หน้าดำคร่ำเครียดกับการทำงานมาหลายเดือน เมื่อมีโอกาสเหมาะๆ เลยขอตัวแว๊บไปชาร์จพลังงานกันสักหน่อย คราวนี้หมุนเข็มทิศลงใต้ ขอไปใช้ชีวิตติด (ใจ) เกาะ ไปใช้ชีวิตช้าๆ บนเกาะสุรินทร์ เกาะยาวใหญ่ เกาะยาวน้อย สัก 5 วัน 4 คืน ถ้าหากใครพร้อมจะไปติด (ใจ) เกาะกับผม เตรียมเกาะหลังผมไว้แน่ๆ ได้เลยครับ
หลังจากลงเครื่องที่สนามบินภูเก็ต ผมมุ่งหน้าสู่เขาหลัก จุดแรกที่วางโปรแกรมไว้คือสะพานไม้เขาปิหลายครับ
สะพานไม้ปิหลายตั้งอยู่ที่ตำบลโคกกลอย หากมาจากสะพานสารสิน ขับรถมาไม่เกิน 10 นาที ก็มาถึงแล้วครับ ทางเข้าหาดปิหลายจะอยู่ทางซ้ายมือ หากไม่สังเกตอาจจะขับรถเลยได้ ถ้าจะให้ชัวร์ จับ GPS “สะพานไม้ปิหลาย” รับรองไม่มีหลงครับ
เดิมสะพานไม้แห่งนี้ใช้สำหรับการขนแร่ดีบุกจากเรือมาสู่โรงแยกแร่บนฝั่ง แต่ปัจจุบันแร่ดีบุกถูกขุดไปจนหมดแล้ว สะพานไม้แห่งนี้จึงหมดหน้าที่ในการขนดีบุกลง แต่สะพานไม้ปิหลายแห่งนี้กลับมีหน้าที่ใหม่ขึ้นมาแทน นั่นคือเป็นจุดถ่ายรูปที่ตากล้องหลายต่อหลายคนนิยมมาถ่ายภาพสะพานไม้แห่งนี้กัน ภาพที่ทำให้ผมรู้จักสะพานไม้ปิหลาย เป็นภาพช่วงแสง Twilight หลังพระอาทิตย์ตกไปแล้ว ดูแล้วให้บรรยากาศดีมากๆ ใจจริงผมเองก็อยากจะมาเก็บภาพสะพานไม้ปิหลายช่วงเย็นเหมือนกัน แต่เนื่องจากเวลาไม่ได้ เลยมาเก็บบรรยากาศในช่วงสายๆ แทน แต่การมาช่วงสายก็ไม่ได้ทำให้ผมผิดหวังเลย ผมได้เห็นความสะอาดของชายหาดที่ทอดยาวสุดสายตา น้ำทะเลสีฟ้ากับฟองคลื่นสีขาวที่ซัดเข้าหาฝั่ง เสียงดังครืนๆ อยู่ตลอดเวลา เดิมตั้งใจจะแวะหยุดพักถ่ายรูปสัก 10-15 นาทีเท่านั้น แต่เมื่อเท้าได้เหยียบลงบนพื้นทรายเท่านั้น เวลาเพียง 15 นาทีคงน้อยเกินไปสำหรับการจะมาสัมผัสบรรยากาศ ณ จุดนี้
ออกเดินทางกันต่อสู่จุดหมายต่อไป นั่นคือจุดชมวิวเสม็ดนางชี อีกหนึ่งสถานที่ที่ถ้ามาถูกเวลา จะเป็นจุดที่สวยงามมากๆ ช่วงเวลาที่เหมาะในการมาเที่ยวที่เสม็ดนางชีจะเป็นช่วงเช้า มาชมพระอาทิตย์ขึ้นที่นี่ แต่เนื่องจากเวลาของผมไม่ได้อีกเช่นเคย เลยต้องมาช่วงบ่ายแทนครับ
นักท่องเที่ยวจะต้องขับรถมาจอดที่ลานจอดรถ จากนั้นจะต้องเดินขึ้นไปยังยอดเขา ประมาณ 700 เมตร 700 เมตรแนวราบ คงไม่ใช่ปัญหาสำหรับผม แต่นี่เป็น 700 เมตรซึ่งมีความสูงชัน ผมเลยขอใช้ตัวช่วยครับ และตัวช่วยที่ผมบอก นั่นคือ รถรับจ้างที่จะพาขึ้นไปยังด้านบน โดยมีค่าบริการ 60 บาทต่อคน ราคา 60 บาทนี้รวมขาขึ้นและขาลงนะครับ นอกจากนี้ยังจะต้องเสียค่าบำรุงสถานที่คนละ 30 บาทด้วย รวมเป็น 90 บาท แต่ถ้าหากใครกำลังขาดี ไม่ใช้บริการรถรับจ้าง ก็เสียค่าบำรุงสถานที่เพียงอย่างเดียวครับ เส้นทางที่ขึ้นมายังด้านบน ทั้งสูง ทั้งชัน ทั้งคดเคี้ยว
ขึ้นมาถึงด้านบน ถึงกับอึ้งครับ ถึงแม้วิวจะไม่มีอะไรมากมาย แต่มันก็สะกดผมได้อยู่หมัดเลยทีเดียว เบื้องหน้ามองเห็นภูเขาสูงใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ถ้าเปรียบกับตัวละคร คงต้องยกให้เป็นพระเอก แวดล้อมด้วยทิวเขาสูงที่สลับชั้นเป็น Layer สุดลูกหูลูกตา เปรียบได้กับพระรอง นับว่าเป็นองค์ประกอบที่ลงตัว ทำให้ละครเรื่องนี้น่าติดตามชมเป็นอย่างมากครับ
สำหรับจุดหมายต่อไปของผมอยู่ที่กิจกรรมล่องแพไม้ไผ่ที่คลองลำรู่ใหญ่ หรือที่คนแถวนั้นรู้จักกันในชื่อคลองวังเคียงคู่ โดยการล่องแพไม้ไผ่ครั้งนี้ผมใช้บริการของ โกมล คอร์เนอร์ ครับ
ผมมาจอดรถ และติดต่อเรื่องแพที่จุดนี้ครับ แต่ก่อนล่องแพขอเติมพลังกันก่อน ที่นี่มีบริการอาหารด้วยนะครับ เป็นอาหารตามสั่งจะเป็นจานเดียวหรือจะมาแบบเป็น Set ก็มีครับ
จุดที่ผมมาติดต่อเรื่องแพไม้ไผ่จะเป็นจุดสิ้นสุดของการล่องแพ เมื่อจะเริ่มล่องแพ ก็จะมีรถมารับไปส่งยังจุดเริ่มต้นของการล่องแพครับ
ก่อนล่องแพ จะมีการให้เราลงชื่อไว้ เผื่อมีอะไรที่ไม่คาดคิดจะได้ใช้ในการเคลมประกัน จริงๆ ช่วงที่ผมไป น้ำก็ไม่ได้มากมายอะไร แต่เพราะความกลัวเลยขอใส่เสื้อชูชีพเพื่อจะได้สบายใจครับ
ช่วงที่ผมไป ระดับน้ำไม่สูงมาก เลยทำให้แพไหลไปแบบเรื่อยๆ น้ำใส ไหลเย็น สองข้างทางได้ยินเสียงหรีดหริ่งเรไร มองไปทางไหนก็สดชื่น เพราะเต็มไปด้วยสีเขียวจากต้นไม้ มีผ่านแก่งหิน เรียกเสียงกรี๊ดกร๊าดจากสองป้าได้บ้างครับ
ล่องแพไปได้ไม่นาน แอบได้ยินเสียงครางหงิงๆ ผมพยายามมองหาต้นเสียงแต่ก็หาไม่เจอ สักพักคนถ่อแพส่งสัญญา ก็ได้ยินเสียง ตูม... ช่วงนั้นแหล่ะถึงได้เห็นต้นกำเนิดของเสียงที่ตามหา เป็นแขก 4 ขาที่ไม่ได้รับเชิญ กระโดดลงน้ำพร้อมเร่งฝีเท้าในการว่ายน้ำมาขึ้นแพไปกับคณะของผมครับ น้ำช่วงที่ลึก จะเห็นผิวน้ำเป็นสีเขียวมรกต ส่วนบางช่วงที่ตื้น ก็จะใสจนเห็นหินที่อยู่ใต้น้ำเลยครับ
ตลอดระยะทางเกือบ 3 กิโลเมตร ใช้เวลาในการล่องแพประมาณ 1 ชั่วโมง ผมได้ซึมซับกับบรรยากาศเย็นๆ ตลอดเส้นทางค่อนข้างร่มครึ้มจากต้นไม้ใหญ่ นับเป็นการฟอกปอดได้เป็นอย่างดีเลยครับ เมื่อขึ้นจากแพแล้ว ยังมีบริการผลไม้และน้ำดื่มให้ด้วยครับ
หากใครสนใจในการล่องแพไม้ไผ่ สามารถติดต่อได้ที่โกมล คอร์เนอร์ครับ แพ 1 ลำ สามารถนั่งได้ 2-3 คน ขึ้นอยู่กับขนาดของผู้ล่องครับ สนนราคาแพละ 500 บาท แพเริ่มล่องได้ตั้งแต่ 08.30-17.00 น. สามารถโทรสอบถามได้ที่ 095-4101988 ครับ
สำหรับการเดินทางมายังโกมล คอร์นเนอร์ ให้สังเกตซอยน้ำตกวังเคียงคู่ ปากซอยจะอยู่ระหว่างปั้มบางจากและไปรษณีย์ลำแก่น ขับตรงเข้าซอยมาประมาณ 2.5 กิโลเมตร สภาพเส้นทางเป็นหลุมเป็นบ่อพอสมควร จุดหมายอยู่ทางขวามือครับ
ถึงเวลาอันควรแล้ว คงต้องตรงบึ่งไปยังที่พักแล้วครับ ตลอด 2 คืนที่จะถึงนี้ ผมเข้าพักที่ Mai Khao Lak
คอนเซปของ Mai Khao Lak คือ Family Life จึงไม่แปลกที่ที่นี่จะให้ความสำคัญกับครอบครัวและเด็กๆ ครับ พื้นที่ของ Mai Khao Lak กว้างขวางมากๆ ดูเหมือนจะมี 2 Zone คือ Zone ดั้งเดิมและ Zone ใหม่ ด้วยการที่พื้นที่ค่อนข้างกว้าง เลยมีรถกอล์ฟไว้คอยให้บริการด้วยครับ
Lobby แบบ Open Air พื้นที่ค่อนข้างกว้างขวางเลยทีเดียว ผมมาถึงจังหวะไม่ดี เพราะทัวร์จีนลงพอดี ทำให้ใช้เวลาในการรอ Check in นานพอสมควรครับ
ห้องพักของผมเป็นห้องพักแบบ Deluxe Premium Suite เป็นอาคารที่อยู่ด้านข้าง Lobby ซึ่งชั้นล่างเป็นห้องอาหาร ส่วนห้องพักผมอยู่ชั้นบนครับ
เมื่อเปิดประตูห้องพักเข้าไป ห้องจะแบ่งเป็น 3 ส่วน ในพื้นที่ส่วนแรกจะเป็นห้องน้ำ ฝั่งซ้ายจะเป็นห้องอาบน้ำ ซึ่งตู้เสื้อผ้าจะอยู่ในพื้นที่ของห้องอาบน้ำครับ เวลาอาบน้ำคงต้องรูดม่านเพื่อปิดให้มิดชิดสักหน่อย ส่วนด้านขวามือจะเป็นในส่วนของอ่างล้างหน้าและห้องส้วมครับ
เดินถัดจากห้องน้ำเข้ามา จะเป็นพื้นที่ในส่วนนั่งเล่น มีโซฟาขนาดใหญ่ พร้อมทีวี และตู้เย็น รวมถึงเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่จะอยู่ในส่วนของห้องนั่งเล่นครับ
และในส่วนที่ 3 จะเป็นส่วนของห้องนอน มีมุมเขียนหนังสือเล็กๆ รวมถึงทีวีอีกหนึ่งเครื่องครับ ในส่วนของห้องนอนนี้สามารถเปิดประตูเพื่อออกไปสูดอากาศ ชมวิวที่ระเบียงได้ด้วย โดยทางโรงแรมได้เตรียมชุดเก้าอี้ไว้ให้พร้อมครับ ห้องพักถือว่าโอเคเลยครับ แยกสัดส่วนได้ดีทีเดียว อุปกรณ์อำนวยความสะดวกค่อนข้างครบถ้วนครับ
วิวจากระเบียงห้องพัก มองเห็นห้องพักประเภท Villa ด้านหลังต้นไม้ใหญ่จะเป็นทะเลเขาหลัก อีกด้านหนึ่งจะมองเห็นห้องพักประเภทตัวตึกเหมือนที่ผมพัก น่าจะเป็นโซนแรกตั้งแต่สร้างโรงแรมครับ
ที่พักในส่วนนี้ จะอยู่ติดสระว่ายน้ำเลยครับ สระว่ายน้ำใหญ่โตเลยทีเดียว
สำหรับโซนนี้น่าจะเป็นโซนที่สร้างขึ้นมาใหม่ มีเครื่องเล่นในสระน้ำอย่าง Slider ด้วยครับ
บรรยากาศช่วงค่ำครับ
ค่ำนี้ผมมาฝากท้องที่ห้องอาหารของโรงแรมชื่อ Talay Thai อยู่ติดชายหาดเลยครับ ห้องอาหาร Talay Thai บริการอาหารไทยทั้งแบบสั่งเป็นกับข้าวหรือจะเป็นอาหารจานเดียวก็มี มื้อค่ำนี้ผมได้ผัดไทกุ้งสด และข้าวผัดปู สนนราคาจานละ 150 บาท มาแบบจานใหญ่อยู่เหมือนกัน และสั่งไก่สะเต๊มาทานเล่นด้วย จานนี้ 180 บาท แอบราคาแรงเหมือนกัน
คืนนี้คงต้องพักผ่อนตุนแรง เพื่อเตรียมไปดำน้ำในวันรุ่งขึ้นครับ
สำหรับเช้าวันใหม่ ผมมีโปรแกรมจะไปดำน้ำและชมวิถีชีวิตของชาวมอแกน ที่หมู่เกาะสุรินทร์ โดยทริปนี้ผมเลือกใช้บริการของ Love Andaman และ Love Andaman จะส่งรถมารับที่โรงแรมในเวลา 06.50 น. เช้านี้เลยต้องรีบตื่น รีบทาน ก่อนที่รถตู้จะมารับครับ
ห้องอาหาร Mangrove อยู่ชั้นล่างของห้องที่ผมพัก ประตูลิฟต์เปิดมาก็เจอเลย ห้องอาหารเปิดให้บริการตั้งแต่ 06.00 น. ห้องอาหารค่อนข้างกว้างเลยทีเดียว ไลน์อาหารค่อนข้างหลากหลายดีครับ
ถ้าใครอยากมานั่งทานริมสระก็ได้นะครับ ช่วงเช้าอากาศดีครับ ด้วยพื้นที่ของ Mai Khao Lak กว้างมากๆ ทำให้ทางโรงแรมต้องเตรียมห้องอาหารไว้หลายห้องเพื่อป้องกันการกระจุกตัวของแขกให้มาแออัดอยู่ในห้องอาหารเดียว ห้องอาหาร Buffet เป็นอีกหนึ่งห้องอาหารที่อยู่ทางโรงแรมได้จัดเตรียมไว้สำหรับแขกที่พักในโซนใหม่ครับ
เนื่องจาก Mai Khao Lak อยู่ห่างจากแหล่งชุมชนรวมถึงศูนย์รวมที่พักที่เขาหลักมาไกลพอสมควร จึงทำให้รถตู้ต้องมารับคณะของผมเป็นชุดแรก จากนั้นถึงตะเวนรับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ไปเรื่อยๆ จนถึงท่าเรือทับละมุครับ
เมื่อมาถึงท่าเรือ ก็ทำการ Check in และลงชื่อสำหรับทำประกันการเดินทางกันให้เรียบร้อยซะก่อนครับ
จากนั้นก็นั่งรอเวลา รอจนกว่าสมาชิกจะมาครบกัน ระหว่างรอก็มีของว่างให้ทานเล่น มีร้านค้าจำหน่ายทั้งของที่ระลึก รวมถึงของจำเป็นสำหรับการดำน้ำ ไม่ว่าจะเป็นชุดใส่ดำน้ำ กระเป๋ากันน้ำ และยังมีของอื่นๆ ที่น่าสนใจเยอะเลยครับ
ก่อนขึ้นเรือ ไกด์จะมาบรรยายให้ฟังว่า วันนี้เราจะไปทำอะไรที่ไหนอย่างไรบ้าง เมื่อทุกคนพร้อมแล้วก็ออกเดินทางกันได้เลย แต่ก่อนขึ้นเรือ ทุกคนต้องฝากรองเท้าไว้ที่ท่าเรือนะครับ
ใช้เวลาเดินทางเกือบสองชั่วโมงเหมือนกัน ก็มายังจุดหมายแรกของทริป นั่นคืออ่าวบอนใหญ่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านมอแกน มองเห็นเป็นชุมชนเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ในอ้อมกอดของป่าทึบ เหนือผืนน้ำสีเขียวมรกต สวยงามเลยทีเดียว
ชาวมอแกน เป็นชนกลุ่มเล็กๆ มีวิถีชีวิตอยู่กับทะเลมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ เดิมจะเร่ร่อนอยู่ในทะเลอันดามัน แต่ปัจจุบันมาตั้งหลักปักฐานอยู่ที่อ่าวบอนใหญ่แห่งนี้ ชาวมอแกนทุกคนจะมีนามสกุลเดียวกันทั้งหมด นั่นก็คือ “กล้าทะเล” ซึ่งเป็นนามสกุลพระราชทานจากสมเด็จย่าครับ
เรือลำขวามือคือเรือก่าบาง พาหนะคู่ชีวิตของชาวมอแกน ที่มีหน้าที่ทั้งเป็นเรือประมงและบ้านพักอาศัย เรือก่าบางมีลักษณะพิเศษที่ไม่เหมือนใครนั่นคือ เป็นเรือที่ไม่ใช้ตะปูในการสร้างเลย ถือเป็นภูมิปัญญาของชาวมอแกนจริงๆ ครับ
ผู้หญิงมีหน้าที่ทำของที่ระลึก ไว้รอจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยว ของส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าประเภทไม้ สร้อยข้อมือครับ
ส่วนเด็กๆ ก็เล่นกันตามประสา ไม่รู้แก่เหน็ดแก่เหนื่อยใดๆ เลย
ได้เวลาอันสมควร คงต้องไปต่อแล้ว จากหมู่บ้านมอแกนเรานั่งเรือต่อไม่นาน เรือก็มาจอดให้เราได้ฝึกดำน้ำกันก่อน ผมเองว่ายน้ำไม่เป็น เวลาที่จะดำน้ำก็จะมีไกด์คอยดูแลอย่างใกล้ชิดครับ พยายามพาผมออกไปหาดูจุดที่ปะการังสวยๆ
ดำน้ำกันสักพัก ก็ถึงเวลาอาหารเที่ยงแล้ว มื้อนี้เป็น Buffet ที่เป็นบริการของทางอุทยาน ผมไม่ได้ถ่ายภาพมาให้ชมนะครับ เพราะว่าแขกมาต่อแถวตักอาหารกันเยอะมากๆ ครับ
หลังมื้อเที่ยง ยังพอมีเวลาเหลือนิดหน่อย เลยเดินไปหามุมถ่ายภาพด้านหลังที่ทำการอุทยาน ขอบอกเลยว่า ทรายขาว น้ำใสมาก แถมฟ้าเป็นใจด้วย
จากนั้นไปดำน้ำกันต่อที่ Nemo Paradise แล้วก็ได้เห็นนีโมเยอะเลยครับ จริงๆ ที่จุดแรกก็พอจะเห็นนีโมได้บ้าง แต่เห็นไม่กี่ตัว แต่จุดนี้ ได้เห็นนีโมเยอะเลย นีโมส่วนใหญ่จะหากินอยู่แถวดอกไม้ทะเล แต่ผมว่าความอุดมสมบูรณ์ของดอกไม้ทะเลที่จุดนี้ยังน้อยกว่าที่ผมเคยไปดำดูแถวๆ ทะเลแถบชุมพร ที่นั่นดอกไม้ทะเลเป็นดงเยอะมากๆ ครับ
มาปิดท้ายที่อ่าวสับปะรด จุดนี้ผมไม่ได้ลงดำน้ำแล้ว เนื่องจากคิดว่ามันก็คงเหมือนๆ เดิม แต่สมาชิกร่วมทริปบอกว่าจุดนี้สวยกว่าสองจุดแรก ได้เห็นปลาหลากหลายชนิดมากๆ ได้ยินแบบนั้นแล้วก็นึกเสียดายที่ไม่ได้ลงไปดำครับ
ต้องขอขอบคุณน้องไกด์ทุกๆ คนที่ให้การดูแลเป็นอย่างดี ลากผมไปทุกที่ที่เห็นฝูงปลา/ดงปะการังสวยๆ พยายามให้ผมได้ลองดำน้ำด้วยตัวเองและคอยตามประกบตามผมไปเรื่อยๆ
เรามาปิดทริปดำน้ำกันที่อ่าวสับปะรดครับ จากนั้นก็มุ่งหน้าสู่ท่าเรือทับละมุ ใช้เวลาเดินทางประมาณเท่าๆ กับขามา เนื่องจากระยะทางค่อนข้างไกล กรุ๊ปหมู่เกาะสุรินทร์จึงมาถึงท่าเรือเป็นกรุ๊ปสุดท้าย เมื่อขึ้นฝั่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ยังมีบริการส้มตำ ผัดหมี่ และไอศกรีมก่อนกลับด้วย เสียดายที่ไอศกรีมหมดซะก่อน อ้อ ทาง Love Andaman ไม่มีบริการผ้าเช็ดตัวให้นะครับ นักท่องเที่ยวต้องเตรียมผ้าเช็ดตัวไปเองครับ
รถตู้พาผมกลับมาถึงที่พักก็เกือบจะหกโมงเย็นเลยครับ เป็นช่วงแดดร่มลมตกพอดี มาถึงก็รีบอาบน้ำ เตรียมออกไปหาอะไรทานที่นอกโรงแรมกันครับ
ระหว่างที่รอสมาชิกอาบน้ำกัน ก็เลยหาข้อมูลของร้านอาหารแถวเขาหลักดู แต่ละรีวิวล้วนแนะนำว่าต้องมาทานที่ ร้าน”คนต้องสู้” ครับ ผมเลยตามไปชิม
ร้าน “คนต้องสู้” อยู่แถวๆ ชายหาดบางสัก ผมมาถึงร้านก็เกือบจะทุ่มครึ่งแล้ว เลยมองไม่เห็นบรรยกาศโดยรอบเลย
มื้อนี้ขอจัดเต็มอาหารทะเลแบบไม่ยั้งครับ เริ่มด้วยหอยชักตีนลวก หอยตัวใหญ่ สด รสชาติหวาน มากับน้ำจิ้มรสเด็ด อร่อยเชียวครับ
ตามมาด้วยหอยแครงลวก คละขนาด ตัวใหญ่ก็ใหญ่เบิ้ม ตัวเล็กก็มาแบบไซส์ลูก ทางร้านน่าจะเสิร์ฟตามน้ำหนักหอยครับ จำไม่ได้ว่าสั่งไปครึ่งหรือหนึ่งกิโล หอยสดเลยทีเดียว
ต่อด้วยกุ้งอบเกลือ และปลาหมึกย่างเสิร์ฟมาจากใหญ่เลยทีเดียว
ปิดท้ายด้วยปลาลุยสวน เป็นปลาพื้นบ้าน ผมจำชื่อปลาไม่ได้แล้ว น้ำหนักประมาณ 1 กก. ปลาทอดออกมาได้กรอบกำลังดี ราดด้วยน้ำยำที่ทำด้วยน้ำพริกเผา โรยหน้าด้วยเม็ดมะม่วงหิมพานต์ รสชาติออกหวานนำจากน้ำพริกเผา อร่อยดีครับ เมนูนี้เกลี้ยงจานเลย
ถือว่าไม่ผิดหวังที่ตามรีวิวมาทานครับ หากใครพักแถวๆ เขาหลัก ลองไปชิมดูนะครับ อาจจะติดใจเหมือนที่ผมติดใจครับ ครัวที่นี่จะปิดประมาณสองทุ่มครึ่งครับ
หลังมื้อเช้าก็คงต้องอำลาเขาหลักเพื่อมุ่งหน้าสู่เกาะยาวใหญ่แล้ว ออกจากโรงแรมมาปุ๊บ เห็นป้ายน้ำตกสายรุ้งปั๊บ เหลือบมองดูเวลา ยังพอมีเวลาแวะเที่ยวได้อีกนิดหน่อย เลยตัดสินใจลองไปเที่ยวชมน้ำตกสายรุ้งดูครับ
น้ำตกสายรุ้งหรือน้ำตกปากวีป อยู่ไม่ไกลจากถนนสายหลัก ขับรถไปเรื่อยๆ ผ่านป่ายาง ประมาณ 2 กม. ก็มาถึงแล้วครับ บริเวณที่จอดรถเป็นที่จอดรถของเอกชน ต้องเสียค่าจอดคันละ 20 บาทครับ
จากจุดจอดรถ จะมองเห็นลำธารเล็กๆ ที่ไหลมาจากน้ำตกสายรุ้ง เราเดินข้ามสะพานตรงนี้ไปนิดหน่อย ประมาณ 150 เมตรก็ถึงน้ำตกสายรุ้งแล้ว สภาพเส้นทางก็ไม่โหดด้วย เป็นทางราบ เดินไม่ทันเหนื่อยก็ถึงแล้ว ผมและสมาชิกร่วมทริป เจอน้ำเย็นไม่ได้ ลงลุยน้ำหามุมถ่ายภาพกันอย่างสนุก นี่ถ้าหากว่าเราไม่มีโปรแกรมไปที่อื่นต่อ คงได้ปักหลักเล่นน้ำกันเป็นแน่
วันนี้ถึงกำหนดที่ผมต้องส่งคืนรถที่สนามบินแล้ว ผมวางแผนจะไม่เช่ารถต่อ เพราะถ้าหากผมเช่ารถต่อ ผมก็จะต้องเอารถไปจอดไว้ที่ท่าเรือที่จะไปยังเกาะยาวใหญ่ เสียทั้งค่ารถ เสียทั้งค่าที่จอดรถ เลยตัดสินใจรบกวนเพื่อนให้มารับจากสนามบินไปส่งยังท่าเรือบางโรงครับ
บริเวณท่าเรือบางโรงจะมีเคาเตอร์ขายตั๋วที่จะไปยังเกาะยาวน้อยและเกาะยาวใหญ่ เดิมทีเดียวจะขายที่เดียวกัน ลงเรือลำเดียวกัน โดยจะแวะส่งผู้โดยสารที่เกาะยาวใหญ่ก่อน ถึงจะไปจบที่เกาะยาวน้อย แต่เดี๋ยวนี้แยกเรือของใครของมันไปเลยครับ ผมมาถึงจังหวะไม่ค่อยดี เพราะเรือเพิ่งออกไป เลยถือโอกาสหาทานมื้อกลางวันทานกันที่ท่าเรือซะเลย
ผมได้ทำตารางเดินเรือที่ update ล่าสุดมาให้จากแผ่นพับที่มีแจกที่ท่าเรือมาให้ครับ สำหรับค่าโดยสาร ถ้าเป็น Speed Boat คนละ 200 บาท ถ้าเป็นเรือหางยาว คนละ 150 บาทครับ
นั่งเรือไม่นาน เราก็มาถึงท่าเรือคลองเหียแล้วครับ ท่าเรือคลองเหีย ณ เวลานั้น อากาศเป็นใจเหลือเกิน ฟ้าเป็นฟ้าจริงๆ
พอขึ้นจากเรือมาปุ๊บ ผมพยายามมองหาบังนี บังนีคือคนที่เพื่อนแนะนำมาให้กับผม บังนีมีทั้งรถเหมาและวิ่งรถสองแถวบนเกาะยาวใหญ่ และบังนีจะเป็นคนพาผมตะเวนเที่ยวบนเกาะยาวใหญ่ในช่วงที่ผมจะอยู่บนเกาะยาวใหญ่ 3 วันครับ
ผมขอกล่าวถึงการเดินทางบนเกาะยาวใหญ่กันก่อนดีกว่า จากท่าเรือไปยังสถานที่ต่างๆ บนเกาะยาวใหญ่ หลักๆ จะมีทางเลือก 3 ทาง คือ เช่ารถมอเตอร์ไซด์ขี่ โดยจะเช่าเป็นรายวัน ถ้ารถเกียร์ธรรมดา ราคาประมาณ 250 บาทต่อวัน ถ้าเป็นเกียร์อัตโนมัติ ราคาประมาณ 300 บาทต่อวัน สำหรับทางเลือกที่ 2 เป็นการใช้บริการของรถสองแถว จะไปจุดไหนก็ตกลงราคากับคนขับได้เลย อย่างถ้าจะเหมาไปส่งรีสอร์ทที่ผมเข้าพัก คือ เกาะยาวใหญ่วิลเลจ จะมีค่าบริการคันละ 300 บาท (ระยะทางจากท่าเรือไปยังรีสอร์ทประมาณ 8 กม.) และทางเลือกที่สาม คือการเหมารถสองแถวเที่ยว โดยจะเลือกเหมาเป็นรายวันหรือรายชั่วโมงก็ได้ ถ้าเหมารายชั่วโมง ตกชั่วโมงละประมาณ 200 บาท หรือจะเหมาเป็นรายวัน ราคาจะขึ้นอยู่กับจำนวนผู้โดยสาร หากมีผู้โดยสารประมาณ 3-4 คน ค่าเหมารายวันประมาณ 1,200 บาท ถ้ามีผู้โดยสารประมาณ 10 คน ค่าเหมารายวันประมาณ 1,500 บาท ราคานี้เป็นเรทของบังนีนะครับ แต่ถ้าหากใครต้องการนั่งสบายๆ สไตล์ Fortuner บังนีก็มีไว้ให้บริการเหมือนกัน ส่วนเรื่องราคาตกลงกับบังนีได้เลยครับ
สำหรับวันแรกบนเกาะยาวใหญ่นี้ ผมตรงเข้าที่พักที่ Koh Yao Yai Village เลยครับ
จากถนนใหญ่ เมื่อเลี้ยวเข้ารีสอร์ทไปจะผ่านป่ายาง ให้ความรู้สึกร่มรื่นดีจริงๆ ทางรีสอร์ทไม่อนุญาตให้นำรถมอเตอร์ไซด์ที่เช่าเข้ามาจอดด้านในรีสอร์ทนะครับ แขกที่เช่ารถมาจะต้องนำรถไปจอดที่ลานจอดรถเท่านั้น เพราะถนนด้านในรีสอร์ทค่อนข้างแคบ ส่วนรถสองแถวที่เราเช่ามา สามารถขับเข้ามาด้านในเพื่อรับและส่งแขกได้ครับ ด้านในรีสอร์ทมีการปลูกข้าวด้วย Spa จะอยู่โซนด้านหน้าของรีสอร์ทเลยครับ
บริเวณ Lobby แวดล้อมไปด้วยไม้ประดับ ดูร่มรื่นมากๆ Lobby เป็นแบบ Open air มองออกไปเห็นทะเล ระหว่าง check in มี welcome drink เป็นน้ำกระเจี๊ยบและผ้าเย็น ขอบอกเลยว่าเจอ 2 อย่างนี้ เรียกความสดชื่นกลับมาได้เยอะเลยครับ
ด้านข้าง Lobby จะเป็น Dahra Library อาคารหลังนี้เป็นห้องสมุดเล็กๆ รวมถึงมีคอมพิวเตอร์พร้อมอินเตอร์เน็ตไว้ให้บริการครับ ต้องบอกเลยว่าบรรยากาศดีมากๆ อ่านหนังสือไป ชมวิวทะเลไป
Chaba Gallery เป็นคล้ายๆ ร้านขายของที่ระลึกเล็กๆ รวมถึงมุมจำหน่ายเครื่องดื่มด้วย นอกจากนี้ยังมีมุมกิจกรรม สามารถมาติดต่อซื้อ package ทำกิจกรรมต่างๆ ได้ที่นี่ครับ
อาคาร Lobby , Dahra Library , ซุ้มกิจกรรม รวมถึง Chaba Gallery จะอยู่ติดๆ กันครับ ถือว่าเป็นพื้นที่ส่วนกลางครับ
มาดูห้องพักกันบ้างดีกว่า ห้องที่ผมเข้าพักเป็นห้องแบบ Deluxe Villa พื้นที่ในโซนนี้จะมองไม่เห็นทะเล แต่จะแวดล้อมไปด้วยร่มไม้ใหญ่ มองไปทางไหนก็เจอแต่สีเขียว ด้านหน้าห้องพักทำเป็นพื้นที่เอนกประสงค์ มีเตียงให้นั่งทำกิจกรรมร่วมกัน แถมยังมีเก้าอี้ให้เอนหลัง นอนอ่านหนังสือ หรือจะนอนดูดาวช่วงดึกๆ ก็ได้ครับ
มี Welcome Fruit เป็นกล้วยหอมครับ
ภายในห้องพักค่อนข้างกว้างขวางเลยทีเดียว เตียงขนาด King Size และยังมีพื้นที่สำหรับนั่งเล่นในห้องพักด้วย แต่ ณ ตอนนี้แปรสภาพเป็นเตียงเสริมสำหรับผมไปแล้วครับ ชา กาแฟ บริการฟรีครับ
ติดกับห้องนอนเป็นห้องน้ำที่มีขนาดใหญ่มาก แยกพื้นที่ส่วนเปียกส่วนแห้งด้วยกระจกบานเลื่อน พื้นที่ส่วนแห้งจะเป็นพื้นที่ที่กว้างมาก จะรวมพื้นที่ในส่วนอ่างล้างหน้า รวมถึงมุมที่ทำหน้าที่คล้ายๆ ตู้เสื้อผ้า ไม้แขวนเสื้อออกแบบได้กลมกลืนกับธรรมชาติมากๆ
โดยรวมแล้วห้องพักดี เงียบสงบ เป็นส่วนตัว สิ่งอำนวยความสะดวกในห้องครบครัน wifi ทั่วถึง แต่ผมเจอปัญหาในวันที่ฝนตก ปรากฏว่าหลังคาที่มุงด้วยวัสดุธรรมชาติ (น่าจะเป็นหญ้าคา) เกิดรั่วครับ
ไปดูบรรยากาศในส่วนอื่นกันบ้างครับ
ห้องพักแต่ละหลัง จะแวดล้อมไปด้วยไม้ใหญ่มากมาย มองไปทางไหนก็เจอแต่สีเขียว สดชื่นมากๆ
พื้นที่อีกส่วนหนึ่งจะเป็นพื้นที่ Sea View ทั้งหมด ห้องพักที่อยู่ในโซนนี้ รวมถึงสระว่ายน้ำ จะอยู่ท่ามกลางนาข้าว มองออกไปนอกห้องเห็นวิวทะเล บรรยากาศสุดๆ ไหมละครับ
นาข้าว ปลูกกันริมทะเลเลย ที่ชายหาดยังเป็นที่ตั้งของ Krachang Bar & Grill บรรยากาศนั่งดริ้งค์ไป ชมวิวไป ความสุขที่ยากจะลืม วิวที่มองออกจาก Krachang Bar & Grill มองเห็นสะพานทอดยาวไปในทะเล มีฉากหลังเป็นป่าเกาะ พื้นที่ของอุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี จังหวัดกระบี่ครับ
สระว่ายน้ำอีกหนึ่งจุด วิวดีมากๆ ว่ายน้ำไปชมวิวทะเลไป สระว่ายน้ำจุดนี้อยู่ติดกับ Khayee Restaurant
บรรยากาศบริเวณ Pool Bar เป็นไงบ้างครับ ผมว่าชนะเลิศเลย ช่วงแดดร่มลมตกแขกมาใช้บริการเยอะมากครับ
บรรยากาศช่วงพลบค่ำครับ
คืนนี้คงต้องรีบพักผ่อน เพราะเช้าวันรุ่งขึ้นผมมีโปรแกรมเที่ยวทั้งวัน ทั้งเกาะยาวน้อย และสำรวจเกาะยาวใหญ่ครับ
ผมมีโปรแกรมตั้งแต่เช้าตรู่เลยครับ โปรแกรมแรกของวันนี้คือไปชมสันหลังมังกร ที่ผมต้องออกกันแต่เช้าตรู่เนื่องจากว่าถ้าออกสายกว่านี้แล้ว น้ำจะขึ้น ทำให้มองไม่เห็นสันหลังมังกรครับ
บังนีมารอรับผมตั้งแต่ 06.45 น. เพื่อรับผมไปส่งยังท่าเรือคลองแห การเดินทางไปชมสันหลังมังกรนั้นบังนีได้ติดต่อเรือให้ผม แถมต่อรองราคาให้ด้วย เดิมคนเรือคิดค่าเหมาเรือ 2,000 บาท แต่บังนีหักคอคนเรือให้ เลยได้ราคาพิเศษ ถูกลงมากว่าราคาที่ตั้งไว้นิดหน่อยครับ
มีสายรุ้งออกมาทักทายด้วย นั่งเรือไม่นานก็มาถึงสันหลังมังกรแล้ว
สันหลังมังกรอยู่ทางตอนเหนือของเกาะยาวน้อย ช่วงที่ผมไปถึงน้ำเริ่มขึ้นบ้างแล้ว บังคนเรือบอกว่าถ้าน้ำลงกว่านี้ สันทรายจะยาวเกือบ 2 กม. ยาวไปจนถึงเกาะที่อยู่ใกล้ๆ เลย เท่าที่สังเกตสันหลังมังกร น่าจะเป็นเศษเปลือกหอยเล็กๆ ใจจริงผมอยากจะเดินลุยไปยังเกาะอีกเกาะหนึ่ง แต่เกรงว่ากว่าจะเดินไปถึง กว่าจะเดินกลับ น้ำอาจจะท่วมสันหลังมังกรจนเดินกลับไม่ได้ครับ
เช้านี้ผมเปลี่ยนบรรยากาศการทานอาหารจากห้องอาหารมาทานที่สันหลังมังกรแทน จริงๆ แล้วห้องอาหารจะให้บริการอาหารเช้าเวลา 06.30 น. แต่เนื่องจากผมต้องรีบมาที่สันหลังมังกร จึงทำให้ทานอาหารเช้าไม่ทัน เลยให้ทางรีสอร์ทจัดเตรียมเป็นอาหารกล่องให้เรา เช้านี้ทางรีสอร์ทได้เตรียมแซนวิช ผลไม้ และน้ำ Passion Fruit มาให้ อร่อยชื่นใจ อิ่มทั้งกาย อิ่มทั้งใจจริงๆ
จากนั้นเรือมาส่งผมยังเกาะยาวน้อย เพื่อที่ผมจะไปสำรวจสถานที่ที่น่าสนใจบนเกาะยาวน้อยสักหน่อยครับ
การเดินทางท่องเที่ยวบนเกาะยาวน้อยจะคล้ายกับการเดินทางบนเกาะยาวใหญ่ จะมีรถสองแถวไว้บริการ ซึ่งผมเองใช้การเหมารถสองแถวเที่ยว ภาระการติดต่อรถสองแถวก็ไม่พ้นบังนีอีกเช่นเคย บังนีเป็นคนติดต่อรถแถมต่อรองราคาให้ผมเหมือนเดิม จริงๆ การเหมารถจะคิดตามชั่วโมง ผมทำการเหมารถครึ่งวัน (4 ชั่วโมง) ได้ในราคา 700 บาท
จุดหมายแรกบนเกาะยาวน้อย ผมให้บังคนขับพาไปชมทุ่งนา เพราะได้ยินว่าที่เกาะยาวน้อยมีการปลูกข้าวด้วย นาข้าวที่นี่จะปลูกปีละ 1 ครั้งโดยใช้น้ำฝน ข้าวที่ปลูกมีทั้งหอมมะลิและเสาไห้ สำหรับการไถนา ผมว่าที่นี่ยังคงใช้ควายในการไถนาอยู่ครับ แอบนึกเล่นๆ ว่า ควายบนเกาะยาวน้อยน่าจะมีปริมาณมากกว่าควายภาคกลางมารวมกันซะอีก เพราะบนเกาะยาวน้อยพบเห็นควายได้ง่ายจริงๆ ความน่าทึ่งของทุ่งนาบนเกาะยาวน้อยคือพื้นที่นาข้าวอยู่ติดทะเลมากๆ อย่างทุ่งนาที่ผมไปถ่ายรูปห่างจากทะเลเพียงถนนกั้นกลางเท่านั้นครับ
จุดหมายต่อไปอยู่ที่ท่าเรือท่าเขา ซึ่งเป็นที่ตั้งของกลุ่มแม่บ้านทำผ้าบาติก ระหว่างทางจะผ่านหาดท่าเขา ผมมองเห็นวิวของป่าเกาะแบบใกล้ๆ ผมรีบเคาะกระจกบอกให้บังจอดรถโดยทันที
วิวเบื้องหน้า งดงามเกินบรรยาย ฟ้าเป็นฟ้า น้ำสีคราม นี่ถ้าเป็นช่วงพระอาทิตย์ขึ้น คงจะเพิ่มความสวยขึ้นเป็นอีกเท่าตัวแน่ๆ เหลือบมองเห็นซากต้นไม้ยืนต้นตาย ท่ามกลางผืนทรายที่ทอดยาวไกล มันดูให้อารมณ์อ้างว้างดีพิลึกครับ
ผมเดินทางต่อสู่ที่ทำการของกลุ่มแม่บ้านท่าเขาทำผ้าบาติก ซึ่งที่ทำการตั้งอยู่บริเวณท่าเรือ แม่บ้านกำลังสาละวนกับการเขียนลวดลายบนผ้าบาติค นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปเรียนรู้การทำผ้าบาติกได้นะครับ
สำหรับมุมนี้จะเป็นสินค้าที่นำมาวางจำหน่าย ผ้าจะมี 2 เนื้อ คือเนื้อผ้าบาติก และเนื้อผ้าอินโด ส่วนขนาดของผ้าที่ทางกลุ่มแม่บ้านทำจำหน่ายจะมี 3 ขนาด คือขนาดผ้าเช็ดหน้าผืนเล็ก สนนราคาประมาณ 250-300 บาท ผ้าขนาดกลาง ราคาประมาณ 500 บาท และผ้าขนาดใหญ่ เท่าที่เห็นในภาพ ตั้งราคาไว้ 1,000 บาท ต่อรองได้เหลือ 800 บาทครับ สำหรับลายที่เป็นเอกลักษณ์ของเกาะยาวน้อยคือ ภาพป่าเกาะและนกเงือก ตามที่เห็นในภาพเลยครับ หลายคนเห็นภาพป่าเกาะแล้วคงไม่สงสัย เพราะจุดขายการท่องเที่ยวของเกาะยาวน้อย คือการเห็นป่าเกาะอยู่เบื้องหน้าเรานี่แหล่ะครับ เลยจับป่าเกาะมาอยู่ในผ้าบาติกซะเลย ส่วนนกเงือก หลายคนอาจสงสัยว่าเกี่ยวอะไรกับเกาะยาวน้อยด้วย คำตอบคือ บนเกาะยาวน้อยสามารถพบเห็นนกเงือกได้ง่ายมากๆ นกเงือกเป็นดัชนีชี้วัดถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่า แม่บ้านเล่าว่าช่วงเช้าและช่วงเย็นจะเห็นนกเงือกบินออกหากินได้ง่ายมาก เสียดายที่ผมมาถึงตอนเที่ยง เลยไม่มีโอกาสได้เห็นนกเงือกเลยครับ
วิวนี้มองจากที่ตั้งกลุ่มแม่บ้านครับ ผมแอบนึกอิจฉาแม่บ้านในกลุ่มนี้มากๆ ที่มีห้องทำงานที่วิวดีขนาดนี้ และภาพป่าเกาะที่อยู่เบื้องหน้านี่แหล่ะที่ทางกลุ่มแม่บ้านจับมาใส่ไว้ในผ้าบาติก สินค้า OTOP ของเกาะยาวน้อยครับ
สำหรับโปรแกรมสุดท้ายของเกาะยาวน้อยและถือเป็นโปรแกรมเริ่มต้นของเกาะยาวใหญ่ นั่นคือการชมกระชังกุ้งมังกร ซึ่งกระชังนี้อยู่ระหว่างเกาะยาวน้อยและเกาะยาวใหญ่ครับ
กระชังกุ้งมังกร 7 สีที่เห็นอยู่เบื้องหน้า มีประมาณ 10 เจ้าของครับ บังคนขับเรือพาผมไปชมกระชังของพี่ชายเขาครับ พอเจ้าของกระชังเปิดกระชังออกมาเท่านั้น ผมและป้าๆ ถึงกับตาลุกวาว ไม่เคยเห็นกุ้งมังกรเยอะๆ ตัวใหญ่ๆ แบบนี้ กุ้งที่นำมาเลี้ยงจะซื้อลูกกุ้งมาจากต่างประเทศครับ ไซส์ที่เห็นน้ำหนักประมาณ 7-8 ขีด ซึ่งยังขายไม่ได้นะครับ ถ้าผมฟังไม่ผิดไซส์ที่สามารถขายได้จะส่งขายกิโลกรัมละประมาณ 3,000 บาทกันเลยทีเดียว ในใจลึกๆ ก็นึกอยากจะลองชิมสักตัวว่ามันจะอร่อยขนาดไหน แต่ด้วยเหตุที่ป้าๆ ทำเงินหล่นหายที่ชมรมแม่บ้านทำผ้าบาติกซะเกือบ 8,000 บาท ตอนนี้คงทำได้แค่มองตาปริบๆ ครับ...
นี่ก็เกือบบ่ายโมงกว่าแล้ว คงต้องเติมพลังก่อนจะออกสำรวจเกาะยาวใหญ่ครับ มื้อเที่ยงนี้ผมขอตามรีวิวของใครหลายๆ คนที่แนะนำให้มาฝากท้องที่บ้านริมน้ำเรสเทอรอง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากท่าเรือ บังคนขับเรือพาผมมาส่งยังสะพานปลาที่ติดกับร้านเลย
ด้านหน้าร้าน ร่มรื่นเลยทีเดียว ใครจะเข้ามาทานอาหารร้านนี้ ต้องถอดรองเท้าด้วยนะครับ ร้านจะปลูกอยู่บนน้ำเลยครับ ดูแดดแรงๆ แบบนี้ แต่พอเข้าไปด้านใน อากาศเย็นดีครับ ผมมาขึ้นเรือที่สะพานปลานี้ครับ ชาวประมงเวลาหาปูหาปลามาได้ ก็จะมาส่งให้ร้านนี้แบบสดใหม่เลยครับ
อาหารจะมีแบบให้เลือก 2 Set ทุก Set เป็นอาหารทะเลเผา แล้วจะมีพวกข้าวมาเสริมให้ แต่ถ้าหากไม่ต้องการทานแบบเผา อยากได้อาหารหลากหลายรสชาติ สามารถสั่งเป็นเมนูได้ครับ
ผมเลือกสั่งแบบเมนู เพราะจะได้ทานหลากหลายกว่า เริ่มที่ยำวุ้นเส้นทะเล แต่อยากจะเรียกว่ายำวุ้นเส้นมหาสมุทรมากกว่า เพราะอาหารทะเลเยอะมาก ชิ้นโตๆ ทั้งนั้นเลยครับ รสชาติยำดีด้วย
ตามมาด้วยกุ้งโสร่ง นำกุ้งมาพันกับเส้นหมี่ แล้วนำไปทอด ใครชอบทานของทอด เมนูนี้น่าจะถูกใจครับ ได้ความกรอบของเส้นหมี่ ได้ความนุ่มจากเนื้อกุ้ง
อยู่เกาะยาวใหญ่ก็มีหอยชักตีนให้ทานนะครับ หอยสดๆ ลวกได้กำลังดี รสชาติหวานทีเดียว จิ้มกับน้ำจิ้ม Seafood ยิ่งเพิ่มความอร่อย
ปลาทอดราดน้ำปลา หน้าตาดูดีทีเดียว แถมรสชาติยังดีด้วย ทอดปลาออกมาได้กรอบนอกนุ่มใน เพิ่มความหวานด้วยน้ำปลา ถ้าใครชอบรสจัดก็จิ้มน้ำจิ้มเพื่อเพิ่มรสชาติได้
กุ้งผัดกะปิสะตอ ตอนสั่งบอกว่าขอกุ้งน้อยๆ สะตอเยอะๆ แต่เสิร์ฟมากุ้งตัวเป้งๆ หลายตัวมาก เนื้อกุ้งเด้งมากๆ รสชาตินัวด้วยกะปิ อร่อยดีทีเดียว
แกงส้มปลาผักรวม รสชาติสมเป็นแกงส้มภาคใต้จริงๆ เนื้อปลาชิ้นใหญ่ๆ เต็มชาม รสชาติจัดจ้านมาก
มาปิดท้ายด้วยปูม้าขนาด 3 ตัว 1 กก. ปูเนื้อแน่น หวาน แถมมีไข่ด้วย อร่อยสุดๆ
ถ้าหากใครมาเที่ยวเกาะยาวใหญ่แล้วสนใจจะมาฝากท้องที่บ้านริมน้ำเรสเทอรองเหมือนกับผม ร้านเปิดตั้งแต่ 11.00-19.00 น. สามารถโทรจองที่นั่งกันก่อน ที่ 081-9562141 นะครับ เผื่อลูกค้าแน่นร้าน จะได้ไม่เสียเวลารอครับ รับรองว่าอร่อยเด็ดทุกเมนู แถมราคาไม่แรงด้วยครับ
บังนีมาจอดรถรอผมอยู่ที่หน้าร้านแล้ว บังพร้อมมากที่จะพาผมออกสำรวจเกาะยาวใหญ่ แต่ผมนี่ซิ เมื่ออิ่มหนำ ก็ไม่อยากจะลุกไปไหนแล้ววว
จุดหมายแรก บังนีพาผมไปยังแหลมหาด ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากร้านมากนัก ผ่านทิวต้นมะพร้าวที่มองทะลุต้นมะพร้าวออกไปเห็นน้ำสีคราม และเกาะน้อยใหญ่ครับ
แล้วเราก็มาถึงแหลมหาดครับ เมื่อก้าวเท้าลงจากรถเท่านั้นแหล่ะ แผ่นเท้าสัมผัสผืนทรายที่นุ่มและขาวละเอียด มันทำให้ผมกระดี๊กระด๊าขึ้นมาในบัดดล ไม่รู้ไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน ทั้งๆ ที่ก่อนจะขึ้นรถบังมานี่แทบถอดใจ อยากจะกลับไปนอนเล่นที่รีอสร์ทแล้ว แต่เมื่อได้มาเห็นทราย เห็นน้ำ และเห็นฟ้าที่อยู่เบื้องหน้าแล้ว คงจะเจ็บใจมากๆ ถ้าบอกให้บังไปส่งที่รีสอร์ทครับ
ช่วงเวลาที่ไปถึง เด็กๆ ที่เล่นน้ำกันอยู่บอกว่าน้ำเริ่มลงพอดี แต่อาจจะยังลงไม่มาก ผืนทรายจากแหลมหาดเริ่มทอดตัวยาวลงไปในทะเล มันสวยงามจับใจเลยครับ ความสวยงามของแหลมหาด การันตีด้วยการเป็นฉากหนึ่งในภาพยนตร์ The Mechanic Resurrection เลยนะครับ ถ้าหากใครเคยดูหนังเรื่องนี้ จะเห็นฉากนี้อยู่ช่วงต้นๆ เรื่อง แต่ในหนังจะเขียนไว้ว่า เป็นที่เกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล แต่แท้จริงแล้ว คือเกาะยาวใหญ่ครับ
จุดหมายต่อไป บังนีพาผมมาชิมของดีของเด็ดเกาะยาวใหญ่ นั่นคือขนมบ้าบิ่นจ๊ะรี สินค้า OTOP ขึ้นชื่อของเกาะยาวใหญ่ครับ
บ้านไม้สีฟ้าหลังเล็กๆ ที่ดูจากรูปการณ์แล้วคงไม่ได้ใช้ประโยชน์อื่นใด นอกจากสร้างไว้เพื่อทำขนมบ้าบิ่นโดยเฉพาะ เมื่อลงจากรถ กลิ่นของขนมบ้าบิ่นก็ลอยมาเตะจมูกกันเลย เดินเข้าไปดูด้านใน เห็นแต่ละคนขะมักเขม้นกับการผลิตขนมบ้าบิ่นอย่างเป็นระวิง ฝ่ายปิ้งก็ปิ้งแบบไม่หยุดมือ ฝ่ายตัดขอบขนมบ้าบิ่นก็ตัดแบบรวดเร็วด้วยความชำนาญ ส่วนฝ่ายแพ๊คใส่ถุงก็เตรียมพร้อมเสมอ แบ่งงานกันทำเป็นอย่างดี บ้าบิ่นตอนที่ออกมาจากเตาใหม่ๆ อร่อยมากๆ เลยครับ กรอบนอก นุ่มใน รสชาติหวานมัน ที่นี่ทำขาย 2 ขนาด ถุงเล็กจะมี 10 ชิ้น ราคา 30 บาท ถุงใหญ่ มี 17 ชิ้น ราคา 50 บาท โดยบ้าบิ่น 1 ชิ้นจะห่อใส่ถุงพลาสติกเล็กๆ แยกเป็นถุงใครถุงมันเพื่อป้องกันไม่ให้บ้าบิ่นติดกันครับ ถ้าหากใครจะซื้อกลับเป็นของฝาก คงต้องนับวันหมดอายุกันดีๆ เพราะบ้าบิ่นที่นี่ไม่ใส่สารกันบูด ม๊ะเจ้าของสูตรบอกว่ามีอายุ 5 วันครับ
จุดหมายต่อไปบังนีพาผมไปเดินเล่นที่ชายหาดโล๊ะปาเหรด ทรายอาจไม่ขาวเท่าแหลมหาด แต่ที่นี่มีจุดขายของเขาคือมีสะพานที่ทอดยาวลงสู่ทะเล แต่คาดว่าสะพานนั้นน่าจะเป็นของรีสอร์ท ที่นี่เป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกได้ด้วยครับ แต่ผมคงไม่มีเวลารอชมพระอาทิตย์ตกที่นี่ครับ
ระหว่างทางที่กลับที่พัก เห็นพระอาทิตย์กำลังตก ผมเลยขอบังจอดถ่ายภาพกันสักนิด นี่ถ้าผมมีเวลามากกว่านี้จะรอให้แสงสุดท้ายโผล่เลย แต่เนื่องจากเกรงใจป้าๆ และบังที่จะต้องรอนาน เลยขอเก็บภาพเฉพาะช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ตกเท่านั้นพอ ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นเกาะเล็กๆ 2 เกาะ อยู่ทางขวามือของภาพ เกาะทั้งสองนั้นคือ “เกาะสก” คำว่า “สก” เป็นภาษาใต้ แปลว่า “คู่กัน” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความรักครับ
เมื่อกลับถึงที่พัก ผมก็ใช้ลานหน้าห้องทำเป็นห้องอาหารซะเลย ต้องบอกว่าวันนี้ถึงแม้จะต้องเผชิญกับอากาศที่ร้อน เหนื่อยก็เหนื่อย แต่ก็สุขใจมากๆ ที่ได้เห็นน้ำใจไมตรีของคนแถวนี้ รวมถึงสิ่งที่ไม่เคยเห็นบนเกาะยาวน้อยและเกาะยาวใหญ่ครับ
เช้านี้เป็นเช้าสุดท้ายของทริปนี้แล้ว ผมตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง เพื่อออกมารอชมแสงแรกที่ชายหาดครับ
นี่แหล่ะครับ รางวัลที่ธรรมชาติมอบให้สำหรับคนที่ตื่นแต่เช้าอย่างผม
เช้านี้ไม่ต้องรีบร้อนแบบเมื่อวาน เลยมีเวลามานั่งละเมียดละไมทานอาหารที่ KHAYEE Restaurant ห้องอาหารเป็นแบบ Open Air นั่งมุมไหนก็เห็นวิวทะเลครับ อาหารอาจจะยังไม่หลากหลายเท่าที่ควร แต่โดยรวมแล้วถือว่าดี วัตถุดิบมีคุณภาพครับ
ผมขอส่งท้ายทริปเกาะยาวใหญ่ด้วยภาพนี้ หวังไว้ว่าคงได้กลับมาที่เกาะยาวใหญ่ในโอกาสเร็วๆ นี้ ประทับใจกับที่นี่มากๆ ครับ
เรือห่างออกจากฝั่งไปเท่าไร เกาะยาวใหญ่ก็ค่อยๆ จางหายไปทีละนิด นึกตกใจอยู่เหมือนกัน ถึงแม้เกาะยาวใหญ่จะจางหายไปจากสายตา แต่เกาะยาวใหญ่ไม่เคยเลือนหายไปจากความทรงจำของผมครับ
หากใครที่ต้องการจะหลบไปพักผ่อนแบบเงียบๆ ไปใช้ชีวิตช้าๆ ไปชมวิวสวยๆ ไปหาอาหารทะเลสดๆ ทาน ไปเรียนรู้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนต่างถิ่น ไปสูดอากาศดีๆ ลองไปสัมผัสหมู่เกาะของจังหวัดพังงาดูนะครับ แล้วชีวิตคุณจะติด (ใจ) เกาะเช่นเดียวกับผม


















































































