เมนูของร้าน Indian Hut ถนนสุรวงศ์ติดกับ
Chutneyหอมแดงดอง ชัดนี่มะม่วง ชัดนี่สะระแหน่
ลิ้มลองรสชาติใหม่ๆผ่านอาหารอินเดียหากกล่าวถึงอาหารอินเดีย หลายๆอาจจะทำปากเบ้ ร้องยี้ก็เป็นได้ ด้วยความที่คนไทยรับรู้ รับฟังสาส์นมาว่าอาหารอินเดียกลิ่นแรง เต็มไปด้วยเครื่องเทศ รสชาติจัดจ้าน หน้าตาไม่สวยงามน่ารับประทาน อีกทั้งการถ่ายทอดสารคดีวิถีชีวิตคนอินเดียก็มักจะออกมาในมุมที่ไม่ค่อยน่าชมเท่าไหร่นัก แพรเองก็คิดแบบนี้เหมือนกันในตอนแรกที่คุณแฟนชวนไป แต่บทความนี้แพรอยากให้ทุกท่านลองเปิดใจอ่านดู และตามไปพิสูจน์กันว่าอาหารอินเดียจริงๆมันไม่โอเคเหมือนที่คิดไว้หรือเราแค่คิดไปเอง... ร้านอาหารอินเดียที่แพรเลือกไปชิมชื่อร้าน Indian Hut ตั้งอยู่ตรงหัวมุมใกล้ทางขึ้นทางด่วนด่านสุรวงศ์ ถนนสุรวงศ์ ร้านไม่มีที่จอดรถเป็นสัดเป็นส่วนนะคะ ตอนมาก็จอดติดร้าน เป็นซอกเล็กๆที่จอดได้แค่ 3-4 คัน แล้วเวลาจะออกต้องเรียกลูกค้าท่านอื่นมาขยับรถ ไม่สะดวกเลยจริงๆ แนะนำว่ามาแท็กซี่จะดีกว่าค่ะ เดินเข้ามาในร้านยังไม่ได้กลิ่นเหม็นอะไร แต่กลับได้กลิ่นหอมๆของเครื่องเทศ บรรยากาศของร้านเป็นแบบ fine dinning ก็คือภัตตาคาร ห้องอาหารหรูหรา โปร่ง มีแอร์ ติดโคมระย้าคริสตัสสวยงาม โต๊ะมีผ้าปูโต๊ะ ผ้ากันเปื้อน เก้าอี้เป็นเก้าอี้พนักพิงทรงสูง มีโต๊ะสำหรับ 2 คน 4 คน หรือหากมาเป็นกลุ่มใหญ่ทางร้านก็สามารถต่อโต๊ะได้ ในส่วนของห้องส่วนตัวก็มีให้บริการ แต่ไม่ทราบค่าใช้จ่าย ควรสอบถามเพิ่มเติมกับทางร้านค่ะ ร้านนี้ขายอาหารอินเดียตอนเหนือ ซึ่งอาหารทางภาคเหนือจะรสชาติไม่จัดจ้าน ไม่เข้มข้นเท่าอาหารอินเดียตอนใต้ เดิมทีอาหารอินเดียเหนือถือว่าเป็นอาหารชาววังของราชาแคว้นต่างๆ แต่แล้วเมื่อเกิดสงคราม เหล่าราชาและกษัตริย์อพยพ ย้ายถิ่นฐาน เหล่าพ่อครัวทั้งหลายก็พากันนำสูตรอาหารและวัฒนธรรมการปรุงแบบชาววังไปเผยแพร่ ทำให้ประชาชนอย่างเราๆได้มีโอกาสลิ้มรสสูตรชาววังตามไปด้วย อาหารอินเดียตอนเหนือนี้จะเน้นพวกไขมัน เช่น Ghee(เนยประเภทหนึ่ง) โยเกิร์ต นมแพะ เนื้อแพะ ฯลฯ เนื่องจากตอนเหนือของอินเดียเต็มไปด้วยภูเขา ผู้คนต้องการความอบอุ่นจากไขมันสัตว์ และจุดเด่นๆของอาหารอินเดียคงไม่พ้นเครื่องเทศนานาชนิด เนื่องจากแพรอ่านบทความมาบ้างว่าควรสั่งอะไร เพื่อความอร่อย คิดว่าน่าจะถูกปากตัวเอง และไม่เยอะจนเกินไป ก็ได้เมนูเหล่านี้มาค่ะ Papadum with chutney – จานนี้ให้มาจะบอกว่าฟรีคงไม่ถูกนัก คิดว่าคงรวมไปในค่าบริการ ค่าอาหารอื่นๆแล้ว อาหารเรียกน้ำย่อยเป็นแป้งผสมเครื่องเทศแผ่นบางๆ นำไปอบจนกรอบ จะเรียกว่าข้าวเกรียบอินเดีย(Papadum)ก็ได้ กินกับเครื่องเคียง(Chutney-เครื่องเคียงจำพวกหมักหรือดอง รสชาติต้องครบเปรี้ยว หวาน มัน เผ็ด) 3 แบบ ประกอบด้วย ชัดนี่สะระแหน่(Hari Chutney) ชัดนี่มะม่วง และหอมแดงดอง ตอนแรกไม่ทราบว่าควรกินไปด้วยกันหมด จะกลมกล่อมตัดรส เลยกินแยก ก็ว่ารสชาติแปลก แต่แปลกในทางที่ดีนะคะ คือเป็นรสชาติที่ไม่คุ้นลิ้น แต่ไม่แย่อะไร พอทานรวมๆแล้วเข้ากันดีมาก ชัดนี่สะระแหน่ใส่เครื่องเทศ น่าจะมีโยเกิร์ตด้วย ทำให้มีรสเปรี้ยวๆ เผ็ดนิดๆ หอมแดงดองค่อนข้างฉุน แต่มันๆ กรอบ อร่อย ส่วนชัดนี่มะม่วงให้ความรู้สึกเหมือนกินมะม่วงกวน ผลไม้กวน รสหวานเจี๊ยบ ถือเป็นจานเรียกน้ำย่อยได้ดีทีเดียว 8/10 Garlic Naan(ราคา 70 บาท) – นาอัน เป็นแป้งโรตี(ขนมปัง)ประเภทหนึ่งซึ่งตามที่ได้ศึกษามาจะแตกต่างจากจปาตี ตรงที่ใส่ยีสต์ เพิ่มความฟู ตัวนาอันกระเทียมนี้เอาไปอบจนพอง ใส่มาในภาชนะคล้ายกะละมังใบเล็ก มีอยู่ประมาณ 3-4 ชิ้น ตอนมาเสิร์ฟนี่กลิ่นหอมเตะจมูกเชียว คนอินเดียนิยมทานกับแกงต่างๆ แพรก็ลองแบบอินเดียเลย..ตักแกงแล้วเอาแป้งห่อ หรือว่าเอาแป้งจิ้มปาดไปกับแกง รับประทานด้วยมือ ได้อารมณ์และความอร่อยแบบอินเดียจริงๆ นาอันรสชาติดีนะคะ อร่อย กลิ่นกระเทียมก็ไม่ฉุนเกินไป แต่หากใครไม่ชอบกระเทียมก็มีนาอันแบบธรรมดา แนะนำให้รับประทานตอนร้อนๆ เพราะทิ้งไว้จะเหนียวค่ะ ให้คะแนนที่ 8/10 ค่ะ Chicken Tikka Tawa Masala (ราคา 350 บาท) – Masala ตามความเข้าใจแพรคือเครื่องแกง ที่ประกอบด้วยเครื่องเทศนานาชนิด แล้วแต่ว่าร้านไหนจะจับสูตรไหนมาปรุง(หากผิดก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ) หน้าตาดูคล้ายแกงกะหรี่ แต่แพรว่ามันไม่ใช่แกงกะหรี่นะ เพราะตามที่ศึกษามา ผงกะหรี่กับผงมาซาล่าก็คนละอย่างกัน เอาเป็นเรียกว่าแกงไก่ละกันค่ะ หน้าตาข้นคลั่กทีเดียว กลิ่นเครื่องเทศไม่แรงเท่าไหร่ เนื้อไก่มาชิ้นใหญ่แต่ไม่เหนียวเลย ตุ๋นซะนุ่ม เปื่อย แม้ว่าสีจะแดงฉานจัดจ้านแต่รสชาติกลับไม่เผ็ดสักนิด แถมกลมกล่อมอีกตั้งหาก ปริมาณก็ค่อนข้างเยอะ ยิ่งทานคู่กับนาอันยิ่งอร่อยค่ะ ให้คะแนนที่ 9/10 Mutton Biryani (ราคา 375 บาท) – เห็นราคาว่าค่อนข้างสูง แต่เห็นปริมาณต้องบอกว่าโอ้โห...คุ้มราคาจริงๆ เพราะมันเยอะมากๆ แบบว่าใส่มาพูนจานเลยค่ะ จานนี้คือข้าวหมกแพะ (Mutton – แพะ Biryani – ข้าวหมก) ที่คุณแฟนรีเควสเองเลย เนื้อแพะที่หมักเครื่องเทศจนเปื่อยแอบซ่อนอยู่ด้านล่าง ด้านบนเป็นข้าวหมกกับเครื่องเทศ สีของข้าวออกแดง ไม่เหลืองเหมือนข้าวหมกไก่แบบบ้านเรา ข้าวหมกอินเดียที่แท้จริงต้องใช้ข้าวบาสมาติแบบนี้ ข้าวบาสมาติมีลักษณะเฉพาะคือมีเมล็ดเรียวยาว แข็งแต่ร่วน มีกลิ่นหอม ด้านบนข้าวหมกมีไข่ต้ม 1 ลูกหั่น 4 โปะมาด้วย จานนี้สารภาพว่ากินไม่หมดต้องห่อกลับบ้าน เนื้อแพะนุ่มอร่อย ข้าวก็อร่อย กินได้ไม่เบื่อ คุณแฟนชมว่าอร่อย แต่เครื่องเทศยังไม่จัดจ้านเท่าที่กาตาร์ที่เขาเคยรับประทาน ถ้ารู้สึกเลี่ยนก็สามารถเติม Raita(โยเกิร์ต)ที่ทางร้านเสิร์ฟมาคู่กันได้ Raita (รายตา) คือเครื่องเคียงที่ทำจากโยเกิร์ตผสมกับผักต่างๆ เช่นแตงกวา หัวหอม บุนดิ(แป้งเม็ดเล็กๆ) ฯลฯ แล้วนำมาปรุงรสนิดหน่อย สามารถกินกับอาหารอินเดียได้ทุกชนิด รสชาติเปรี้ยวมาก ไม่คุ้นลิ้น ใส่น้อยๆกำลังดีค่ะ จานนี้ให้ 8/10 เช่นกันค่ะ ราคารวมเครื่องดื่ม ค่าบริการและภาษีอยู่ที่ 886 บาท อาจจะดูสูงไปหน่อยแต่ถ้าเทียบกับการบริการที่ดี คุณภาพ รสชาติอาหารอร่อยๆ และบรรยากาศร้าน ขอบอกว่าไม่แพงเลยค่ะ หลังจากแพรได้เปิดใจพิสูจน์อาหารอินเดียเป็นครั้งแรกด้วยตัวเองแล้ว รู้สึกชอบมากๆ มันอร่อยเกินคาด ไม่แย่เหมือนจินตนาการ ร้านนี้ทำสะอาด ไม่ฉุน กินง่าย ตอนไปก็เห็นคนไทยหลายโต๊ะอยู่ แพรว่าอาหารเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงออกทางวัฒนธรรม ทำให้เราเข้าใจวิถีชีวิต ค่านิยม ความรู้ของแต่ละสังคมมากขึ้น หากอยากลองประสบการณ์ใหม่ๆ เพิ่มสีสันให้กับชีวิต การมาลองอาหารอินเดียก็ดูเข้าท่าดีนะคะ... อ่านต่อ
18 Likes0 Comment
LikeShare
photo