เมนูของร้าน Le Normandie แมนดารินโอเรียนเต็ล
Grand Marnier Soufflé, Vanilla Ice Cream
สัมผัสความหรูหรางดงามเหนือกาลเวลา กับตำนานร้านอาหารฝรั่งเศสระดับ Haute Cuisine ที่ Le Normandie
Le Normandie – ห้องอาหารฝรั่งเศสของโรงแรม Mandarin Oriental แห่งนี้เปรียบไปก็เป็นเสมือนตำนานบทหนึ่งของกรุงเทพฯ ด้วยชื่อเสียงที่สั่งสมมาเนิ่นนาน บรรยากาศที่งดงามหรูหราแบบคลาสสิค และอาหารฝรั่งเศสที่ปรุงขึ้นด้วยความประณีตระดับ Haute Cuisine - Le Normandie จึงเป็นร้านที่ครองความเป็นเลิศติดอันดับต้นๆมาโดยตลอด ได้รับรางวัลจากสถาบันต่างๆมากมายนับไม่ถ้วน และล่าสุดนี้ภายใต้การนำของ Chef Arnaud Dunand-Sauthier ทางร้านก็ได้คว้ารางวัล 2 Michelin Stars จาก Micheline Guide Bangkok 2018 มาครองได้อย่างสมภาคภูมิ จัดเป็นร้านที่คนชอบอาหารฝรั่งเศสควรต้องหาโอกาสมาลองให้ได้เลยล่ะค่ะ ****- Chef’s Biography-**** Chef Arnaud Dunand-Sauthier - เชฟชาวฝรั่งเศสผู้มีพื้นเพเดิมจากเมือง Savoie นี้เคยมีประสบการณ์ในร้านอาหารระดับ Fine-dining มากว่า 20 ปี ได้ฝึกงานกับเชฟชื่อดังรุ่นพี่อย่าง Marc Veyrat ผ่านการทำงานที่ห้องอาหารสุดหรูของโรงแรม Hôtel de Crillon ที่ปารีส และได้มารับหน้าที่ Chef de Cuisine ที่ Le Normandie ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2012 นำเสนออาหารฝรั่งเศสสไตล์คลาสสิกดั้งเดิมภายใต้การตีความและเทคนิคการปรุงแบบร่วมสมัย ใช้วัตถุดิบสดใหม่คุณภาพสูงจาก Suppliers ทั้งในไทยและต่างประเทศ ซึ่งเชฟจะเดินทางไปติดต่อด้วยตัวเองเพื่อให้ได้ของที่ดีที่สุดเลยล่ะค่ะ ****-บรรยากาศ-**** ห้องอาหารอยู่บริเวณ Garden Wing ชั้น 5 ภายในตกแต่งอย่างหรูหราคลาสสิคด้วยโคมไฟและเฟอร์นิเจอร์สไตล์วินเทจ เติมความสดชื่นด้วยดอกไม้ที่ประดับตามมุมต่างๆ มี Waiting Area เป็นโซฟานุ่มๆใกล้เปียโนหลังใหญ่ที่น่าจะเล่นขับกล่อมเฉพาะมื้อค่ำ ผนังรอบห้องเป็นกระจกบานใหญ่จรดพื้นจรดเพดาน ด้านหนึ่งเผยให้เห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยาเต็มๆตา ส่วนอีกด้านจะเป็นวิวเมือง สำหรับคนที่อยากได้ที่นั่งชิดกระจกฝั่งริมแม่น้ำต้อง request ไว้ตั้งแต่ตอนจองเลยนะคะ ****-Practical Information-**** ร้านเปิดวันจันทร์ – เสาร์ และหยุดวันอาทิตย์ แบ่งช่วงเวลาให้บริการเป็น: ● มื้อกลางวัน (12.00 น.-14.00 น.) – แต่งกายสุภาพ แต่ไม่ได้บังคับว่าต้องใส่สูท เอาประมาณ Smart Casual พอได้ค่ะ ● มื้อเย็น (19.00 น. - 22.00 น.) – สำหรับมื้อเย็นนี้จะจริงจังเรื่อง Dress code ค่ะ ห้ามใส่เสื้อยืด รองเท้าแตะหรือรองเท้ากีฬา สำหรับผู้ชายต้องใส่สูทหรือเสื้อนอก (ทางร้านระบุว่าถ้าไม่ได้เตรียมมามีให้ยืมนะ) ส่วนผู้หญิงก็ต้องจัดเต็มนิดนึง คืออย่างน้อยๆก็ควรต้องเป็นชุดกระโปรงนะคะ Reservation : สำหรับที่นี่บอกเลยว่าควรต้องจองก่อนมา ยิ่งถ้าเป็นช่วงเทศกาลอย่างคริสต์มาสหรือปีใหม่ที่มีเมนูพิเศษนี่ยิ่งต้องจองล่วงหน้าให้ยาวๆเลย เพราะทราบมาว่าเต็มไวมากๆ โทร.จองที่ 02-659-9000 ต่อ 7399 ค่ะ ● เมนูอาหาร – มีให้เลือกสั่งทั้งแบบเป็น Lunch Set Menu (3 Courses) , Dinner Set Menu (7 Courses) และ A la Carte ซึ่งสำหรับครั้งนี้มาช่วงมื้อกลางวัน เลยได้ลองเป็น Lunch Set นะ ****- Discovery Lunch at Le Normandie-**** เป็น Lunch Set แบบ 3 คอร์ส ที่มีเฉพาะช่วง 12.00-14.00 น. เท่านั้น ราคา 1,800 ++ บาท /คน สำหรับ Wine Pairing ต้องเพิ่มเงินอีก 950++บาท / 2 แก้ว หรือ 1,300++ บาท / 3 แก้วค่ะ เซ็ทอาหารที่นี่จะมีการปรับเปลี่ยนเมนูเป็นระยะๆไม่ให้จำเจ กับรีวิวนี้เป็นเมนูของเดือนเมษายน 2561 เมนูปัจจุบันจึงอาจไม่ได้เหมือนแบบนี้เป๊ะๆ แต่หลายๆอย่างก็ยังคล้ายคลึงกันมากนะคะ [Amuse Bouche] ● Canapés เปิดฉากมื้อนี้กันด้วย Canapés ชิ้นจิ๋ว 3 แบบ คือ : - เนื้อปลาซาร์ดีนหั่นเป็นลูกเต๋า ทอดจนผิวนอกกรอบ แต้มมายองเนสปรุงรสไว้ด้านบน - Foie Gras เนื้อเนียน ทาด้านบนด้วย Mango Sauce อมเปรี้ยวอมหวาน แล้วโรยผงกาแฟเบาๆเพิ่มความหอม - Beetroot Sphere ที่เสิร์ฟมาบนช้อนให้ทานทีเดียวใน 1 คำ พอเข้าปากก็จะแตกโพละให้ได้กลิ่นรสบีทรูทแบบเต็มๆ ทานสนุกทีเดียวค่ะ ถึงจะเสิร์ฟมาแค่อย่างละชิ้นเล็กๆ แต่ก็อัดแน่นไปด้วยไอเดียและฝีมือปรุงที่ละเอียดอ่อน เป็นการเรียกน้ำย่อยระหว่างรอคอร์สต่อๆไปได้ดีเลยนะ ● Tartiflette อาหารพื้นเมืองของภูมิภาค Savoy ในฝรั่งเศสซึ่งเป็นบ้านเกิดของเชฟ เมนูนี้ตามปกติแล้วหน้าตาจะเป็นมันฝรั่งหั่นชิ้นโตๆ ใส่เบคอนและหอมใหญ่แล้วอบด้วย Reblochon Cheese แบบตักแล้วยืดดด... แต่เมื่อมาเสิร์ฟในห้องอาหารฝรั่งเศสระดับ Fine-dining อย่างที่นี่ องค์ประกอบต่างๆจึงถูกปรับแต่งให้ประณีตละเมียดละไมขึ้นแบบเห็นแล้วจำเค้าเดิมแทบไม่ได้เลยทีเดียว ชีสนั้นถูกปรุงมาในสภาพกึ่งเหลวคล้ายซุปข้นๆ texture ฟูเบาดุจฟองโฟม มีเนื้อแฮมหั่นจิ๋วแทรกอยู่ ส่วนด้านล่างก็ได้รสหวานจากซอสที่เคี่ยวจากหัวหอม สำหรับมันฝรั่งนั้นถูกเอาไปหั่นฝอยแล้วทอดจนกรอบเป็นสีทองสวย โปรยมาด้านบน ยกระดับเมนูธรรมดาๆให้หรูหราซับซ้อนขึ้นทั้งรูปลักษณ์และรสชาติได้อย่างน่าทึ่งเลยล่ะค่ะ [Complimentary Bread] มี 3 แบบคือ Baguette, Brioche และ Sourdough ส่วนตัวนั้นโปรดปราน Baguette มากกว่าแบบอื่นๆอยู่แล้ว และของที่นี่ก็อร่อยถูกใจมากมาย พนักงานจะถือตะกร้ามาเสิร์ฟให้ สามารถขอเติมได้เรื่อยๆ สำหรับเนยจะมีทั้งเนยจืดและเนยเค็มที่แต่งกลิ่นรสด้วยสาหร่ายค่ะ [Course I] มี 3 เมนู ให้เลือกได้อย่างใดอย่างหนึ่งนะคะ ● Huîtres Utah Beach de ‘Jean Paul’ ; Luke Warm Oyster from Normandie, Celeriac and Honey จานนี้ใช้หอยนางรมเบอร์ 2 จาก Utah Beach ใน Normandie ทั้งจานมีตัวเดียว ซึ่งคนสั่งบอกว่าอร่อยมากทีเดียว แอบชิมเครื่องเคียงที่ปรุงมาเป็น Chutney เปรี้ยวๆหวานๆก็รสดีอยู่นะ Wine Pairing : สำหรับจานหอยนางรมนี้ Sommelier เลือกไวน์ขาวรสเบาๆสดชื่นอย่างJ. Moreau &FilsChablis 2014 มาให้จิบคู่กันค่ะ ● Endive de Pleine Terre Au Jambon ; Yellow Endive Velvet Cream Soup, Parisian Ham and Beaufort Foam เป็น Cream Soup เนื้อเนียนนุ่มหอมชีส โรยมาด้วยชิ้นแฮม และ Beaufort Cheese ที่หั่นมาเป็นชิ้นเล็กๆให้เคี้ยวได้หนุบๆหอมๆ อันที่จริงเรื่องฝีมือถือว่าไม่มีอะไรจะติ คือจัดว่าอร่อยทีเดียว แต่ความที่โปรไฟล์รสชาติของเมนูนี้ช่างคล้ายกับ Tartiflette ที่เป็น Amuse Bouche มากมาย อารมณ์เลยเหมือนได้ทานของแบบเดียวกัน 2 จาน ทำให้แอบรู้สึกพลาดที่เลือกเมนูนี้ล่ะค่ะ ถ้าเลือกเมนูอื่นน่าจะเป็นการเปลี่ยนรสชาติให้ไม่จำเจได้ดีกว่านะ ● Variation Autour des Produits de la Mer ; Sea Variation, Herring Roe, and Horseradish ถ้าย้อนกลับไปได้ก็อยากจะเลือกเมนูนี้ (555) เพราะดู presentation ที่ยกมาเสิร์ฟช่างสวยงามน่าทานมากมาย แม้ไม่ได้ชิม แต่คิดว่าน่าจะต้องดีแน่ๆค่ะ (อย่างน้อยก็จะได้รสชาติที่ต่างออกไปจาก Tartiflette ถือเป็นการรีเซ็ทลิ้นนะ) [Course II] เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งจาก 3 เมนูนี้ค่ะ ● Lieu Jaune de Ligne de Petit Bateau ; Roasted Line Caught Pollack, White Asparagus, Coconut and Smoked Chilli ● Agneau de Lait Dit ‘Allaiton’ ; Roasted Milk Fed Lamb, Swiss Chard, Bear’s Garlic and Iranian Black Lemon เนื้อแกะย่างชิ้นย่อมๆ สั่งความสุกระดับ Medium ก็ได้ตามที่สั่ง เสิร์ฟแบบป้ายซอสกระเทียมมาบนชิ้นแกะ เคียงด้วยผัก Swiss Chard ที่ม้วนห่อ Goat Cheese ไว้ด้านใน ส่วนน้ำเกรวี่พนักงานจะนำมาราดให้ที่โต๊ะ ชิมแล้วปลื้มปริ่มน้ำตาจิไหล เนื้อแกะนุ่มละมุนลิ้นขั้นสุด ไม่มีกลิ่นสาบใดๆให้รู้สึกแม้แต่น้อย ยิ่งได้ซอสกระเทียมหอมๆ ได้รสเปรี้ยวจาก Black Lemon หรือมะนาวอบแห้งแทรกตัดเลี่ยนไว้เบาๆ ก็ยิ่งฟิน ส่วนซอสเกรวี่ก็รสกลมกล่อม เข้ากันดีทุกองค์ประกอบเลยทีเดียว ● Canard de Barbarie Elevage Mieral ; Roasted Barbarie Duck, Eggplant, Grapefruit and Black Garlic เป็ดย่างเนื้อนุ่มละมุนกำลังได้ที่ ราดซอสรสกลมกล่อม นำมาทานคู่กับมะเขือย่าง เสริมรสด้วย Black Garlic หรือกระเทียมที่ผ่านการบ่มด้วยอุณหภูมิสูงจนเนื้อนุ่มหวาน แล้วตัดด้วยรสเปรี้ยวสดชื่นจากชิ้นส้มโอที่เคียงมาด้วยกัน ดีงามได้ดั่งใจสุดๆค่ะ Wine Pairing : สำหรับเมนูเป็ดนี้ Sommelier เลือกจับคู่กับไวน์แดง Marchand-Tawse Bourgogne Pinot Noir 2014 ค่ะ [Course III] แม้ในคอร์สอื่นๆอาหารจะมาใน serving size เล็กๆให้ได้ทานโน่นนิดนี่หน่อย แต่สำหรับของหวานนี่มาแบบจานใหญ่จัดเต็มเลยทีเดียวค่ะ มี 3 เมนูให้เลือกเช่นกัน ● Soufflé ; Grand Marnier Soufflé, Vanilla Ice Cream เป็น Soufflé ที่ทำออกมาได้ Perfect ไร้ที่ติ เนื้อสัมผัสนุ่มฟูเบาราวกับปุยเมฆ ได้กลิ่นเหล้า Grand Marnier หอมๆ ขมนิดๆ ร้อนวาบในคอหน่อยๆ สมดุลดีกับความหวานของขนม พนักงานมีการมาราดซอสวานิลลาทำเป็นรูปหน้ายิ้มให้ด้วย ทั้งอร่อยและน่ารักได้ใจ ไอศกรีมวานิลลาที่เคียงมาก็เนื้อดี เนียนแน่นแต่นุ่มละมุน หอมวานิลลาจากฝัก ฟินระเบิดระเบ้อ.... ส่วนตัวแล้วชอบเมนูนี้ที่สุดค่ะ ● Tarte Au Citron ; Lemon Meringue Tart, Citrus Coulis and Confit Zest ในกลุ่มที่ไปกันไม่มีใครสั่งเมนูนี้ เลยไม่มีรูปมาอวดกัน เรื่องรสชาตินั้นคิดว่าน่าจะทำได้ดีตามมาตรฐานร้าน สำหรับใครที่ไม่ชอบขนมหวานแบบใส่เหล้า จานนี้ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจค่ะ ● Crêpes Suzette ; Crêpes Suzette Flambéed at Your Table, Vanilla Ice Cream Crêpes Suzette นั้นเป็นขนมที่เดี๋ยวนี้มีให้สั่งได้ทั่วไป แต่น้อยร้านที่จะทำ Flambé กันเป็น บางร้านก็ทำแบบง่ายๆแค่ราดซอสส้มมาให้ ส่วนเหล้า Grand Marnier ก็ใส่บ้างไม่ใส่บ้างตามเรื่องตามราว ไม่ได้ทำตามสูตรต้นตำรับที่แท้ทรูแต่อย่างใด ดังนั้นเมื่อมีโอกาสมาทานที่ร้านอาหารฝรั่งเศสแท้ๆที่ชื่อชั้นระดับนี้ ก็ต้องมีการโชว์เทคนิคกันให้ตื่นตาตื่นใจหน่อย โดยจะมีการมาทำ Flambé ให้ดูกันที่ข้างโต๊ะเลยทีเดียว เริ่มตั้งแต่การเคี่ยวซอสส้มด้วยเนย น้ำตาล เติมเหล้า Grand Marnier จากนั้นก็ใส่แผ่นเครปลงไป แล้ว Flambé จนไฟลุกพรึ่บ ....ได้ออกมาเป็นเครปที่แป้งเนื้อนุ่ม หอมเนย ฉ่ำซอสส้มเข้าเนื้อ หอมเหล้า Grand Marnier ได้ใจ ทานคู่กับไอศกรีมวานิลลาเข้ากันสุดๆค่ะ [Petit Fours] ขนมหวานแถมท้ายที่เสิร์ฟมาให้ทานแกล้มชา / กาแฟได้กรุบกริบ มีตามนี้เลย ● Caramel Toffees เป็นท็อฟฟี่คาราเมลที่มีรสเค็มนิดๆ ไม่หวานจัด แต่กลิ่นคาราเมลไม่หอมเท่าไหร่นะ ● Chocolate Pralines เป็น Dark Chocolate ที่ไส้เป็น Chocolate Ganache รสชาติเข้มข้นทีเดียวค่ะ ● Kouign-Amann เป็นขนมจากแคว้น Brittany ของฝรั่งเศสค่ะ แม้จะเรียกกันว่าเป็น “Breton Cake” แต่อันที่จริงทั้งหน้าตาและรสชาติคล้ายพวก Puff Pastry มากกว่าเค้ก เพียงแต่ชั้นของแผ่นแป้งที่ซ้อนๆกันนั้นจะเป็นแผ่นหนาๆกว่าพวกขนม puff ทั่วไป ส่วนผิวชั้นนอกมีน้ำตาลละลายเคลือบไว้บางๆ ทานเพลินดีเหมือนกันนะ [Coffee or Tea] ปิดท้ายกันด้วยเครื่องดื่มชา-กาแฟร้อนๆคนละถ้วย เราเลือกเป็น Black Coffee ซึ่งหอมกรุ่นใช้ได้ ชงเข้มถูกใจ เป็นการจบมื้อนี้ลงอย่างน่ารื่นรมย์ทีเดียว [The Verdict] แม้ว่าครั้งนี้จะมาลองแค่เซ็ทอาหารมื้อกลางวันเบาๆ 3 คอร์ส ได้ชิมเพียงอย่างละนิดละหน่อย แต่ก็สัมผัสได้ถึงความประณีตพิถีพิถันของเชฟในการครีเอทอาหารแต่ละจาน การผสมผสานรสชาติจากวัตถุดิบอาหารหลากหลายชนิดจนได้ทั้งรสชาติและสัมผัสที่สมดุลอร่อยลงตัว การบริการของเหล่าทีมงานที่จัดได้ว่าไม่มีที่ติ ตั้งแต่การมาต้อนรับ การดูแลระหว่างมื้ออาหาร จนถึงตอนกลับที่ก็อุตส่าห์มีแจกขนม Macarons ใส่กล่องสวยๆมาให้ด้วย ถือเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจมากมาย ส่วนถ้าใครอยากลองเมนูเด่นที่เป็น Signature Dishes ของเชฟ เช่น Sea Urchin in Champagne Sauce หรือ Roasted Pigeon ก็คงต้องหาโอกาสมาลองมื้อเย็น 7 คอร์ส ที่เชื่อว่าทั้งวัตถุดิบและความซับซ้อนอลังการต้องเต็มที่ยิ่งกว่านี้ โดยรวมแล้วก็เป็นร้านที่ทำได้สมกับชื่อเสียง เป็น “Excellent cooking, worth a detour” สมตามคำนิยามของตำแหน่ง 2 ดาวมิชลินที่เพิ่งได้รับมาเลยล่ะค่ะ... อ่านรีวิวฉบับเต็ม
55 Likes0 Comment
LikeShare
photo