเลย ตอนนั้นคันละไม่กี่พันบาทเอง ลุงคิดตั้งแต่เด็กเลยว่า ถ้าลุงมีเวสป้า ลุงจะเอามาขายของแบบนี้ (หัวเราะ)”

ลุงฟรุตตี้
ลุงฟรุตตี้และเวสป้าคันเก๋าของลุง

ครอบครัวของลุงฟรุตตี้ขายผลไม้มาตลอดตั้งแต่ที่คุณพ่อของคุณลุงข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากเมืองจีน ตัวลุงเองก็เริ่มขายครั้งแรกตั้งแต่อายุไม่ถึง 15 ปีดีด้วยซ้ำ แต่ก็ขายได้ไม่นานเพราะติดปัญหาหลาย ๆ อย่าง ลองออกไปทำงานอย่างอื่นมาแล้วก็มี แต่สุดท้ายก็กลับมาในเส้นทางนี้เพราะคิดถึงการขายผลไม้

“เมื่อก่อนพ่อลุงไม่ได้ขายแค่ผลไม้สดนะ มีขายถั่ว ขายผลไม้ดองด้วย ผลไม้ดองของพ่อลุงเนี่ยมีชื่อมาก พวกมะม่วงดอง กระท้อนดอง แต่หลัง ๆ มันไม่มีเวลา ก็เลยขายแค่ผลไม้สดนี่แหละ”

ลุงฟรุตตี้
แตงโมแกะเมล็ด
ลุงฟรุตตี้
ลูกพลับ

เห็นเรียกกันแต่ “ลุงฟรุตตี้” เราจึงอดถามไม่ได้ว่า แท้จริงแล้วลุงฟรุตตี้มีชื่อว่าอะไร และเหตุใดจึงกลายมาเป็นลุงฟรุตตี้ของทุกคนแบบนี้ ซึ่งลุงฟรุตตี้ก็ตอบเราว่า เดิมทีลุงชื่อ บักเซี้ย แซ่ลิ้ม เป็นภาษาแต้จิ๋ว แต่พอมาขายผลไม้ เด็ก ๆ ก็เลยเรียกกันว่าลุงผลไม้ ต่อมาถึงค่อยเอาภาษาอังกฤษมาใช้ให้ดูโก้ ๆ หน่อย กลายเป็นลุงฟรุตตี้ไปแทนเสียอย่างนั้น

“แล้วก็จะมีเด็กนิเทศเนี่ย เรียกลุงว่าลุงป๊ง ลุงไม่รู้ว่าเอามาจากไหน เคยมีเด็กเดินมาถามว่า ลุงป๊ง ๆ รู้ไหมหนูอยู่คณะอะไร เอ้า! ลุงก็รู้สิ ก็คณะที่เรียกลุงแบบนั้นมีอยู่คณะเดียวนี่”

ลุงฟรุตตี้
ลุงจำได้หมดเลยว่าลูกค้าประจำคนไหนมาจากคณะอะไร
ลุงฟรุตตี้
จะเรียกลุงป๊ง หรือลุงฟรุตตี้ ก็หันหมดนะ : )

โดยปกติแล้วลุงฟรุตตี้จะเริ่มขายรอบแรกตอนช่วงเที่ยง พอของหมดก็จะกลับไปเอาที่บ้านของลุงตรงสามย่าน เตรียมของเสร็จก็จะได้เวลาออกรอบสองประมาณบ่ายสามโมงพอดี จากนั้นพอของหมด ลุงจะกลับไปเอาของรอบสุดท้าย รอบนี้จะอยู่ที่เวลาประมาณหกโมงเย็น ส่วนจุดขายผลไม้ของลุง ก็อยู่บริเวณคณะอักษรศาสตร์, คณะเศรษฐศาสตร์ และคณะนิเทศศาสตร์

“ตอนแรกลุงวางแผนไว้ว่าจะเริ่มขายให้น้อยลง แต่มันมีปัญหา มีเรื่องที่ต้องใช้เงินเข้ามา ก็เลยต้องเพิ่มมาขาย 3 รอบแทน พออายุมากขึ้นก็ทำได้น้อยลง แต่ละรอบก็ขนผลไม้มาแบบแค่ไหนแค่นั้น แล้วค่อยกลับไปเอาเพิ่มรอบต่อไปแทน นี่แฟนลุงก็นั่งทำผลไม้อยู่ที่บ้านนี่แหละ”

ลุงฟรุตตี้
ที่กล่องผลไม้ ลุงจะติดแคลอรีของผลไม้ต่าง ๆ ไว้ให้สาว ๆ ที่กำลังรักษาหุ่นได้ตัดสินใจก่อนด้วย

ช่วงสามถึงสี่ทุ่ม จะเป็นเวลาที่ลุงฟรุตตี้ขายผลไม้รอบสุดท้ายเสร็จ แต่จุดหมายต่อไปกลับไม่ใช่การกลับบ้านเพื่อพักผ่อน เพราะลุงยังต้องออกไปตระเวนซื้อผลไม้สำหรับวันพรุ่งนี้ต่อ ผลไม้แต่ละอย่างนั้น ลุงฟรุตตี้จะเป็นผู้คัดเลือกเองกับมือ พอเลือกได้แล้วจึงค่อยเตรียมปอกเตรียมหั่นในตอนเช้า

“สมัยก่อนพ่อลุงก็เตือนไว้นะ อาชีพขายผลไม้เนี่ย ทำอย่างไรมันก็ไม่รวยหรอก อายุมากขึ้นมันก็ทำได้น้อยลง ๆ แต่พออายุมากขึ้น เรากลับต้องใช้เงินเยอะขึ้นเนอะ”

ลุงฟรุตตี้
ในแต่ละรอบ ลุงก็จะขนผลไม้ออกมาได้ไม่เท่าไรนัก เพราะมีคนทำอยู่แค่ตัวลุงเองกับภรรยา

ปัญหาที่ลุงฟรุตตี้เจอในตอนนี้คืออาการป่วยของตนจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อ 5-6 ปีก่อน ที่ยังคงส่งผลมาถึงปัจจุบัน ภรรยาเป็นโรคความดัน ส่วนลูกชายคนเล็กก็ป่วยต้องหาหมอตลอดเวลา ลุงฟรุตตี้จึงต้องอาศัยขายผลไม้ในบริเวณจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยต่อไปเพื่อหาเงินมาโปะค่าใช้จ่าย ในขณะที่สัญญาค่าเช่าบ้านก็สูงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างในปีล่าสุดนี้ก็ปาไปกว่าห้าแสนบาท

“ก็มันยังมีเรื่องให้ต้องจ่าย ลุงต้องขายให้มากขึ้น ลูกหลานเรามี แต่เราก็ไม่อยากรบกวนเขา เพราะเขามีภาระเหมือนกัน ตอนนี้ร่างกายลุงยังไหว ก็ต้องทำต่อไป”

ลุงฟรุตตี้
แม้จะเหนื่อย แต่ก็ยังคงยิ้มสู้ เพื่อลูกค้าที่ต้องการผลไม้เย็น ๆ และครอบครัวที่รอคอยอยู่เบื้องหลัง

แม้ว่าอาชีพ “คนขายผลไม้” จะเป็นอาชีพที่ลุงบักเซี้ย หรือลุงฟรุตตี้รักจนถึงกับละทิ้งงานอื่น เพื่อมาเดินทางในเส้นทางนี้ แต่สภาพร่างกายและอาการป่วยในวัย 60 ปีกลับกลายมาเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ลุงเริ่มทรมานจากการทำสิ่งที่ตนรัก รวมถึงภาระค่าใช้จ่ายอีกมากมายของครอบครัวที่ลุงฟรุตตี้ต้องแบกไว้บนหลัง และก้าวเดินต่อไปพร้อม ๆ กับเรี่ยวแรงที่น้อยลง ความรักในอาชีพ และกำลังใจจากคนในครอบครัว