J'AIME by Jean-Michel Lorain

ปิดอยู่จะเปิดในเวลา 12:00
LMWN Users' Choice 2021
J'AIME by Jean-Michel Lorain
👍👍👍 หนึ่งในห้องอาหารฝรั่งเศสที่ดีที่สุดในกรุงเทพ🥰 ฝากเพื่อนๆช่วยกดไลค์และเเชร์เพจของเรา : ตามล่า Fine Dining 👍 เพจเราสร้างขึ้นเพื่อรีวิวห้องอาหาร Fine Dining ระดับมิชลินไกด์ทั่วโลก 🇹🇭 J'aime by Jean-Michel Lorain - แฌม บาย ฌอง-มิเชล โลรองต์ ⭐️ 1 Michelin Star - 1 ดาวมิชลิน 🍴 French Contemporary - อาหารฝรั่งเศสร่วมสมัย 🎗 [Intro] ย้อนไปช่วงหลายปีก่อน J'aime ถือเป็นห้องอาหารที่เปรียบเสมือนรักแรกพบของเรากับอาหารฝรั่งเศสชั้นสูง ด้วยรสชาติที่ตรงตามต้นฉบับ เทคนิคอันแพรวพราว ประกอบการจัดแต่งร้านที่ดูโมเดิร์นไม่ซ้ำใครทำให้ J'aime กลายมาเป็นหนึ่งในห้องอาหารที่ดีที่สุดในใจเราตลอดกาล 🎗 [The Place] เชฟ-เจ้าของร้าน Jean-Michel Lorain สร้างชื่อจากห้องอาหาร La Côte Saint Jacques ในเมือง Joigny โดยสามารถคว้ารางวัล 3 ดาวมิชลินมาครองและรักษาดาวเอาไว้ระหว่างช่วงปี 1986-2001 และ 2004-2015 ก่อนที่จะถูกปรับลดเหลือ 2 ดาวหลังจากการปรับปรุงตัวร้านและโรงแรมครั้งใหญ่ ย้อนไปช่วงปี 2014 เชฟได้บรรลุข้อตกลงกับกลุ่มทุนของโรงแรม U Sathorn Bangkok ในการเปิดห้องอาหารฝรั่งเศสชั้นสูงระดับ Haute Cuisine ภายใต้ชื่อตัวเองแห่งแรกและแห่งเดียวนอกประเทศฝรั่งเศสโดยได้มอบหมายให้ศิษย์เอก เชฟ Amerigo Sesti รับหน้าที่เป็น Head chef ควบคุมงานครัว และลูกสาว Marine Lorain รับหน้าที่เป็น Chef de Rang คุมงานบริหารและการบริการในร้านทั้งหมด ด้วยคอนเซปการตกแต่งร้านแบบ “Upside Down” ลูกค้าจะได้เห็นแกรนด์เปียโนขนาดใหญ่ห้อยลงมาจากบนเพดานกลางร้าน หรือจะเป็นแชนเดอเลียร์ที่ประดับหงายขึ้นมาจากพื้น รวมไปถึงกระดานหมากรุกกลับหัวที่ฝั่งบันไดหน้าร้านดูแปลกตาเป็นอย่างยิ่ง บนโต๊ะอาหารคุณ Marine เลือกใช้ผ้าปูโต๊ะสีขาวตามแบบฉบับห้องอาหารฝรั่งเศสดั้งเดิม ด้านในเป็นครัวเปิดแบบ Open kitchen ลูกค้าที่นั่งอยู่ติดกันสามารถมองดูทีมเชฟจัดเตรียมอาหารก่อนจะนำเสิร์ฟจริงได้ตลอดเวลา 🎗 [The Chef] เชฟ Amerigo Sesti เกิดที่เมือง Bergamo ประเทศอิตาลี หลังจากจบการศึกษาด้าน Tourism and Gastronomy จาก Lycée d’Hotellerie de Gascogne เชฟ Amerigo ได้มีโอกาสร่วมงานกับห้องอาหารระดับ Michelin Star หลายแห่ง เช่น La Brughiera ในอิตาลีและ Bocconi ในเบลเยี่ยม ทั้งยังเคยร่วมงานกับเชฟในตำนานผู้ถือครองดาวมิชลิน 3 ดวงอย่าง Alain Roux เจ้าของร้าน The Waterside Inn และ Patrick O'Connell เจ้าของร้าน The Inn at Little Washington รวมไปถึงการร่วมงานกับเชฟ Jean-Michel Lorain ที่ห้องอาหาร La Côte Saint Jacques อีกด้วย ในปี 2015 เชฟ Amerigo ตัดสินใจเดินทางมายังประเทศไทยเพื่อรับตำแหน่ง Head Chef ให้กับห้องอาหาร J'aime ภายใต้การควบคุมของเชฟ Jean-Michel Lorain อีกทีหนึ่ง ด้วยเหตุนี้อาหารของร้านในช่วงแรกนำเสนอออกมาแทบจะไม่ต่างจาก La Côte Saint Jacques ต้นตำรับและใช้วัตถุดิบนำเข้าเกือบทั้งหมด สังเกตได้จากเมนูที่สร้างชื่อให้กับร้านในช่วงแรกๆอย่าง Michel Lorain's signature quail and Foie gras tourte และ Farmed pork «à la Royale » ซึ่งใช้สูตรต้นตำรับของร้านต้นตำรับในเมือง Joigny โดยตรง ต่อมาหลังจากเริ่มคุ้นชินกับวัตถุดิบพื้นถิ่นของไทยประกอบกับการได้รับความไว้วางใจจากเชฟ Jean-Michel Lorain มากขึ้น เชฟ Amerigo จึงเริ่มสร้างลายเซ็นขึ้นมาใหม่เป็นของตัวเองโดยการผสมผสานรสชาติของวัตถุดิบไทยเข้ากับเทคนิคการปรุงระดับสูงจากครัวอาหารฝรั่งเศส ทำให้อาหารของ J'aime ช่วงหลังๆนำเสนอออกมาในรูปแบบที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ซ้ำใคร เรียกได้ว่าเชฟ Amerigo ได้ก้าวออกจากร่มเงาของเชฟ Jean-Michel Lorain อย่างสง่างามแล้วจริงๆ 🎗 [The Food] ลูกค้าสามารถเลือกทานเป็นเซ็ตเมนูอาหารกลางวันที่ใช้ชื่อว่า Picnic Lunch Menu ในราคาเริ่มต้นเพียง 1,150++/p เท่านั้น แต่เพื่อนๆที่แวะมาทานในช่วงกลางคืนเราขอแนะนำ Signature 8-Course Tasting Menu ที่ราคา 3,700 ++/p ซึ่งได้รวบรวมเมนูแนะนำของทางร้านเอาไว้อย่างครบถ้วน แต่หากใครทานไม่เยอะก็สามารถลดขนาดเป็น 5-Course Tasting Menu ที่ราคา 2,800++/p ก็ได้เช่นกัน โดยมีจานที่เชฟ Amerigo รังสรรค์ออกมาได้อย่างน่าประทับใจ เช่น ✨ Papaya soup, pickled garlic, celery and organic Chiang Mai vinegar เชฟ Amerigo มีความคิดที่จะนำวัตถุดิบพื้นบ้านอย่างมะละกอของไทยมาแปรสภาพเป็นซุปสไตล์ฝรั่งเศส เริ่มจากการใช้ผักนานาชนิดและครูตองกรอบรองมาด้านล่างเพื่อให้มีเนื้อสัมผัสที่หลากหลาย ยังมี Vinegar ทำมาจาก Mulberry หรือลูกหม่อน ที่โต๊ะพนักงานจะเทน้ำซุปทำมาจากมะละกอลงไป ลแล้วปิดท้ายด้วยการขูด Sun dried papaya seed หรือเมล็ดมะละกอที่เชฟนำไปตากแห้งลงไปที่ด้านบน จากที่จินตนาการเอาไว้ว่ารสชาติจะออกมาแบบมะละกอปั่น แต่เชฟ Amerigo บาลานซ์รสชาติซุปออกมาได้ดีมากๆ มีรสชาติเปรี้ยวนำและกลิ่นหอมเด่นชัดช่วยกระตุ้นความอยากอาหาร นอกจากนี้ในแต่ละคำที่ตักทานจะมีความแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับชนิดของผักและปริมาณครูตองที่ติดขึ้นมา ทั้งอร่อย สร้างสรรค์ และมีเอกลักษณ์ในตัวเองสูงสมกับเป็นร้านอาหารฝรั่งเศสชั้นสูงในประเทศไทยอย่างแท้จริง (15/20) ✨ Pan-seared foie gras in a lemon balm and fish sauce consommé, tomato, wild rocket and Uraiwan farm lemon confit เมนูที่บ่งบอกถึงอัตลักษณ์ของร้าน J'aime เป็นจานที่เชฟ Amerigo ผสมผสานน้ำปลาซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของไทยเข้ากับ Duck foie gras ซึ่งเป็นวัตถุดิบล้ำค่าจากฝรั่งเศสได้อย่างน่าทึ่ง พนักงานจะนำเสิร์ฟมา 2 คอร์สย่อย เริ่มจากแบบเย็นที่เชฟนำฟัวกราส์เสิร์ฟมากับขนมปัง แต่ไฮไลท์ของคอร์สนี้อยู่ที่การเสิร์ฟแบบอุ่นที่เชฟนตับเป็ดไปแพนเซียจนสุกกำลังดี รองด้านล่างด้วย Tomato concasse หรือมะเขือเทศที่สับจนละเอียด ยังมี Heart of palm ผักร็อคเก็ต และเลมอนออร์แกนิคจากอุไรวรรณฟาร์มที่ผ่านการกงฟีทำมาเป็นชัทนีย์ให้รสเปรี้ยวและกลิ่นหอมเบาๆ ที่โต๊ะพนักงานจะรินคอมซูเม่หรือน้ำซุปใสทำมาจากน้ำสต็อกเป็ดผสมกับน้ำปลาจากภาคใต้ของประเทศไทยมีกลิ่นหอมเด่นชัดจากน้ำปลาชั้นดี แต่กลับไม่มีรสเค็มโดด ช่วยบาลานซ์ความมันครีมมี่ของฟัวกราส์ได้อย่างลงตัวมากๆ … ใครจะคิดว่าห้องอาหารระดับ Haute cuisine จะนำเสิร์ฟฟัวกราส์คู่มากับซุปน้ำปลาแบบนี้ล่ะจริงไหม (16/20) ✨ Steamed umemadai served with parsnip julienne and truffle butter เมนูที่เชฟสงวนเอาไว้สำหรับเซ็ต 8-Course เท่านั้นโดยนำปลาอูเมะมาไดนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นมาแล่เป็นฟิเลท์ จากนั้นนำไปนึ่งจนสุก แม้จะเป็นปลาในกลุ่ม Sea bass แต่อูเมะมาไดจะมีเนื้อสัมผัสที่นุ่มชัดเจนกว่าปลากระพงทั่วไปมากๆ ด้านล่างรองด้วยพาสนิปที่หั่นจูเลียนออกเป็นชิ้นเรียวๆบางๆช่วยเพิ่มเนื้อสัมผัสที่แตกต่าง ด้านบนคือทรัฟเฟิลสไลด์ ไฮไลท์คือซอสเนยทรัฟเฟิลที่ทั้งหอม ทั้งครีมมี่ อร่อยจนต้องตักทุกหยดในจานมาทาน ถือเป็นเมนู Signature Dish ที่อร่อยมากๆจนเรามีความคิดอยากให้เชฟติดเอาไว้ในรายการเมนูตลอดไป (16/20) 🎗 [Conclusion] หากมองเฉพาะรสชาติโดยรวมถือว่าทำออกมาได้ตามมาตรฐานห้องอาหารระดับ 1 ดาวมิชลิน แต่มากกว่ารสชาติที่ดีคืออัตลักษณ์และตัวตนของเชฟ Amerigo ซึ่งแฝงอยู่ในอาหารทุกจาน ยอมรับว่าเชฟกล้ามากที่เปลี่ยนจากการนำเข้าวัตถุดิบจากเมืองนอกมาใช้วัตถุดิบพื้นถิ่นของไทยในการรังสรรค์เมนูให้ออกมาในสไตล์ฝรั่งเศสร่วมสมัย อย่างไรก็ตามจุดที่เราอยากให้เชฟขัดเกลาเพิ่มขึ้นอีกคืออาหารหวาน เพราะเกือบทุกจานเชฟตั้งใจแสดงรสชาติและวัตถุดิบหลักให้ออกมาจนเด่นมากไปนิดเช่น รสชาติของ Soy sauce ที่ยังไม่กลมกลืนไปกับกลิ่นของ Dark Prachuap chocolate มากนัก หรือ “Hit the road Jack” ที่ความเป็นขนุนยังแสดงออกมาได้ไม่เต็มที่ อย่างไรก็ตามราคาที่ตั้งไว้ถือว่าเหมาะสม เราประทับใจที่ทางร้านเข้าใจในธรรมชาติของลูกค้าชาวไทยเป็นอย่างดีเช่น การมีน้ำเปล่าแบบธรรมดาให้เป็นตัวเลือกแทนที่จะเสิร์ฟเฉพาะ Still water ราคาแพง หรือจะเป็นการรวมชาและกาแฟเข้าไว้ในทุกเมนูสำหรับปิดท้ายมื้ออาหารโดยที่ลูกค้าไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม การบริการที่นี่ค่อนข้างเป็นกันเองและอบอุ่น พนักงานมีความรู้ในเชิงลึกของอาหารแต่ละคอร์สพอประมาณ ก่อนมาอย่าลืมโทรจองล่วงหน้าโดยเฉพาะเซ็ตอาหารกลางวันเพราะที่นั่งถูกจองเต็มเกือบตลอดเวลา J'aime เป็นห้องอาหารที่เรากลับมาทานเป็นประจำทุกปีและยังคงได้รับความประทับใจมาเล่าต่อให้เพื่อนๆฟังทุกครั้ง คออาหารฝรั่งเศสทั้งหลายที่ติดตามเพจของเราอยู่บอกเลยว่าห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง 📃 Signature 8-Course Tasting Menu (3,700++/p including tea or coffee) Amuse-bouche Papaya soup, pickled garlic, celery and organic Chiang Mai vinegar Scallop and sea urchin tartare, clams, Amphoe Li chanterelle, cauliflower and truffle Ratatouille cannelloni, squid, roasted tomato and oregano fumet Pan-seared foie gras in a lemon balm and fish sauce consommé, tomato, wild rocket and Uraiwan farm lemon confit Steamed umemadai served with parsnip julienne and truffle butter Pan-seared Thai Wagyu beef fillet, radishes, hajikami, sweet and sour split jus TH-FR-IT Cheese selection (350++ supplement) Fruit salad with a scent of Provence Sweet potato, black cardamom and blond chocolate Petits fours 📃 5-Course Tasting Menu (2,800++/p including tea or coffee) Amuse-bouche Cashew nut velouté, macerated cherry tomato and ginkgo, yogurt sphere, onion flowers Scallop and sea urchin tartare, clams, Amphoe Li chanterelle, cauliflower and truffle Pan-seared foie gras in a lemon balm and fish sauce consommé, tomato, wild rocket and Uraiwan farm lemon confit Bua loy, cured beets, garden greens and Tha Sai fondue Sirin Farm chicken, tiger prawns, melon and tarragon Nantua sauce Dark Prachuap chocolate, palm caramel and soy sauce Petits fours 📃 À La Carte “Hit the road Jack” (280++) 🏵 Score: Pros: อาหารจานหลักที่นี่ผสมผสานวัตถุดิบของไทยเข้ากับเทคนิคการปรุงแบบฝรั่งเศสได้อย่างลงตัวจนเกิดเป็นเอกลักษณ์และหาทานจากที่อื่นไม่ได้ Cons: อาหารหวานยังมีบางจุดที่เราคิดว่าน่าจะพัฒนาได้มากกว่านี้ อาหาร : 15/20 ราคา : 🌟🌟🌟🌟 ความคุ้มค่า : 🌟🌟🌟🌟 เทคนิค : 🌟🌟🌟 บรรยากาศ : 🌟🌟🌟🌟 บริการ : 🌟🌟🌟🌟 ความประทับใจโดยรวม : 15/20 📍 Visit: Nov 2020 🏠 Location: ชั้น 2 โรงแรม ยู สาทร 105, 105/1 ซ.งามดูพลี เขตสาทร, กรุงเทพ, 10120, ประเทศไทย 🚗 Parking: จอดรถที่โรงแรม U Sathorn Bangkok 🕛 Operating Time: 12.00-14.30, 18.00-21.30 (เวลา Last order), ปิดวันอังคารทั้งวันและวันพุธกลางวัน 💰 Price: 1,150-4,050 THB/p 📞 Tel: 02-119-4899 🧥 Dress Code: Smart Casual 🖥 Website: https://jaime-bangkok.com 🥰 ฝากเพื่อนๆช่วยกดไลค์และเเชร์เพจของเรา : ตามล่า Fine Dining 👍 เพจเราสร้างขึ้นเพื่อรีวิวห้องอาหาร Fine Dining ระดับมิชลินไกด์ทั่วโลก... อ่านต่อ
0 Like0 Comment
LikeShare
photo