ปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในปี 2026
ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ การเลือกตั้งครั้งนี้อาจมีอิทธิพลอย่างมากต่อตลาดหุ้นในปีถัดไป โดยเฉพาะผลของนโยบายใหม่ที่อาจถูกนำมาใช้
นโยบายภาษีศุลกากรและการขาดดุลงบประมาณของสหรัฐฯ หากสหรัฐฯ เพิ่มภาษีศุลกากร อาจทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวและเผชิญกับเงินเฟ้อเรื้อรังต่อเนื่องถึงปี 2026
อัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ย ปัจจัยเหล่านี้จะยังคงเป็นตัวแปรสำคัญในเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก
ความก้าวหน้าในเทคโนโลยี AI เทคโนโลยี AI จะยังคงสร้างผลกระทบเชิงบวกในแง่การเติบโตของรายได้และการปรับตัวของราคาหุ้น
พัฒนาการทางเศรษฐกิจโลก การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนอย่างต่อเนื่องอาจกดดันการเติบโตของตลาดหุ้นโลก โดยเฉพาะผลกระทบต่อความต้องการสินค้าส่งออกจากสหรัฐฯ
ความขัดแย้งในยูเครนและตะวันออกกลาง แม้ยังไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อตลาดการเงินสหรัฐฯ แต่หากสถานการณ์รุนแรงขึ้น อาจส่งผลต่อการค้าโลกและอุปทานสินค้าโภคภัณฑ์
ภาคส่วนสำคัญที่ต้องจับตามองในปี 2026
สามภาคส่วนที่น่าสนใจสำหรับปีหน้า ได้แก่ เทคโนโลยี การดูแลสุขภาพ และพลังงาน
1. เทคโนโลยี
บริษัทวิจัยตลาด IDC คาดการณ์ว่า การใช้จ่ายทั่วโลกในด้าน AI จะเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวระหว่างปี 2024 ถึง 2028 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) อยู่ที่ 29% การลงทุนเหล่านี้จะมุ่งไปที่แอปพลิเคชันที่ใช้ AI, ฮาร์ดแวร์ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ระบบจัดเก็บข้อมูล และเซิร์ฟเวอร์ รวมถึงบริการที่เกี่ยวข้องอย่างการประมวลผลบนคลาวด์
2.Healthcare
McKinsey คาดการณ์ว่ากำไรจากธุรกิจดูแลสุขภาพจะเติบโตที่อัตรา CAGR 7% ระหว่างปี 2022 ถึง 2027 ปัจจัยที่คาดว่าจะเป็นแรงผลักดันกำไรหลังจากปี 2024 ได้แก่ ประสิทธิภาพด้านต้นทุนและอัตราการชดใช้ที่สูงขึ้น
3.พลังงาน
เมื่อภาคเทคโนโลยีเติบโตขึ้น ความต้องการพลังงานก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย โดยสถาบันวิจัยพลังงานไฟฟ้า (EPRI) ประเมินว่าแชทบอท AI เช่น ChatGPT ใช้ไฟฟ้ามากกว่าการค้นหาทางอินเทอร์เน็ตถึง 10 เท่า
ความเสี่ยงและความท้าทายที่อาจเกิดขึ้น
ความผันผวนจะเป็นความท้าทายหลักสำหรับนักลงทุนในปี 2025 ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับปัจจัยที่กล่าวถึงข้างต้น ตั้งแต่ผลการเลือกตั้งของสหรัฐฯ ไปจนถึงความขัดแย้งในต่างประเทศ แทบจะรับประกันได้ว่าตลาดจะมีทั้งวันที่ดีและวันที่ไม่ดี
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ
ดัชนี S&P 500 ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องเป็นปีที่สาม ท่ามกลางการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่มั่นคงและการเติบโตของผลประกอบการที่ต่อเนื่อง ตามรายงานของ Goldman Sachs Research
Goldman Sachs คาดการณ์ว่า S&P 500 จะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 6,500 ภายในสิ้นปี 2026 ซึ่งจะเพิ่มขึ้น 7%-10% จากระดับปัจจุบันที่ 6,086 ณ วันที่ 5 ธันวาคม โดยได้แรงหนุนจากการเติบโตของ GDP จริงที่ 2.5% และอัตราเงินเฟ้อที่ลดลง นโยบายการค้าและการลดภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์อาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของกำไร
https://www.startrader.com/th/knowledge-basics/lot-size/
https://www.startrader.com/th/knowledge-basics/trading-strategies-volatile-market/
กลยุทธ์ เทรดในช่วงผันผวน คืออะไร? ทำไมมือใหม่ต้องเรียนรู้
เทรดในช่วงผันผวน คุณเคยเห็นกราฟราคาที่กระโดดขึ้นลงแบบสุดขั้วภายในเวลาไม่กี่นาทีหรือไม่? นั่นคือตลาดผันผวน (Volatile Market) ช่วงเวลาที่ราคาเคลื่อนไหวรุนแรง มักเกิดจากข่าวเศรษฐกิจสำคัญ, เหตุการณ์ทางการเมือง หรือการเก็งกำไรจากนักลงทุนรายใหญ่
กลยุทธ์การ เทรดในช่วงผันผวน คือแผนการและเทคนิคพิเศษที่ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถทำกำไรได้อย่างปลอดภัยในตลาดที่มีความผันผวนสูง โดยเน้นการจัดการความเสี่ยงและการเลือกจังหวะเข้าออกที่เหมาะสมสำหรับเทรดเดอร์มือใหม่ ช่วงนี้เป็นได้ทั้งโอกาสทองและกับดักร้ายแรง บทความนี้จะเปิดเผย 4 กลยุทธ์การเทรดในช่วงผันผวนที่ใช้ได้จริง ช่วยให้คุณรู้ว่าเมื่อไรควรลงมือ เมื่อไรต้องหยุดและจะเทรดอย่างไรให้ปลอดภัย
สิ่งสำคัญที่ควรรู้
Lot size มีผลต่อจำนวนเงินที่เทรดเดอร์ต้องใช้ในการซื้อหรือขาย ระดับของความเสี่ยงในการซื้อขาย ความเสี่ยงจะสูงขึ้นเมื่อซื้อหรือขาย lot ใหญ่ และต่ำลงเมื่อซื้อหรือขาย lot เล็ก ๆ การเลือก lot size ที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับความเสี่ยงทางการเงินและกลยุทธ์การลงทุนของเทรดเดอร์
https://www.startrader.com/th/knowledge-basics/lot-size/
ส่งหัวใจและแชร์ทริปนี้เพื่อเป็นกำลังใจแก่เจ้าของบทความ



