เมนูของร้าน Locus Native Food Lab
ความสร้างสรรค์แปลกใหม่ให้อาหารไทยเปิดมา 1 ปี แล้วครับ ได้รับความนิยมดีมาก ต้องจองล่วงหน้า เป็นเดือน ทั้งร้านรับได้ 14 คน หน้า counter 6 คน และด้านล่าง อีก 2 โต๊ะ โต๊ะละ 4 คน แต่วันนี้โชคดีที่มีโต๊ะด้านล่างว่างพอดี แต่อาจจะไม่ได้เห็นตอน Chef เตรียมอาหาร แต่ก็ไม่เป็นไรครับ ลูกค้าท่านไหนทานอะไรไม่ได้ คุณน้ำหวาน ภรรยาของ Chef ก้อง จะ Facebook message มาถามก่อน เมนูปรับได้เล็กน้อย แต่ถ้าไม่กินกะปิ อาจจะยากครับ Chef เพราะอาหารไทยหลายๆอย่าง ตัวซุปมีกะปิเป็นส่วนประกอบ Chef ทำอาหารตามฤดูกาล ตามสิ่งที่ได้มาครับ เมนูเปลี่ยนทุกเดือน ดังนั้น เป็นลูกค้าประจำได้นะครับ Chef เป็นคนที่ชอบทำอาหารมาตั้งแต่เด็ก ไปอยู่ Canada ตั้งแต่ High School ดังนั้น ใครจะพาแขกฝรั่งมาทาน Chef สามารถอธิบายได้ เรื่องภาษาอังกฤษ เคยมีร้านอาหาร 2-3 ร้าน จนได้ภรรยาชาวเหนือ และได้มาเรียนรู้เทคนิคการทำอาหารของล้านนา จึงตัดสินใจเปิด Chef table จานที่หนึ่ง แต่มาเป็นแก้ว ปกติไม่เสริฟเครื่องดื่มครับ แต่ Chef เห็นว่าเข้าหน้าร้อนแล้ว เครื่องดื่มนี้จะทำให้ลูกค้ารู้สึกสดชื่น เพราะทำจากสมุนไพร 5 ชนิด ซึ่งมีฤทธิ์ ฟอกปอด ไม่อยากบุหรี่ ประกอบด้วยสะระเน มูกรด ตะไคร้ โหระพา กระเพา เอามาทำเป็น Syrup สำหรับคนเป็นเบาหวาน ไม่ต้องกล้วครับ เพราะความหวาน แต่มีฟาดตัด ร่ายกายจะขับน้ำตาลออกเอง สุดท้ายเติมกลิ่นและรสชาติด้วย ผักไผ่ มะนาว และเม็ดแมงลัก 😋x3 จานที่สอง “สลัดถั่วเน่า” เป็นสลัดที่ทำจากถั่วเน่าเมอะ (คล้ายๆ Nutto ของญี่ปุ่น) กับ sprouts ของ ถั่ว และ ทานตะวัน ยอดผักปังที่มีความยืดๆ ทานกับเต้าหู้ชุปแป้งทอด รสชาติแปลกแต่ดี น้ำสลัดออกเปรี้ยวๆหน่อย คล้ายๆพอนซึ เป็นการเริ่มต้นการกิน เรียกน้ำย่อยที่ดีครับ 😋x4 จานที่สาม “ยำปลากระป๋อง” ซึ่งปกติเป็นอาหารที่ทานเวลาสิ้นเดือนของคนทำงานหนักแต่รายได้น้อย ชักหน้าไม่ถึงหลัง Chef ทำยำปลากระป๋องแบบ deconstruct คือ ส่วนต่างๆของยำถูกแยกออกจากกัน ตัวมูสและแป้งกรอบๆทำจากปลากระป๋อง (ไม่เห็นภาพปลากระป๋องเดิมเลย) เสริฟพร้อมกับปลาช่อนนาชุบเกล็ดขนมปังทอด😋x5 จานที่สี่ “หลู่” หลายคนไม่ทานหลู่ เพราะมันคือ เลือดหมูดิบ กับเครื่องใน แต่จานนี้เป็นมังสวิรัติครับ เพราะ Chef อยากให้คนรู้จักหลู่ ให้ทุกคนเข้าถึงได้ แทนที่จะใช้เลือดหมู ใช้น้ำแตงโมและบีทรูทแทน เครื่องในไม่ใช้ ใช้เห็ดและขนุนแทน ทานเสร็จแล้วจะรู้สึกร้อนเพราะยังทิ้งความเป็นหลู่เอาไว้ด้วยพริกแห้ง 😋x3 จานที่ห้า “ยำมะม่วงกับใบชะพลู” เครื่องเมี่ยงมะม่วงที่ปรุงรสปลาหล้าหอมๆ ราดด้วยน้ำปลาหวานที่ทำจากน้ำอ้อย ถูกเสริฟมาบนใบชะพลู ทานกับหอมแดง กระเทียมไทย และพริกสด 😋x4 จานที่หก “แกงอ่อมอกเป็ด” จานนี้ speechless !!! เพราะอึ่งกับความคิดสร้างสรรค์ของ Chef และความ perfect ขแงมัน แกงอ่อมถูก reduce ให้เป็นแค่ซอสที่ยังคงรสชาติและความหอมเอาไว้ แต่เพิ่มความหวานเข้ามาเพื่อให้ทานกับเป็ดได้อร่อย ตัวเมอแรงถูกทำให้เป็นไทยๆ เพิ่มรสชาติให้จานนี้ถูกเรียกว่าแกงอ่อมด้วยน้ำปลา ทานกับข้าวจี่ potion เล็กๆ ให้เหมือนอาหารเหนือที่ต้องมีข้าวนึ่งทานคู่กัน อกเป็นถูกทำให้สุกได้นุ่มมากๆ (คิดว่าน่าจะเป็นการทำให้สุกด้วยความร้อนต่ำๆ) ทั้งหมดนี้ ถูกเสริฟมาด้วย presentation ที่สวยงาม 😋x6 จานที่เจ็ด “แหนมตับ” ตัวแหนมถูกนำไปชุบเกล็ดขนมปังทอด เสริฟมาข้างๆ กับ Poach egg และมันบดที่ผสมกับ blue cheese และปลาหล้า จานนี้ทุกอยากลงตัวอยางดีครับ ทั้งรสชาติและ texture ที่หลากหลาย 😋x5 จานที่แปด “ต้มส้มไก่บ้านนึ่ง” อาหารจานนี้ดูธรรมดาแต่ไม่ธรรมดาครับ ตัวเนื้อไก่เป็นไก่บ้านเอาไป brine กับสมุนไพรต่างๆทำให้เนื้อไก่มีรสชาติและความหอม ก่อนที่จะนำไปนึ่งให้สุก ซุปที่เสริฟเป็นซุปไก่ที่ถูกสร้างความเปรี้ยวด้วยยอดส้มป่อย เวลาทานให้นำซุปมาเทราดใส่ไก่ครับ 😋x5 จานที่เก้า “ผัดฉ่าเนื้อสับปะรดภูแล” เมนูนี้ถูกสร้างโดยลูกมือของ Chef ที่ถูกให้โอกาส ได้ลองสร้างอะไรใหม่ๆด้วยตัวเอง ผัดฉ่าเครื่องเทศรุนแรง เนื้อสไลด์บางๆ ถูกตัดรสด้วยความหวานอมเปรี้ยวนิดๆของสับปะรดท้องถิ่นอย่างภูแล เพื่อให้ได้รสชาติใหม่ แต่ยังคงความเป็นผัดฉ่าอยู่ ชอบที่เนื้อถูกหั่นบางๆ เข้าใจว่าเป็นเนื้อส่วนที่เหนียว แต่คงอยากที่จะให้คงความเป็นเนื้อเอาไว้โดยที่ไม่เหมือนเคี้ยวหนังยาง 😋x4 จานสุดท้าย จานที่สิบ “ปลากิมใข่เตา” เป็นจานตบท้ายอย่างลงตัว กินคาวไม่กินหวาน สันดานไพร่ แต่จานหวานจานนี้ ถูกทำได้อย่างน่าสนใจ ขนมประกิม ต้องมีหม้อหวาน และหม้อเค็ม ทานคู่กัน ฝั่งเค็ม ประกอบด้วย กะทิเค็ม และไอศครีมงา โรยข้างๆด้วยมะพร้าวกรอบ ฝั่งหวาน เป็นโมจิต้มกับน้ำตาล และน้ำกะทิเชื่อม ทั้งหมดทานคู่กับแป้งกรอบเค็มที่มีส่วนผสมของผักชี 😋x5 อาหารไทย ทานคู่กับไวน์ได้หลายตัวครับ Chef เป็นคนชอบดื่มไวน์มาก รู้จักไวน์อย่างดี สามารถแนะนำได้ตามความชอบของแต่ละคน แนะนำว่า ถ้าต้องการประสบการณ์ให้ครบ ดื่มไวน์ไปด้วยนะครับ ราคามีตั้งแต่ 1400 - 5000 บาทต่อขวดครับ คะแนนตามหัวข้อ: <บรรยากาศ> 9/10 <รสชาติ> 10/10 <บริการ> 10/10 <ความเร็ว> -/10 10 courses ประมาณ 2 ชั่วโมงครับ <ความคุ้มค่า> 10/10 อิ่มและได้ความรู้เรื่องราวเกี่ยวกับอาหารและสุขภาพ อาหารกาย อาหารตา อาหารใจ ห้าดาวครับ ใครที่อยากทานอาหารที่แตกต่างออกไป เบื่ออาหารแบบเดิมๆ อยากรับรู้เรื่องราวของอาหารนั้นๆ และชอบศิลปะ appreciate ความคิดสร้างสรรค์ ก็ขอให้ไปลองดูครับ หมายเหตุ: การวิจารณ์นี้เป็นความเห็นส่วนตัวครับ คนเราชอบไม่เหมือนกัน ถ้าวิจารณ์ไม่ถูกใจก็โปรดให้อภัยนะครับ คิดว่าเป็นความเห็นหนึ่งนะครับ จะได้ชนะคู่แข่งได้ เพราะเดี๋ยวนี้ร้านอาหารเยอะมากๆครับ เอาใจช่วยครับ... อ่านต่อ
1 Like0 Comment
LikeShare
photo