เมนูของร้าน SOUSAKU
Engawa Spiral Otoro Ikura
ร้านซูชิสุดฮิตย่านอารีย์ รางวัล #BestofWongnai ราคามิตรภาพ บริการแบบกันเอง เหมาะกับคอซูชิที่ไม่ต้องการนั่งเอาบรรยากาศ
### แจ้งข้อมูลสำคัญ: ล่าสุดร้าน Sousaku ที่แรกตรงซอยอารีย์ 2 ปิดให้บริการแล้วหลังวันที่ 3 ม.ค.59 อย่าเพิ่งตกใจ ร้านเค้าจะย้ายไปเปิดที่ใหม่ตรงซอยอารีย์ 4 ช่วงต้นเดือนมีนาคมนี้ ### ผมติดตามหน้าร้าน Fan Page เค้าช่วงหนึ่ง เห็นเค้ากำลังตามหาพื้นที่เปิดลงร้านใหม่ ตอนแรกคิดว่าจะเปิดสาขาใหม่แต่เป็นย้ายร้านออกเลยครับ ผมเข้าใจว่าทำเลเดิมที่ร้านเค้าเปิดตรงซอย 2 ใกล้ๆกับสนข.พญาไท มันดูแออัดไปหน่อยและหาที่จอดรถยากมากๆ คงมีลูกค้าบ่นเยอะเหมือนกัน (ตอนผมไปทานก็ต้องเอารถไปจอดที่ตึกสหกรณ์อีกซอยฝั่งหนึ่งเดินมาและต้องเสียเงินค่าที่จอดเองด้วย) ลูกค้าส่วนใหญ่เลยก็น่าจะเป็นคนที่อยู่ในคอนโดซอยนี้ หรือถ้าตั้งใจมาจริงๆก็นั่ง BTS มาแทน ซึ่งผมมองว่ายังไงก็ไม่ค่อยสะดวกอยู่ดีครับ ดังนั้นผมว่าเป็นเหตุผลหลักๆที่เค้าย้ายร้านนะครับ [ที่ตั้ง:] ร้านเดิมที่ตอนผมไปทานอยู่ซอยอารีย์ 2 แต่เพิ่งมีโอกาสมารีวิวนี้ ตอนนี้เค้าปิดแล้ว กำลังรอเปิดที่ใหม่ตรงซอย 4 ถัดไป (ยังไม่รู้แน่นอนว่าอยู่ตรงไหน) ผมตั้งใจจะลองไปทานดูอีกครั้งหลังเปิดช่วงมีนาคมซะหน่อย [ควรรู้ก่อนมา:] อยู่บนสมมติฐานที่ว่าร้านที่จะเปิดใหม่รูปแบบการให้บริการรวมถึงเมนูและราคาเหมือนกับร้านตรงที่แรก • ราคาอาหารและเครื่องดื่มทุกอย่างในรายการ Net แล้ว ไม่มี ++ เพิ่ม **จุดดีของร้านนี้ ราคาเป็นมิตรสำหรับคอซูชิ • ราคาซูชิตัวพวกท็อปๆอย่าง Otoro (339 net), Chutoro (220 net), Nama Uni from Hokkaido (319 net) ผมว่าร้านนี้ราคาไม่แพงถ้าเทียบกับร้านอื่น ใครชอบซูชิพวกนี้สั่งมาทานได้หลายคำหน่อย • เกรดคุณภาพวัตถุดิบซูชิร้านนี้ผมว่ากลางๆไม่ถึงกับขั้น Super Premium เหมือนร้าน Omakase หรูๆหรอกครับ เทียบเท่าพอๆกับ Sushi Hiro หรือ Hana และหลายเมนูราคาถูกกว่าร้านดังบนโซเซียลอื่น • ร้านนี้เท่าที่สังเกตเค้าจะขึ้นชื่อหรือคนนิยมมาทานกันเป็น Salmon หรือ Engawa ตามความเห็นส่วนตัว • แนวซูชิร้านนี้มีทั้งแบบพื้นฐานคือ วัตถุดิบอย่างเดียวต่อข้าวซูชิหนึ่งคำ หรือจะเป็นแนว Creative หรือหลายคนจะเรียกว่า Fusion คือวัตถุดิบตั้งแต่ 2 อย่างขึ้นไปต่อข้าวซูชิ 1 คำ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพวก Gunkan Special อย่างหลังจะออกแนวคล้ายๆร้าน Sushi Hana เลย โดยเฉพาะตัว Maki ที่พันด้วย Engawa ใส่ทูน่าสับแล้ววางท๊อปด้วย Ikura • ร้านนี้บริการเป็นสไตล์แบบกันเอง เหมือนกลุ่มเพื่อนๆช่วยกันมาบริหารและขาย ดังนั้นพิธีรีตองหรือรูปแบบบริการไม่ต้องไปเทียบกับซูชิบาร์หรูๆระดับ upscale ร้านนี้ผมขอ position ว่าเป็น “ซูชิเกรดคุณภาพสมราคา ไม่กินเอาบรรยากาศ เน้นอร่อย” • การสั่งอาหารที่นี่ถือว่าแหวกแนวดีครับ คือเค้าจะมีเมนูเป็น e-book หรือ PDF เปิดมาใน Tablet ให้เราเลือกแล้วบอกกับพนักงาน ไม่ใช่ระบบการสั่งอาหารผ่าน App ที่จิ้มบนหน้าจอส่งคำสั่งไปที่เชฟได้เลย Tablet เป็นเพียงเครื่องมือแสดงผล e-Menu เท่านั้น [อาหารที่สั่ง:] • Sousaku’s OMAKASE on the Table (฿489 net 8 pcs) เป็น Sushi Set ที่ทางร้านเค้าจัดมาเพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์การทานแบบ Omakase (จำลอง) ไม่ได้ปั้นทีละคำเหมือน Omakase จริงๆ แต่จะเรียงซูชิตามคำไล่รสชาติที่ถูกต้องจากรสอ่อนไปเข้มข้นเรื่อยๆตามต้นแบบ Omakase เลย คือให้เราคีบทานทีละคำเรียงลำดับตามการวางซูชิบนจานของเค้าจากปลาชิ้นริมสุดเนื้อสีอ่อน ไล่ไปเรื่อยๆ จนจบที่ไข่หวาน ชุดนี้เหมาะสำหรับทานคนเดียวครับ มีทั้งหมด 8 คำ ไล่ตามลำดับการทานเลยคือ 1. Marukoban หรือปลาจาระเม็ดญี่ปุ่น เริ่มคำแรกปลาชิ้นนี้ผมว่าออกแข็งไปหน่อย ไม่ประทับใจ รสชาติออกจืดๆไม่ค่อยหวาน (คำแรกรสชาติอ่อนจริงๆ) ไม่ค่อยประทับใจ 2. Akami หรือทูน่าเนื้อแดง ชิ้นปลาแล่บางจนเวลาปั้นวางบนข้าวซูชิเลยแตกยุ่ยไม่น่าทาน แต่รสชาติถือว่าอร่อยใช้ได้ ไม่คาว ไม่ติดเอ็นเหนียวๆ มีแต้มวาซาบิดองมาให้เลย สรุปคำนี้ปั้นไม่สวยแต่รสชาติพอผ่าน 3. Salmon Toro หรือท้องปลาแซลมอน คำที่ได้ผมว่ามันไม่เหมือนส่วนท้องเท่าไหร่ เพราะไม่ติดส่วนมันๆชัดเจน ดูจากลายไขมันเป็นเส้นๆก็พอเดาได้ เหมือนลักษณะแซลมอนจากนอร์เวย์เน้นทานเนื้อหวานๆ ผมเข้าใจว่าเค้าทำแซลมอนธรรมดามาให้แทนครับ (ส่วนท้องอาจหมด) โดยรวมคำนี้ปั้นสวยดี ขนาดพอดีคำ 4. Hotate หรือหอยเชลล์ฮอกไกโด คำนี้อร่อยดีครับ ชอบ หอยเชลล์นุ่มหนึบๆ ปรุงรสมาให้เลย และปั้นได้สวยพอดีคำ 5. Hokkigai หรือหอยปีกนก สดดี เนื้อสัมผัสกรุบกรอบ ปั้นสวยขนาดพอดีคำเช่นเคย 6. Saba หรือซาบะดอง ไม่เปรี้ยวเกิน เนื้อแน่นไม่แตกยุ่ย ปั้นสวยเหมือนทาน Omakase เช่นเคย 7. Unagi หรือปลาไหลน้ำจืดย่าง คำนี้เป็นคำที่รู้สึก Fail ขึ้นมาทันที เพราะปลาไหลย่างเนื้อแข็งเกินไปน่าจะย่างไฟมา over-cooking ส่วนซอสที่ทามาบนตัวปลาไหลออกหวานๆ สรุปคำนี้ไม่อร่อยเพราะแข็ง 8. Tamagoyaki หรือไข่หวานย่าง อีกคำที่ทำให้รู้สึก Fail ต่อจากปลาไหล คือไข่หวานเนื้อแข็งไปมากจนไม่อร่อยเลย แล้วเค้ายังมีทาซอสหวานๆอีกทำให้เกิดเลี่ยนด้วย สรุปคำนี้ก็ไม่โดนเลยครับ สรุป: ชุด Omakase ที่มาทานครั้งนี้ ไม่ประทับใจครับ คำแรกเปิดตัวมาไม่โดนเท่าไหร่ แต่ก็ค่อยๆไล่ขึ้นมาดีขึ้น อร่อยในคำกลางๆ แล้วมาตกเหวตายตอนท้ายอีก 2 คำสุดท้ายซึ่งเนื้อสัมผัสแข็งแห้งทั้งคู่ เหมือนกราฟพาราโบลาคว่ำมียอดสูงที่ตรงกลางประมาณนั้นครับ • Engawa Trio (ปกติ ฿437 เหลือ ฿369 net) ร้านนี้เค้าจะจัดชุดที่เรียกว่า “ขอสามคำ” คือซูชิที่ใช้วัตถุดิบหลักเหมือนกัน 3 คำ เรียงกัน แต่ปรุงรสมาต่างกันในจาน ที่เห็นมีก็ Salmon ขอ 3 คำ แล้วก็ชุดนี้ที่สั่งคือ Engawa ขอ 3 คำ มีดังนี้ ** Engawa Shio (โรยเกลือและพริกไทย) ทานกับ Ponzu คำนี้เฉยๆ ย่างไฟมาหอมดีและได้กลิ่นเกลือพริกไทยเสริมเข้าไป คำนี้ผมไม่ชอบอย่างเดียวคือเค้าใช้สาหร่ายพันที่ตัวข้าวซูชิซึ่งผมว่าดูไม่เข้ากัน ** Engawa Aburi Ebiko (ย่างไฟทาซอสแล้วท็อปด้วยไข่กุ้งสีส้มและหอมสับ) ทานกับ Ponzu เหมือนกับคำบน ผมไม่ชอบสาหร่ายมาพัน ** Engawa Spiral Otoro + Ikura (เมนูฟิวชั่นอลังการคือ Maki พันด้วย Engawa วางท็อปด้วยโอโทโร่สับและไข่ปลาแซลมอน) ทานคู่กับวาซาบิและโชยุ ผมชอบคำนี้สุดแล้วครับ อร่อยดี เค้าจะปั้นมาขนาดพอดีคำเลย คีบใส่ปากหมดในคำเดียว ตัวโอโทโร่เสริมรสหวานมัน เอ็นกาวะได้ความกรุบกรอบ ไข่ปลาแซลมอนเสริมความเค็ม สรุปคำนี้ลงตัว • Salmon K-1 (฿59 net) แซลมอนย่างแนวฟิวชั่น เมนูที่ทางร้าน Recommend และเห็นหลายคนสั่งทานกัน ลองสั่งมาดูบ้างจะได้รู้ หน้าตาเป็น Salmon Nigiri ปกติ แล้ววางท็อปด้วยของทอดอย่างหนึ่งไม่แน่ใจคืออะไรและไข่กุ้งสีส้ม ทาด้วยซอสหวานแบบโรลแล้วราดด้วยมาโย เอาไปย่าง คำนี้ปั้นได้ดูสวยงามเช่นเคย และอร่อยดี มันๆหอมๆ ผ่านครับ • Negi Akami + Quail Egg Gunkan (฿69 net) ข้าวห่อสาหร่ายหน้าทูน่าเนื้อแดงสับหยาบๆตอกลงไปด้วยไข่นกกระทาดิบ โรยด้วยหอมญี่ปุ่นซอย แต้มมาด้วยวาซาบิเล็กน้อย คำนี้อากิมิเนื้อฉ่ำๆดีไม่แห้งเกิน แต่ไม่ค่อยมีรสชาติ แต่ทานคู่กับวัตถุดิบทั้งหมดในคำนี้พร้อมกัน เข้ากันดีครับ สรุปคำนี้ผ่าน • ชาเขียวร้อน เติมรีฟิล (฿30 net) ค่าเสียหายทั้งหมดมื้อนี้ ไม่มี ++เพิ่ม และส่วนลดตามช่วงอีก 15%-20% 965 บาท เกือบพันพอดี ถ้าเป็นร้านซูชิหรูๆหน่อยน่าจะประมาณ 1,500+ บาท ---------------- ผมขอสรุปรีวิวร้าน Sousaku (ภาพรวมทั้งหมด) เป็นทีละส่วนประกอบดังนี้ 1. คุณภาพวัตถุดิบ: สำหรับร้านซูชิ ผมจะขอแยกเป็น 2 ส่วนคือ // อย่างที่ 1: ตัวเนื้อปลาหรือวัตถุดิบอื่นๆที่ทำหน้าซูชิว่ามันมีความสดมากน้อยเพียงใด เตรียมหรือปรุงมาดีขนาดไหน ผมสรุปว่าของที่ Sousaku คุณภาพและความสดของปลาโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดี เกรดพอๆกับ Hiro หรือ Hana แต่ครั้งนี้ที่มาซูชิบางตัวไม่ผ่านเตรียมได้ไม่ดีพอคือ ปลาไหลย่าง กับ ไข่หวาน ไม่อร่อย แข็งไป // อย่างที่ 2: ข้าวญี่ปุ่นที่ใช้ทำซูชิ ปกติจะต้องมีผสมน้ำส้มสายชูลงไปและมีความแฉะเล็กน้อย เหนียวจับเป็นก้อน ผมสรุปว่าของที่ Sousaku ตัวข้าวซูชิทำมาค่อนข้างดีนะครับ จับกันเป็นก้อนไม่แตกและไม่แฉะเกิน หมักน้ำส้มมากำลังดีไม่ออกรสเปรี้ยวเด่นชัด แต่ตอนที่ผมไปทานคิดว่าเย็นไปหน่อย 2. สไตล์และรูปแบบการปั้นซูชิ: สำหรับร้านนี้ตอนที่ไปทานผมว่าส่วนขนาดชิ้นปลาที่นี่จะให้ชิ้นขนาดกำลังดีเมื่อเทียบกับข้าวที่ปั้น ดังนั้นหน้าตาของซูชิที่ปั้นมาเลยดูสมดุลกันระหว่างรสชาติของชิ้นปลาบนหน้ากับข้าวปั้นด้านล่างเวลาเคี้ยวเข้าปากรวมกันครับ ไม่ overwhelming ส่วนสไตล์รูปแบบการแล่ชิ้นปลาผมว่าที่นี่ทำได้สวยงามมากเหมือนกินที่ร้านซึ่งให้บริการ Omakase ส่วนการปั้นข้าวซูชิผมว่าเค้าทำได้ดีครับคือข้าวจับตัวไม่แน่นหรือหลวมเกินไป 3. การบริหารวัตถุดิบภายในร้าน: เป็นเรื่องที่สำคัญมากของร้านซูชิ คือควรจะต้องมีการสต๊อกวัตถุดิบไว้ให้ครบตามเมนูที่แสดงและปริมาณเหมาะสม ถ้ามากไปเหลือข้ามวันก็ไม่สดแล้ว หรือถ้าน้อยไปไม่มีให้ลูกค้าเลือกก็ไม่เกิดความไม่พอใจไม่มาทานอีก สำหรับตอนที่ผมไปทานสังเกตมีปลาบางตัวหมดอย่าง Hamachi น่าจะบริหารเรื่องสต๊อกได้ไม่เต็มที่เพราะขายดีเฉพาะบางวัตถุดิบ (ถ้าเทียบกับร้านซูชิดังๆที่มีสาขามากๆอย่าง Hiro หรือ Hana ผมว่า 2 ร้านนี้ทำได้ดีกว่าและมีประสบการณ์มากกว่า) สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นคือการจัดโปรแรงๆแต่ละช่วงอาทิตย์ก็เป็นเครื่องมือหนึ่งของเค้าในการที่จะลดวัตถุดิบซูชิที่ต้องเหลือข้ามในแต่ละวันด้วยครับ 4. ราคา ร้านนี้ถือว่าทำได้ดีมาก 5. โปรโมชั่น ร้านนี้จะไม่มีโปรโมชั่นหวือหวาอย่างลด 50%-80% ตลอดเวลาเหมือนร้านซูชิการตลาดบนโซเซียลเจ้าดังเจ้าหนึ่ง แต่ราคาซูชิเค้าค่อนข้างถูกกว่าร้านอื่นอยู่แล้ว ปกติเค้าจะลดแบบเป็นช่วงยาวๆอยู่แล้วอย่างเป็นเดือนขึ้นไปหรือช่วงเทศกาล คือจ่ายสดลด 20% หรือจ่ายด้วยบัตรลด 15% 6. PR การประชาสัมพันธ์ของร้านนี้ เนื่องจากเป็นร้านอาหารเข้าถึงกลุ่มลูกค้าค่อนข้างเฉพาะ ไม่ใช่ mass จึงไม่ได้ทำพวก above the line (โฆษณาทางทีวีหรือสื่อที่เข้าถึงคนมากๆ) แต่จะเน้นไปทาง below the line (เข้าถึงเฉพาะกลุ่มอย่าง social network แต่เดี๋ยวนี้ในยุค smartphone ครองเมือง การใช้สื่อ social จึงเป็นที่นิยมขึ้นเช่นกัน จนเรียกได้ว่าเกือบจะเป็น mass แล้ว) ร้านนี้ค่อนข้างแข็งเรื่องการตลาดบนโซเซียลเหมือนกัน สรุปโดยรวมตามที่ผมรีวิวไปทั้งหมด ผมให้ 3 ดาว ร้านนี้ถือว่ามองโอกาสทางธุรกิจได้ดีคือจับตลาดกลุ่มคนชอบทานซูชิหรือคอซูชิที่ไม่เน้นทานเอาบรรยากาศหรือบริการเป็นหลัก ดังนั้นจึงสามารถตั้งราคาได้แบบจูงใจมาก และทางร้านนี้พยายามสร้างบรรยากาศการทานซูชิให้จำลองเหมือนการทาน Omakase โดยคิดเมนูที่ชื่อ Sousaku’s OMAKASE on the Table เพื่อลบจุดด้อยเรื่องรูปแบบการให้บริการ จุดเด่นอีกอย่างของร้านนี้คือรูปแบบการปั้นซูชิที่ดูสวยงามและสมดุลดีครับ... อ่านรีวิวฉบับเต็ม
37 Likes0 Comment
LikeShare
photo