เมนูของร้าน Mrs. Wu
ซุปไก่ต้มขมิ้นกับน้ำจิ้มกะปิก็มา!ครั้งนี้มีโอกาสมาชิมหม้อไฟสัญชาติจีนที่ใช้แต่วัตถุดิบของไทยทั้งหมดอย่างร้าน Mrs.Wu ร้านตั้งอยู่ที่ชั้น 3 ของโครงการ The Portico มีที่จอดรถสะดวกสบาย ประทับตราที่จอดรถได้ที่ร้าน บรรยากาศร้านมาใน Concept - East meets West Hot Pot Bar ตกแต่งสไตล์จีนประยุกต์ด้วยการนำประตูเหล็กแบบจีนๆ และภาพวาดที่ฝาผนังแบบจีนทำให้รู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในหนังจีนสมัยก่อนแต่มีบาร์เครื่องดื่มตรงกลางร้านและโคมไฟแบบตะวันตกที่ให้กลิ่นอายความทันสมัยปนอยู่ ทางร้านเน้นกลิ่นอายเก่าๆเก๋ๆ เตาของหม้อไฟจะอยู่บนโต๊ะ แนบสนิทไปกับโต๊ะเลย มีทั้งโต๊ะแบบนั่ง 2 คน หรือ 4 คน แต่หากมาหลายคนก็สามารถแจ้งพนักงานให้จัดโต๊ะให้ได้ ทีเด็ดของร้านนี้มีด้วยกันหลายอย่าง เริ่มจากน้ำซุปที่มีให้เลือกกัน 5 แบบ แต่ด้วยความที่หม้อใส่ได้แค่ 3 ซุปเลยคัดมาแต่เด็ดๆแค่ 3 ชนิด ซุปไวน์นาเบ – หลายคนคงเคยกินนาเบะหรือหม้อไฟญี่ปุ่นแล้ว น้ำซุปก็จะมีความหลากหลายแต่หลักๆจะปรุงด้วยซีอิ๊วญี่ปุ่น มิริน สาเก ฯลฯ ของร้านนี้เน้นซีอิ๊วญี่ปุ่นและเพิ่มรสชาติด้วยไวน์แดงที่ให้ใส่ลงไปประมาณ 1/3 ของเหยือกที่ให้มา จะทำให้ได้ซุปรสชาติกลมกล่อม เราว่าซุปนี้เหมาะสำหรับการลวกเนื้อสุดๆ เข้ากันอย่างไร้ที่ติ อร่อย แนะนำว่าอย่าใส่ไวน์เยอะ เดี๋ยว ไวน์จะไปทำให้น้ำซุปเปรี้ยว ซุปกระดูกหมูพริกไทยสไตล์กวางตุ้ง – น้ำซุปที่จะทำให้คุณร้องว้าว เพราะว่าในน้ำซุปประกอบด้วยกระดูกหมูชิ้นโตๆ ตัวน้ำซุปนี้เอาไปเคี่ยวยาวนานจนได้น้ำซุปสีขาวขุ่น รสชาติหวานใส่เครื่องยาจีนลงไป ทำให้รสชาตินัวมากยิ่งขึ้น กิมมิคทีจัดมาคือมาคู่กับหอยตลับ 1 ตัวที่ไว้ใส่ตอนน้ำเดือดเพื่อเพิ่มความหอมหวานและรสชาติที่ละทุนมากยิ่งขึ้น เป็นซุปที่เราซดได้ไม่มีเบื่อ ชิ้นกระดูกหมูคือเปื่อยมากๆ และเหมาะกับการใส่ข้าวตอนท้ายทำเป็นข้าวต้มอีกด้วย ซุปไก่ต้มขมิ้นปักษ์ใต้ – เป็นซุปแรกที่เราอยากลองชิมสุดๆ เพราะว่าไม่เคยมีที่ไหนเอาไก่ต้มขมิ้นมาทำหม้อไฟ เซอร์ไพรส์มากกกกกก ซุปของร้านนี้ทำออกมาได้ดีทีเดียว คนที่ไม่เคยทานและกลัวว่ารสชาติจะแปลกประหลาดนั้นตัดความคิดนี้ไปได้เลยเมื่อลองชิม เพราะว่ามันกลมกล่อม ไม่จัดจ้านเกินไปจนกินไม่ได้ แต่มันยังคงความเป็นไทย มีเอกลักษณ์ของพื้นบ้านทางภาคใต้ ได้กลิ่นและรสชาติขมิ้นหอมๆ และเนื้อไก่หวานๆ ซุปนี้เป็นซุปที่เราตักมาซดมากที่สุดแล้ว นอกจากรสชาติน้ำซุปที่โดดเด่น ยังมีสะโพกไก่ชิ้นโตใส่มาด้วย ทางร้านก็ต้มมาจนไก่สุกระดับนึงแล้วแหล่ะ แต่ทางที่ดีทิ้งไว้จนกินตอนท้ายจะดีกว่า เพราะมันจะเปื่อยสุดๆเลย อ้อ ..ซุปนี้แนะนำให้ทานคู่กับน้ำจิ้มกะปิ ฟินลืมมมมม นอกจากซุปที่โดดเด่นก็ยังมีน้ำจิ้มอีก 7 ชนิดให้เลือกจิ้มตามใจชอบเลย เราชิมไปแค่ 4 อย่างเลยขอรีวิวแค่ 4 อย่างละกัน น้ำจิ้มชาช่าสไตล์ไต้หวัน – น้ำจิ้มจะเหมือนน้ำจิ้มพริกเผาแบบข้นๆ แต่ไม่ได้ใส่พริกหม่าล่าเหมือนทางเสฉวน รสชาติเผ็ดน้อย ให้กลิ่นหอมของพริกเผา กินคู่กับหมูก็อร่อยดี น้ำจิ้มซีอิ๊วผสมน้ำส้มสายชู หรือน้ำจิ้มพอนสึ – รสชาติก็เปรี้ยวนำ กินกับเนื้ออร่อยสุดๆ น้ำจิ้มแจ่ว – อันนี้เราชิมของพี่ไปนิดเดียว คืออร่อยนะ แจ่วเป็นแจ่ว คือไม่ได้หวานมาก บางทีทำน้ำจิ้มแจ่วติดหวานหรือเปรี้ยว ที่นี่แจ่วคือรสดี กลมกล่อมอ่ะ ไม่เผ็ดด้วย น้ำจิ้มกะปิ – นับว่าเป็น signature ของทางร้านที่มาคู่กันกับน้ำซุปไก่ต้มขมิ้นปักษ์ใต้จริงๆ เราชิมเปล่าๆแล้วแบบ..เออ อร่อยอ่ะ มันรสกะปินัวๆ กลิ่นไม่แรง แล้วสีกะปิคือดูรู้ว่าใช้กะปิดี ไม่ใช่กะปิไก่กาผสมสีแน่นอน พนักงานบอกว่าเทคนิคการกินน้ำจิ้มกะปินี้คือให้เราเติมน้ำซุปไก่ต้มขมิ้นลงไปนิดหน่อย ประมาณครึ่ง- 1 ช้อนแล้วแต่ปริมาณน้ำจิ้ม ให้มันผสมผสานกัน น้ำจิ้มจะได้ไม่ข้นเกินไปและได้รสชาติที่ลงตัว พอทำตามแล้วก็พบว่าใช่อ่ะ มันดีมากกก พวกของสดของร้านนี้ก็ไม่ดีไม่แพ้น้ำซุป มีหลากหลาย แต่ทางร้านจะเน้นเนื้อวัวพรีเมียม เอาจริงๆเราว่าก็ของดีทุกอย่างนะ ชุดเนื้อรวม (ราคา 520 บาท) – มีทั้งหมด 15 ชิ้นจากเนื้อ 4 ส่วน มีทั้งเนื้อล้วนและเนื้อติดมัน ความสดของเนื้อค่อนข้างดี แล่ไม่บางจนเกินไป ลมพัดไม่ปลิว ไม่มีกลิ่นสาบใดๆ เหมาะสำหรับกินชาบู รวมๆแล้วค่อนข้างชอบ มันอร่อยกันไปคนละแบบ Wagyu Rib Eye MB4 (ราคา 550 บาท) – เห้ยยยยย ได้กินวากิวในราคานี้อ่ะ เป็นเนื้อที่มีมันแทรกพอควร แต่ด้วยความที่เป็นเนื้อวัวออสเตรเลีย ก็จะแน่นๆต่างจากพวกเนื้อวัวญี่ปุ่น ซึ่งเราค่อนข้างชอบนะ กินแล้วมันได้รสเนื้อดี แนะนำลวกแป๊บเดียว เนื้อดีมากจนไม่ต้องจิ้มอะไรเลย กินเปล่าๆก็ฟินอ่ะ Hokkaido A5 Rib Eye (ราคา 850 บาท) – ยกระดับความอร่อยด้วยเนื้อ A5 ลายสวยงาม มีมันแทรกเต็มพิกัดแบบที่ลวกปุ๊บ ชุ่มฉ่ำละลายในปาก ต้องยอมรับแบบอวยไปเลยว่าของเค้าดีจริง ทำให้เรารู้สึกว่าหม้อไฟดีๆในราคาที่หลายๆคนเอื้อมถึงนั้นมันเป็นไปได้ Sendai A4 Sirloin (ราคา 950) – แม้ว่าระดับความมันจะเป็นแค่ A4 แต่ว่าความฟิน ละลายในปากนี่ล้ำมากจนทำให้ไม่แปลกใจว่าทำไมราคาสูงสุดในบรรดาเนื้อทั้งหมด ลายเนื้อสวยงามมากๆ มีมันแทรกทุกอณู แนะนำว่าไม่ควรลวกเกิน 3 วินาทีค่ะ อร่อยมากจริงๆ เหมือนมันละลายหายไปเลย แทบไม่ได้กลืนด้วยซ้ำ เมนูแนะนำที่ขาดไม่ได้สำหรับคนทานเนื้อแล้วควรจะสั่งมาคู่กัน ไม่งั้นถือว่าพลาดมากคือ ไข่ดอง! ไข่ดองซีอิ๊วสีสวยกำลังดี รสชาติไม่เค็มมาก ลวกเนื้อชาบูเสร็จ เอามาจิ้มไข่ดองแล้วกินเลย โอ้โห....สุดยอดความเข้ากัน อร่อยๆ เรายั้งใจไม่อยู่สั่งเพิ่ม ซัดไข่ไป 2 ฟองเลย นอกจากเนื้อวัวแล้วยังมีชุดหมูรวมที่อร่อยไม่แพ้กัน เอาใจคนไม่กินเนื้อ หรือว่าอาหารทะเลอย่างกุ้งแชบ๊วยตัวใหญ่ๆ ปลาเต๋าเต้ยชิ้นพอคำในราคาเป็นมิตร แม้แต่บรรดาลูกชิ้นของร้านก็ใช้ของดี เนื้อลูกชิ้นเนียน และที่สำคัญคือกินแล้วอร่อย ได้รสชาติ ไม่ใช่พวกลูกชิ้นแป้งตามร้านทั่วไป อีกอย่าง....ร้านนี้มีเส้นมันสำปะหลังที่ต้มแล้วมันจะใสๆ แนววุ้นเส้นเกาหลี คล้ายๆเส้นเล็กแบบหนาๆ คืออร่อยมาก น้อยร้านจะเอาเส้นมันสำปะหลังมาเป็นตัวเลือกของชาบู ของหวานของทางร้านจะมีเป็นไอศกรีมจาก Guss Damn Good ขายในราคาถ้วยละ 120 บาทและพายจาก Holy Moly ซึ่งมี 2 รสคือไข่แดงลาวาและชาไทย ชิ้นละ 65 บาทค่ะ ถือเป็นร้านที่เหมาะกับการมาสังสรรค์กลุ่มเพื่อนฝูงหรือจะคนรักหม้อไฟสไตล์จีนก็ได้ บรรยากาศเก๋ๆกับเพลงเก่าๆแต่ฮิปฮอปหน่อย วัตถุดิบ อาหารอร่อย การบริการยอดเยี่ยม ราคาเหมาะสม เราให้ 5 ดาวเลยอ่ะ... อ่านต่อ
11 Likes0 Comment
LikeShare
photo