New York Cheese Cake
[Wongnai User’s Choice 2018] มากินบุฟเฟ่เค้ก กับบริการทุกระดับประทับใจ
เมื่อก่อนจำได้ว่า Bake A Wish ที่สาขาสุขสวัสดิ์จะมีโซนบุฟเฟ่เค้กตลอด แต่หลังๆเหมือนจะเปิดเป็นรอบๆ ด้วยความโชคดีที่มีพี่ๆที่เรียนปริญญาโทด้วยกันอยากไปทานพอดี เลยมาดูในเพจ ปรากฎว่ามีเปิดบุฟเฟ่เค้กอีกรอบพอดี เลยรวมกันมา 6 คนแล้วมาทานครับ สำหรับราคาบุฟเฟ่จะอยู่ที่หัวละ 350 บาทไม่มีชาร์ตเพิ่มเติมอีกแล้ว ทานได้ 1 ชั่วโมงครึ่ง และควรโทรมาสำรองที่นั่งก่อน ซึ่งทางร้านจะรับแบบวันต่อวันเท่านั้นครับ และถ้ากดโทรแล้วโทรไม่ติดไม่ต้องตกใจ กดโทรเข้าไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็จะมีพนักงานรับเองครับ (โทรไปประมาณ 20 รอบกว่าจะติดเพราะเป็นเบอร์โทรศัพท์บ้านครับ) ที่จอดรถแนะนำว่าควรไปจอดที่วัดจะไม่เสียค่าจอดครับ แต่ถ้าอยากได้ที่จอดดีๆหน่อย เลยร้านขึ้นไปประมาณ 50 เมตรจะมีที่จอดรถเสียเงินอยู่ครับ ค่าจอด 20 บาท ร้านจะมีขนาดเพียงแค่ 1 คูหา และค่อนข้างจะคับแคบไปหน่อย โซนทานบุฟเฟ่จะอยู่ที่ ชั้น 2 ของตัวร้านเป็นหลักรวมทั้งเคาเตอร์คิดเงิน ส่วนโซนชั้น 3 จะเป็นครัวและที่ๆเรามาตักอาหารทานกันครับ ส่วนถ้าใครไม่อยากทานบุฟเฟ่เค้ก สามารถทานแบบ A la carte ได้ที่ชั้นลอยของตัวร้านครับ แต่อากาศจะร้อนหน่อยๆครับเมื่อเทียบกับชั้น 2 ตัวร้านจะตกแต่งให้ดูอบอุ่น บรรยากาศคล้ายๆอยู่ในสวนสไตล์อังกฤษ ทำให้ดูโล่งมากขึ้นครับ รองรับลูกค้าได้ไม่เกิน 40 ท่านครับ โดยวันนี้อาหารที่ผมจะมารีวิวจะขอแบ่งเป็นตามชนิดอาหารซึ่งได้แก่ 1. ของคาว: โดยบุฟเฟ่ร้านนี้จะไม่เน้นที่ของคาวครับ อาหารส่วนใหญ่จะเป็นพวกแนวออเดิร์ฟมากกว่าครับ ซึ่งจริงๆจะมีเยอะกว่านี้ เพราะมีพวกข้าวและกับข้าวด้วยครับ แต่ว่าที่ผมทานออเดิร์ฟจะมีแค่ a. ขนมปังกระเทียม: กรอบนอกและนุ่มใน กลิ่นกระเทียมหอมมาก b. ไส้กรอก, ไก่คาราเกะ, นักเก็ต: ทอดได้ค่อนข้างดีครับ ตระกูลไก่กรอบดี ส่วนไส้กรอกออกแห้งไปหน่อยครับ c. ผักโขมอบชีส: จะเน้นไปที่ชีสมากกว่าครับ ด้านบนจะกรอบกำลังดี ส่วนด้านล่างจะมีชีสและผักโขมที่รวมๆกันอยู่ รสชาติอร่อยครับ d. สปาเกตตี้: จะผัดกับไก่และพริกแดงครับ รสชาติจัดจ้าน ส่วนตัวเส้นสุกพอดีครับ e. ขนมจีบ: น่าจะเป็นแบบสำเร็จรูปครับ เพราะรสชาติเฉยๆ เหมาะแก่การรองท้องครับ f. ซุปเห็ด: มีความเข้มข้นกลางๆ และรสชาติออกหวาน เห็ดมีบ้างประปราย g. แคลิฟอเนียโรล: รสชาติทั่วๆไปไม่หวือหวา พอทานได้ครับ 2. เค้กและของหวาน: เมื่อก่อนทางร้านจะเสิร์ฟเป็นชิ้นใหญ่ๆเลยครับ แต่พอมารอบนี้จะกลายเป็นชิ้นเล็กๆ แบบพอดีคำมากกว่าครับ ซึ่งน่าจะเป็นเพราะต้นทุนที่สูงขึ้น บวกกับทานได้ไม่หลากหลายเลยปรับมาเป็นแบบนี้ ซึ่งแบบนี้ผมมองว่าแก้ปัญหาได้ดี เพราะผมไม่ชอบทานทั้งชิ้น เน้นทานชิ้นเล็กๆ ชิมหลากหลายจะดีกว่า และก็มีแปะป้ายไว้ด้วยว่า ถ้าอ้วกกลางร้านต้องจ่ายค่าทำความสะอาดด้วยครับ O_O โซนเค้กจะมีตู้ที่ให้เราสามารถไปตักได้ตามใจชอบเลยครับ และมีให้เลือกค่อนข้างหลากหลายมากครับ a. คุ้กกี้ชูครีม: Signature ของทางร้านโดยจะมีอยู่ 2 ไส้ที่เสิร์ฟคือธรรมดากับช๊อกโกแลต แป้งด้านนอกจะออกกรอบๆและนิ่มๆปนกันไป ส่วนด้านในตัวครีมนุ่มและรสชาติดีครับ เหมาะกับทานคู่กับชาร้อน b. Chocolate almond slice: เค้กหน้านิ่มรสชาติช๊อกโกแลตเข้มข้นถึงใจ เนื้อเค้กนุ่มกำลังดี และมีอัลมอนด์เพิ่มรสสัมผัสอีกนิดหน่อย ไม่ให้เลี่ยนจนเกินไป c. Melt in the mouth: เมนูขึ้นหิ้งที่มาแล้วต้องทานให้ได้ เสิร์ฟมาในถ้วยฟรอยใบเล็กๆครับ ครีมด้านบนนุ่มมาก ส่วนด้านล่างเป็นชีสเค้กแบบละลายในปาก และตกแต่งด้วยสตอเบอรี่เพื่อไม่ให้เลี่ยนเกินไป ถ้าเทียบกับแบบไซส์ปกติแล้ว ไซส์ปกติจะได้ Texture ที่ดีกว่าเพราะปริมาณใกล้เคียงกัน แต่ในถ้วยนี้เน้นครีมด้านบนมากไป ทำให้ทานแล้วรู้สึกเลี่ยนกว่าปกติครับ ไม่ค่อยครบเครื่องเท่าที่ควร d. New York Cheese Cake: เมนูนึงที่น่าลองครับ ให้ความรู้สึกคล้ายๆทาร์ตแต่แป้งจะเป็นเค้กครับ ออกเค็มๆกำลังดีครับ ด้านบนจะนุ่มๆหน่อยๆ e. Blueberry Cheese Cake: เน้นชีสเป็นหลัก ส่วนบลูเบอรี่ด้านนอกรสชาติเข้มข้นมากครับ ตัดกับด้านล่างได้พอดี f. Million Crape Cake: อันนี้มีให้เลือกหลายตัวเหมือนกัน โดยตัวแป้งบางเฉียบ ส่วนครีมหนาทุกชั้นครับ รสชาติเยี่ยม มีแยมและซอสให้ราดได้ตามใจชอบด้วยครับ g. Red velvet Cake: เค้กสีแดงออกเลือดหมู มีรสชาติออกเปรี้ยวปนหวานครับ 3. ขนมหวานแบบจาน: เมนูเหล่านี้จะต้องขึ้นไปสั่งที่ด้านบน หรือถ้าพนักงานผ่านมาพอดีสามารถสั่งที่พนักงานได้เลยครับ แล้วจะนำลงมาเสิร์ฟให้ครับ เมนูจะมีวางไว้ให้ทุกโต๊ะแล้วครับ ส่วนเมนูพิเศษก็จะมีบิงซูครับ วันนี้จะขอรีวิวเฉพาะส่วนที่ทานครับ a. Choco Lava: ช๊อกโกแลตร้อนไว้สำหรับจิ้มกับผลไม้และราดไอศกรีม มาพร้อมกับผลไม้อย่าง สตอเบอรี่ กีวี่ บลูเบอรี่ และไอศกรีมวานิลลาสีขาว วิปปิ้งและครัมเบิ้ล ตัวลาวาร้อนรสชาติเข้มข้นเหมาะแก่การมาทำฟองดูกับผลไม้ที่รสชาติออกเปรี้ยวทั้งหลาย ส่วนไอศกรีมรสชาติเข้ากับวิปปิ้งที่ออกหวานละมุน ส่วนครัมเบิ้ลเพิ่มรสสัมผัสให้หลากหลายขึ้น b. บิงซู: วันนี้สั่งมาด้วยกัน 3 ตัวคือ สตอเบอรี่ มะม่วง และโอวันติน ทั้งสามรายการทำได้ดีครับ โดยจะต้องเริ่มทานจากสตอเบอรี่เพื่อปรับลิ้น มะม่วงเพิ่มความหวานแบบธรรมชาติ และปิดท้ายด้วยโอวันตินเพิ่มความขมนิดๆให้กับชีวิต ตัวบิงซูปั่นได้ละเอียดและละลายในปาก ออกนมๆกำลังดีครับ เป็นเมนูนึงที่ไม่ควรพลาดครับ 4. เครื่องดื่ม: วันนี้ผมทานน้ำบ๊วยที่ตอนแรกกดไม่ออกเพราะว่าลูกบ๊วยไปอุดด้านในปากก๊อกหมดครับ จนพนักงานต้องเอาช้อนมาตักน้ำให้อีกทีครับ จริงๆ น่าจะเอาลูกบ๊วยออกไปก่อนให้เหลือแต่น้ำก็พอครับ รสชาติออกหวานและเปรี้ยวกำลังดีครับ โดยรวมแล้วถึงแม้ว่าปริมาณอาหารจะลดไปหลายตัว อย่างเมื่อก่อนจะมีมาการองด้วยครับ แต่ก็ชดเชยด้วยเค้กที่หลากหลายขึ้นแทน รสชาติโดยรวมอร่อย เหมาะแก่การกลับมาทานอีกรอบครับ ส่วนการบริการจะช้านิดหน่อย เพราะว่าร้านคับแคบเดินได้ช้า แต่ถ้ากรณีที่เราตักอาหารที่ด้านบน พนักงานจะคอยถามตลอดเลยครับว่าให้ช่วยเอาลงไปด้านล่างหรือไม่ครับ ซึ่งตรงนี้ผมยอมรับเลยว่าทำดีมากครับ... อ่านรีวิวฉบับเต็ม
21 Likes0 Comment
LikeShare
photo