solos coffee

ปิดอยู่จะเปิดในเวลา 09:00
solos coffee
ถ้าต้องการมากกว่ากาแฟ ที่นี่คือใช่วันนี้ก็จะพาไปร้านกาแฟที่ไม่ได้เปิดรับลูกค้าทั่วไปแต่ต้อง "จอง" ล่วงหน้าเท่านั้นนะคะ กับร้านกาแฟ Solos Coffee ของบาริสต้า Nicholas Haw ที่เคยอยู่ร้าน Red Diamond ที่เราเคยรีวิวไปแล้ว ซึ่งพิกัดของร้านนี้ก็อยู่แถวถนนพระรามเก้านะคะ ตาม google map นี้เลยค่ะ search ด้วยคำว่า solos coffee ได้เลยนะคะ ซึ่งที่นี่เราว่าไปรถส่วนตัวหรือแท็กซี่น่าจะสะดวกกว่าค่ะ สามารถจอดรถได้ที่ข้างทางเลยนะคะ สำหรับการจองคอร์สเชฟเทเบิลของที่นี่จะต้องจองผ่านอินสตาแกรมหรือไลน์เท่านั้นค่ะ แต่แนะนำให้จองผ่านอินสตาแกรมนะคะ เพราะจะได้รับการตอบรับที่เร็วกว่าทางไลน์ค่ะ แต่ก็ต้องใช้เวลาพอควร เพราะเหมือนแอดมินร้านเองก็ไม่ได้เช็คข้อความตลอดนะคะ ล่าสุดเหมือนจะให้จองผ่านอินสตาแกรมกับเพจเฟซบุ๊คแทนแล้วนะคะ ไลน์ไม่มีแล้วค่ะ instagram : solos.coffee https://www.facebook.com/solos.coffee/ หน้าบ้าน (ร้าน) ค่ะ เป็นรั้วสีขาว ประตูสีดำตามภาพเลยนะคะ กรณีที่ไม่ได้จองคอร์สไว้ ที่นี่ก็มีจำหน่ายแบบเทคอะเวย์ด้วยนะคะ แต่ต้องเช็คร้านแต่ละวันค่ะ โดยทางร้านจะประกาศผ่านอินสตาแกรมหละนะคะ ปกติก็เปิดจำหน่ายช่วง 08.00-17.00 น.ค่ะ ส่วนเมนู Take Away ก็ตามนี้เลยค่ะ Black - Cold Black 160 THB - Cold Black on Ice 170 THB Latte - Standard 120 THB - Signature 140 THB - Sweet Thing 160 THB Special -Flower Garden Ice Drip 240 THB แต่อย่างที่บอกว่าวันนั้นเราจองคอร์สไปค่ะ เพื่อนกดอินเตอร์คอมแจ้ง ทางคุณนิคก็มาเปิดประตูให้เข้าไปนะคะ เข้าไปก็จะเป็นลานกว้างๆ มีที่คั่วกาแฟให้ดูกันจะๆ ค่ะ แต่ส่วนของที่เราจะดื่มกาแฟตามคอร์ส จะเป็นห้องกระจกด้านใน ซึ่งจะมีแค่ 6 ที่นั่งเท่านั้นค่ะ และจะใช้เวลาโดยประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งต่อรอบนะคะ รอบสำหรับคาเฟ่ (คอร์สเชฟเทเบิล) ซึ่งทางร้านเรียกว่า "Sometimes" แต่ละวันจะมีดังนี้ค่ะ 08.30-10.00 น. 10.30-12.00 น. 13.00-14.30 น. 15.00-16.30 น. โดยวันนั้นเราจองกันไปรอบ 15.00 น.ค่ะ ซึ่งก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งเราจะสรุปไว้ท้ายรีวิวอีกครั้งนะคะ ค่าใช้จ่ายต่อคนคือ 900 บาทค่ะ โดยจะเป็นกาแฟสองแก้วนะคะ ราคาก็พอๆ กะที่เราเคยกินแบบดริปมือที่เรดไดมอนด์หละนะคะ ราคาย่อมเยาว์กว่าหน่อยด้วยซ้ำ (แต่ราคานี้สั่งเกอิชาไม่ได้นะคะ พวกพรีเมียมๆ ทั้งหลายอะค่ะ) แล้วก็ดริปให้ชมเหมือนเดิมด้วยค่ะ และเมื่อจองแล้วต้องโอนมัดจำก่อน 50% ด้วยค่ะ รายละเอียดก็ตามนี้เลยนะคะ สำหรับร้าน Solos Coffee ร้านนี้เป็นของคู่รัก ยิปซี-คีรติ มหาพฤกษ์พงศ์ และนิโคลัส โฮล (Nicholas Haw) อดีตบาริสต้าของ Red Diamond อะนะคะ โดยจะว่าไปแล้วจะเรียกว่า "โอมากาเสะ" ก็ไม่เชิงหรอกค่ะ เพราะถ้าโอมากาเสะ จะขึ้นอยู่กับเชฟเป็นหลักว่าอยากทำอะไรให้ดื่ม แต่ที่นี่ทางนิคเองจะถามความชอบของแต่ละคนว่าอยากได้แบบไหนยังไงด้วยค่ะ เพราะฉะนั้นคิดว่าเรียกว่าเชฟเทเบิลน่าจะใกล้เคียงกว่าอะนะคะ โดยบรรดาโต๊ะเอย เก้าอี้ การตกแต่ง อุปกรณ์ เครื่องมือทั้งหมดนี่ นิคทำด้วยตัวเองทั้งหมดเลยนะคะ สุดมากเลยอ้ะ อย่างทึ่งค่ะ อย่างตัวเครื่อง Mavam Espresso Machine นี่นิคก็ติดตั้งด้วยตัวเขาเองนะคะ จากนั้นทางนิคก็จะเริ่มถามแต่ละคนแล้วค่ะ สองคนแรกนี่ก็จะสั่งกาแฟที่มีนมกันด้วย พวกลาเต้และอื่นๆ นะคะ เก็บภาพมาให้ดูตามนี้นะคะ จากนั้นนิคก็ถามว่ากินกาแฟผสมนมกันหมดเหรอ เรากับเพื่อนอีกคนบอกว่ากินเป็น black ค่ะ นิคก็เอาตัวเมล็ดกาแฟมาให้ทุกคนดมแล้วก็เลือกกันว่าชอบอันไหนบ้างนะคะ เพื่อที่เค้าจะทำการบดและดริปให้ค่ะ ลาเต้ของเพื่อนอีกคนค่ะ ตัวลาเต้อาร์ตนิคไม่ได้ถนัดมากนะคะ แต่ก็ถือว่าทำได้หละค่ะ ส่วนของเรากับเพื่อนอีกคน (ที่กินแบล็คทั้งคู่) พอเลือกเมล็ดที่เราชอบกลิ่นไป นิคก็บดมาให้ดมก่อนค่ะ แล้วก็ไปดริปให้นะคะ ยอมรับว่าเห็นปริมาณตอนแรกในถ้วยที่ให้ดมนี่ตกใจเลยค่ะ ปริมาณเยอะมากอ้ะ ทำให้แบบไม่หวงของเลย รู้สึกเลยว่าแก้วละ 450 บาทนี่ไม่ได้แพงอะไรเลยง่ะ แล้วที่ดริปออกมาได้เป็นบีกเกอร์นี่ เค้าก็ให้ดื่มหมดนะคะ คือ เราจะดื่มหรือแบ่งให้เพื่อนดื่มก็ได้ เราเองก็ได้ดื่มของเพื่อนค่ะ สรุปแล้วได้ดื่มมากกว่าสองแก้วซะอีกค่ะ (วันนั้นชิมไปชิมมา ไม่รวมแค่แบบชิมนิดๆ หน่อยๆ จากแก้วเพื่อน กินแบบแก้วเต็มๆ นี่ 4 แก้วค่ะ 5555) กาแฟของเราค่ะ กลิ่นหอมอ่อนๆ มีความดอกไม้เบาๆ แล้วก็รสเปรี้ยวนิดๆ (เราแจ้งนิคว่าไม่ชอบเปรี้ยวจัดๆ แต่ของเพื่อนอีกคนนี่บอกนิคว่าขอเปรี้ยวเลยค่ะ) แล้วก็เป็นแบบที่เราชอบค่ะ คือ พอดื่มแล้วดื่มน้ำเปล่าตาม จะหวานในคอมากๆ เลย (ต้องบอกว่านิคนี่แหละค่ะที่ทำให้เรากินกาแฟแบบไม่ใส่น้ำตาลได้ 5555 ตั้งแต่สมัยอยู่ร้านเดิมแล้วค่ะ) ดีงามมาก เป็นแก้วแรกที่ประทับใจค่ะ ต่อไปจะเป็นเดอร์ตี้แล้วค่ะ ก็ขอเอาข้อมูลเดอร์ตี้คอฟฟี่จากลิงก์นี้มาแปะให้อ่านกันสักหน่อยแล้วกันนะคะ Dirty Coffee เป็นกาแฟนมที่เสิร์ฟแยกชั้นกัน ระหว่างนมสดเย็นจัดที่อยู่ด้านล่างของแก้ว และราดด้วยช็อต Espresso หรือ Ristretto ไว้ด้านบน โดยไม่ใส่น้ำแข็ง ซึ่งวิธีการชงคือเราจะนำแก้วใส่นมสด นำไปวางรองด้านกาแฟที่กำลังถูกสกัด ดังนั้นขอบแก้วก็จะเลอะด้วยคราบของกาแฟ ทำให้เกิดที่มาของชื่อ Dirty Coffee ส่วนใหญ่แล้วเราจะดื่ม Dirty Coffee โดยที่ไม่คนก่อนดื่ม ซึ่งจะทำให้เราได้รับรสชาติที่ต่างกันในแต่ละชั้น คำแรกจะได้รสเข้มของกาแฟ คำที่สองจะเป็นความกลมกล่อมของกาแฟและนมที่ผสมกัน หลังจากนั้น จึงจะได้รับรสนุ่มละมุนของนมที่แช่เย็นจัด ตามแบบฉบับของ Dirty Coffee โดยนอกจากเมนูเดอร์ตี้ปกติแล้วที่นี่มีเมนูพิเศษคือ เดอร์ตี้คิทเท่น ซึ่งคุณนิคได้แรงบันดาลใจมาจากแฟน คุณยิปซีนะคะ เพราะคุณนิคบอกว่าแฟนเธอเหมือนลูกแมว 555555 จะเป็นเดอร์ตี้ที่มีการนำช็อกโกแลตรสส้มมาฝานโรยด้านบนด้วยค่ะ ซึ่งตัวนี้เราขอเพื่อนชิม เฮ้ยยยย คือดีย์ มีความนุ่มละมุนของนม ความขมหอมของกาแฟ และมีกลิ่นส้มอวลมาเบาๆ เราว่าผู้หญิงชอบแน่ๆ ค่ะ เมนูนี้ ถ้าใครชอบกาแฟประมาณนี้แนะนำให้เลือกเป็นหนึ่งในสองแก้วนะคะ ข้อดีประการหนึ่งของการมาดื่มกาแฟแบบ Chef Table แบบนี้ก็คือ การได้เห็นวิธีการทำและเทคนิคต่างๆ ของคุณนิคเธอค่ะ บางเทคนิคอิชั้นก็ไม่เคยเห็นมาก๊อนนนนน ถ้าใครพูดภาษาอังกฤษได้จะยิ่งเพลินมากเลยค่ะ เพราะคุณนิคเธอชอบคุยชอบเล่า ถามอะไรเธอก็ตอบหมด อย่างวันนั้นเพื่อนก็ถามว่า นี่ไม่เห็นตวงชั่งอะไรเลย คุณนิคบอกว่า ถ้าทำสิ่งนี้มานาน+มากขนาดเค้า มันไม่จำเป็นต้องตวงอีกแล้วอะค่ะ มันก็เป็นเรื่องของความชำนาญอะเนาะ แก้วนี้ของเพื่อนสายแบล็คด้วยกันค่ะ นางขอเปรี้ยวเหมือนเดิม ซึ่งเปรี้ยวได้ใจมากเลย 5555 แต่เปรี้ยวแบบดีนะคะ ไม่รู้สิ ไม่ใช่เปรี้ยวปรี๊ด แต่เปรี้ยวสดชื่นอะค่ะ มีความขมอ่อนๆ หละ เรารู้สึกว่าโอเคมากเลยค่ะที่ไปกับเพื่อนอีกห้าคน เพราะทำให้เวียนกันชิมและดูเวลานิคเค้าชงให้คนอื่นๆ ได้ด้วย อย่างที่บอกว่ามันเห็นเทคนิคต่างๆ ของเขาด้วยน่ะนะคะ แก้วที่สองตามคอร์ส (ระหว่างทางที่ชิมของคนอื่นไม่นับนะคะ กร๊าก) ของเราค่ะ แก้วนี้พิเศษที่มีแอลกอฮอล์นะฮับ แฮร่... ตัวนี้แนะนำให้คนนะคะ จะเข้ากันดีกว่า เพราะมันเป็นท็อปปิ้งมาบนกาแฟตามภาพเลยค่ะ สองแก้วของเรานี่แตกต๊าง แตกต่างค่ะ ให้อารมณ์คนละแบบเลยอ้ะ หลังจากชิมไปหลายแก้ว ก็ขอขึ้นไปชั้นสองเพื่อเข้าห้องน้ำหน่อยค่ะ บรรยากาศเป็นอีกสไตล์เลย ข้างล่างจะดูแมนๆ ผู้ชายๆ หน่อย ส่วนข้างบนนี่ก็เป็นผู้ญิ้ง ผู้หญิงหละค่ะ พอลงมา คุณนิคเธอก็เทให้หมดบีคเกอร์เลยค่ะ 555555 แบบไม่ท็อปปิ้งด้วยแอลฯ ก็ดีไปอีกแบบนะคะ อร่อยเลย หวานล้ำในคอ มีความหอมดอกไม้ด้วยค่ะ ดีย์ สรุปนะคะ สำหรับใครที่รัก Specialty coffee และต้องการได้รับประสบการณ์ ได้เห็นเทคนิคต่างๆ ของบาริสต้า เราก็แนะนำให้ไปลองกันค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุย-ฟังภาษาอังกฤษได้ คุณจะได้รับรู้ข้อมูลเรื่องราวต่างๆ และอินมากยิ่งขึ้น อย่างวันนั้นนี่ จากปกติที่เค้าให้รอบละ 1.30 ชั่วโมง พวกเราจัดไปซะ 2 ชั่วโมงค่ะ (นี่คือข้อดีของการไปกินรอบสุดท้ายนะคะ แล้วอีกอย่าง วันนั้นด้วยความผิดพลาดทางการสื่อสาร รอบนั้นเป็น 7 คน โดยพวกเราหนึ่งคนยืนๆ เอาค่ะ เพราะเป็นความผิดพลาดทางพวกเราเอง ไม่ใช่ทางร้านนะคะ พอต้องบริการ 7 คน เวลาก็เลยเกินมาหน่อยหนึ่งหละ) ตัวเทคนิควิธีการทำต่างๆ ปริมาณที่ได้ และคุณภาพของเมล็ดกาแฟ ก็คุ้มค่าคุ้มราคามากค่ะ แต่ข้อเสียของรอบนี้คือ...กว่าทุกคนจะหลับกันในคืนนั้นก็ตีสามค่าาา 5555555 เพราะฉะนั้นถ้าใครไม่อยากนอนไม่หลับก็แนะนำให้เลือกรอบที่ไวกว่านี้นะคะ จะดีกว่าค่ะ... อ่านต่อ
2 Likes0 Comment
LikeShare
photo