เยือนบ้านเก่า "ชุมชนตลาดน้อย" ย้อนรอยวัฒนธรรมจีน 300 ปี ที่ไม่เลือนหาย
  1. เยือนบ้านเก่า "ชุมชนตลาดน้อย" ย้อนรอยวัฒนธรรมจีน 300 ปี ที่ไม่เลือนหาย

เยือนบ้านเก่า "ชุมชนตลาดน้อย" ย้อนรอยวัฒนธรรมจีน 300 ปี ที่ไม่เลือนหาย

ตลาดน้อย พื้นที่เล็ก ๆ ที่หลอมรวมวัฒนธรรมชุมชนจีนไว้มากมาย แม้สิ่งตกแต่ง บ้านช่อง จะเริ่มเสื่อมสลายตามกาลเวลา แต่เสน่ห์ของตลาดน้อยแห่งนี้ไม่มีวันเลือนหายไป
writerProfile
6 ต.ค. 2020 · โดย

ทุกครั้งที่เลิกงาน กลับไปที่บ้าน เจอพ่อแม่ หรือตายาย เคยลองตั้งคำถามกันสักครั้งมั้ยว่า ครอบครัวของเราเริ่มมายังไง หรือบ้านหลังแรกของต้นตระกูลเราอยู่ที่ไหน? เราเชื่อว่าสมาชิกในตระกูลของใครหลายคน ไม่ว่าจะคุณพ่อ คุณแม่ ปู่ย่า ตายาย หรือรุ่นทวดอาจมีใครสักคนที่ สืบเชื้อสายจีนแน่นอน วันนี้เราพาทุกคนย้อนกลับมาสู่จุดแรกเริ่ม ของกลุ่มบรรพบุรุษชาวจีนที่อพยพเข้ามาในไทยกัน นั่นคือ "ตลาดน้อย" หรือ "ตะลัคเกียะ" ที่เที่ยวในตำนานย่านถนนเจริญกรุง ที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าของ "วัฒนธรรมจีนดั้งเดิม"

#วงในบอกมา

  • พาชมตลาดน้อย ชุมชนจีนดั้งเดิม ที่บอกเล่าเรื่องราววัฒนธรรมจีนตลอด 300 ปีที่ผ่านมา
  • คนที่ชุมชนตลาดน้อย เป็นชาวจีนที่อพยพมา ทำให้มีหลายคนจีนหลายเชื้อสายอาศัยและประกอบอาชีพ ทำกิจการกันอยู่ที่นี่
  • ปัจจุบันในย่านชุมชนตลาดน้อยกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ที่คนรุ่นใหม่ชอบมาถ่ายรูป ศึกษาประวัติศาสตร์ที่หาดูไม่ได้จากที่อื่น
กิจการขายเหล็กมือสองในตลาดน้อย

"ชุมชนตลาดน้อย" เมื่อ 300 ปีก่อน

ครั้งหนึ่งประมาณ 300 ปีก่อน ในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น "ตลาดน้อย" เคยเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของกรุงเทพฯ คนในพื้นที่ถูกแยกมาจากย่านกุฎีจีน ที่อพยพมากับเรือสำเภา ตอนนั้นจำนวนผู้คนก็ยังไม่มากนัก แต่ความเฟื่องฟูของย่านสำเพ็ง และเยาวราชที่ต่อมาธุรกิจเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นศูนย์กลางการค้า ก็ทำให้ชาวจีนต่างถิ่น ที่มีเชื้อสายตั้งแต่ จีนไหหลำ จีนแต้จิ๋ว จีนแคะ จีนกวางตุ้ง และจีนฮกเกี้ยน เริ่มเข้ามาอาศัยพื้นที่ใกล้เคียงอย่างตลาดน้อย เพื่อประกอบอาชีพค้าขาย แผ่ขยายเป็นกิจการครอบครัว สืบทอดต่อไปเรื่อย ๆ จนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน ที่บ้างก็ยังอาศัยอยู่ บ้างก็ย้ายออกไปอยู่ที่อื่น

ชุมชนตลาดน้อย

แต่พื้นที่แห่งนี้ก็ยังคึกคักอยู่ตลอด แม้สภาพเศรษฐกิจการค้าขายจะซบเซาลงไปบ้าง แต่วัฒนธรรม วิถีชีวิตของคนในพื้นที่ ก็เป็นเสน่ห์และเอกลักษณ์ที่นักท่องเที่ยวมักจะมาเยี่ยมชม หรือแม้แต่ลูกหลานที่ออกไปอยู่ที่อื่น ก็ยังคงหวนคิดถึงและแวะเวียน กลับมาช่วยดูแลอากงอาม่าที่ยังอยู่ที่นี่เสมอ บางคนที่เริ่มแก่ตัว ก็มีไม่น้อยเลย ที่กลับมาสืบทอดกิจการที่บรรพบุรุษหลงเหลือไว้ให้

จริงอยู่ที่ว่า ตลาดน้อยมีชาวจีนอยู่มากมายหลายเชื้อสาย แต่ที่เห็นว่าเยอะที่สุด ก็คงจะเป็นคนจีนเชื้อสายฮกเกี้ยน ที่อาศัยอยู่ในตลาดน้อยกันอย่างเหนียวแน่น หลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า ชาวจีนเชื้อสายฮกเกี้ยน เป็นประชากรที่มีอยู่เยอะที่สุดในชุมชนตลาดน้อย ก็คงจะเป็นศาลเจ้าขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางชุมชนอย่าง "ศาลเจ้าโจวซือกง"

ศาลเจ้าโจวซือกง สัญลักษณ์ของชุนชนคนฮกเกี้ยน

ศาลเจ้าโจวซือกง

ศาลเจ้าโจวซือกง ตั้งอยู่ในชุมชนตลาดน้อย เป็นที่ประดิษฐานของเทพเจ้ามากมาย ที่ชาวจีนให้ความเคารพนับถือทั้ง พระไทจื่อเอี๋ย เจ้าพ่อกวนอู เจ้าพ่อเสือ เจ้าแม่ทับทิม หรือ 36 เทพเจ้า แต่เพราะสร้างมานานก็ทำให้ศาลเจ้าแห่งนี้ เกิดความเสื่อมสภาพตามเวลา ศาลเจ้าพ่อโจวซือกงเลยมีการซ่อมแซมหลายครั้งมาก ๆ ซึ่งการซ่อมแซมก็ถูกดูแลโดยคนฮกเกี้ยนในชุมชน และสมาคมฮกเกี้ยนแห่งประเทศไทย จึงทำให้ศาลโจวซือกงเป็นที่เคารพของคนฮกเกี้ยน เพราะเป็นสิ่งที่บรรพบุรุษพยายามบำรุงรักษาไว้ และเป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่จะต้องนึกถึงเมื่อ เอ่ยถึงคนจีนฮกเกี้ยนในตลาดน้อย

ด้านในศาล มีรูปปั้นเทพเจ้าโจวซือกงผิวสีน้ำตาลทองตั้งเด่นหรา อยู่กลางศาลเจ้าโจวซือกงที่โครงสร้างภายใน ถูกตกแต่งด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยราชวงศ์ชิง สร้างด้วยอิฐ ก้อนหินและไม้แข็ง ปกคลุมด้วยกระเบื้อง ประดับภาพวาดวิจิตรศิลป์ และรูปสลักทั่วทั้งภายใน

คนดูแลศาลเจ้าโจวซือกง

50 ปี… 80 ปี… 100 ปี? ถ้าให้เดาที่มาของศาลเจ้าแห่งนี้ หลายคนอาจจะคาดเดาไม่ออกเลย เพราะดูเก่าแก่ แต่ไม่ได้มีสภาพเก่ามากพอ ที่จะทำให้คิดว่าอยู่มามากกว่า 100 ปี แต่ “230 กว่าปี” คือคำตอบของ “น้าจ๊อด” คนดูแลศาลเจ้าแห่งนี้ที่คอยดูแล รักษาบำรุงทุกวัน น้าจ๊อดเล่าว่าเมื่อก่อนรอบ ๆ ศาลเจ้าโจวซือกงเป็นบ้านไม้รกร้าง ตีเหล็ก ขายเหล็กกัน มีเตาเผาอยู่ตรงเกรียงศักดิ์ พอถึง เทศกาลกินเจ ก็จะมารวมตัวไหว้ศาลเจ้า ทำพิธี และบูชากัน

"โดยปกติบรรยากาศที่นี่จะสบาย ๆ และเงียบสงบ ด้านหน้าเป็นท่าเรือ มีลมจากแม่น้ำพัดผ่านตลอดเวลา..."

เพียงปีละครั้ง ความเงียบสงบเหล่านี้ จะถูกแทนที่ด้วย เสียงกลอง เสียงประทัด ขบวนแห่มังกร เสียงคนเฒ่าผู้สูงอายุที่พูดคุยกับลูกหลานด้วยความคิดถึง ที่นี่จะคึกคักเป็นพิเศษ เมื่อเทศกาลกินเจวนกลับมา...

ชบวนแห่มังกร ชุมชนตลาดน้อย

"เทศกาลกินเจ" อัตลักษณ์ที่เชื่อมต่อคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่

เมื่อถึงช่วงเทศกาลต่าง ๆ ศาลเจ้าโจวซือกงจะมีพิธีไหว้ศาลเจ้าทุกครั้ง คนที่มากราบไหว้บูชาก็มักจะเป็นคนเฒ่าคนแก่ในชุมชน ไม่บ่อยนักที่จะมีนักท่องเที่ยว หรือคนจากภายนอกเข้ามากราบไหว้ หากจะมีคนภายนอกเข้ามา ก็คงจะเป็นช่วงเทศกาลกินเจ ที่เห็นว่ามีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลมาร่วมพิธีกันมากที่สุด

ศาลเจ้าโจวซือกง
ศาลเจ้าโจวซือกง

"เทศกาลกินเจ" จึงเปรียบเสมือนศูนย์รวมจิตใจ ของชาวจีนเชื้อสายฮกเกี้ยน ที่จะมากราบไหว้บูชากันทุกปี พิธีถูกจัดขึ้นอย่างโอ่อ่าภายในชุมชนตลาดน้อย มีเทียนหล่อนับร้อยเล่มที่หล่อโดยความร่วมมือของคนในชุมชน ผู้คนมากมายจากภายนอกที่ส่งเสริมให้คนในพื้นที่ ได้ตื่นเช้าขึ้นมาทำอาหารเจขายนักท่องเที่ยวกัน สำหรับคนภายนอกที่เข้ามา ศาลเจ้าโจวซือกงขึ้นชื่อเรื่องขอพรแล้วสมหวัง ซึ่งคนในตลาดน้อยเองก็ชอบมาขอพร เรื่องสุขภาพ เรื่องโรคภัยไข้เจ็บ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมอาม่า อากงในตลาดน้อยยังดูแข็งแรงกันอยู่เลย 

ย้อนดูภาพเก่าของตลาดน้อย จากมุมมองลูกหลาน

ครั้งหนึ่งย่านตลาดน้อยเคยมีคนอยู่กันเยอะมาก ณ ตอนนั้น พื้นที่เล็ก ๆ นี้เต็มไปด้วยแรงงานชาวจีนไฟแรง ที่คอยทำมาหากินกันตลอดเวลา แต่ถึงคราวที่ยุคสมัยเปลี่ยน แรงงานรุ่นใหม่ก็ไหลไปตามกระแสโลกาภิวัฒน์ สังคมแรงงานในชุมชน ก็กลายเป็น สังคมผู้สูงอายุ แทน พอแรงงานใหม่ ๆ น้อยลง แรงใจก็เริ่มถดถอย กิจการบางบ้านถึงคราวล่มสลาย มีไม่กี่กิจการเท่านั้นที่ลูกหลานกลับมาสืบสานต่อ

ชุมชนตลาดน้อยเมื่อ 60 ปีก่อน
ภาพถ่ายชุมชนตลาดน้อยเมื่อ 60 ปีก่อน
ชุมชนตลาดน้อยในปัจจุบัน
60 ปีต่อมา...

"เจ๊วา" ผู้สืบทอดสภากาแฟตลาดน้อย หรือร้านเฮียบเชียง เล่าว่า เมื่อก่อนตลาดน้อยเป็นชุมชนแออัด เพราะคนมาอยู่เยอะมาก ในตรอกซอยเนืองแน่นด้วยบ้านไม้โทรม ๆ และผู้คนที่อพยพมาจากจีนและถิ่นอื่น อย่างตัวเจ๊วาเองก็เป็นลูกหลานคนไหหลำ ที่บรรพบุรุษมาเปิดร้านกาแฟในชุมชนตลาดน้อยได้ 100 ปีกว่า เมื่อก่อนร้านเล็ก ๆ แห่งนี้มีลูกค้ามากินกาแฟ ชาร้อน ขนมปังปิ้ง แล้วนั่งคุยกันอย่างสบายใจ ทั้งเรื่องบ้านเมือง ไปจนถึงเรื่องส่วนตัว ไม่ต่างจากคาเฟ่ร้านกาแฟของคนสมัยนี้เลย ถ้า "คาเฟ่" คือภาพสะท้อนของสังคมคนปัจจุบัน "ร้านกาแฟเฉียบเชียง" ก็เป็นเหมือนภาพจำลองวิถีชีวิตของคนรุ่นเก่าเช่นกัน 
.
.

"ถ้ามีโอกาสก็อยากจะปรับปรุงร้านใหม่อยู่นะ ให้ดีหน่อยก็เป็นคาเฟ่สวย ๆ แต่ก็คงรูปลักษณ์เดิมไว้..."

"เก่า ๆ แบบนี้แหละดี... คนที่นี่ชอบ นักท่องเที่ยวก็ชอบ"

ลูกค้าของเจ๊วา ร้านเฮียบเชียงมีทั้งคนในพื้นที่ นักท่องเที่ยวต่างชาติ จนไปถึงเด็กวัยรุ่น นักศึกษา ที่พอมาตลาดน้อยทีไรก็มักจะถ่ายรูปร้านเฮียบเชียงกลับไปด้วยทุกที "เพราะหาดูที่อื่นไม่ได้" เจ๊วาให้เหตุผลกับการกระทำของผู้คนเหล่านั้น พาชนะใส่น้ำที่รองรับลูกค้าของเฉียบเชียง อาจไม่ใช่ถ้วยกาแฟสลักลายสวย ๆ หรือแก้วพลาสติกที่พิมพ์โลโก้ร้านไว้อย่างดี "ถุงแกงผูกเชือก" แค่นี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้นักท่องเที่ยวจดจำสภากาแฟแห่งนี้ได้ตลอดไป

สภากกาแฟตลาดน้อย ร้านเฮียบเชียง
ถุงโอเลี้ยงจากร้านเฮียบเชียง
สภากกาแฟตลาดน้อย ร้านเฮียบเชียง
สภากาแฟตลาดน้อย ร้านเฮียบเชียง

นอกจากอาชีพค้าขาย เปิดร้านกาแฟ ร้านขายของชำแล้ว สภาพแวดล้อมที่ติดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา มีเรือขนส่ง เรือประมง การประกอบ "อาชีพช่างตีเหล็ก" ค้าขายเหล็ก ชิ้นส่วนโลหะเพื่อส่งไปขายที่อื่น ก็เป็นอาชีพยอดฮิตที่ตอบโจทย์มาก ๆ สำหรับคนในตลาดน้อย ต่อให้ผ่านมาแล้วนับร้อยปี อาชีพนี้ก็ยังฮิตในชุมชนตลอดน้อยเสมอมา

อาชีพช่างตีเหล็ก ตำนานตลาดน้อย ที่ยังมีลมหายใจ

กองเหล็กสีดำขนาดใหญ่ที่คละคลุ้งกลิ่นน้ำมันเครื่อง สองมือเก็บเศษเหล็กทีละชิ้น เพื่อนำมาประกอบขึ้นใหม่อีกครั้ง นี่คือภาพ ๆ หนึ่งที่หลายคนจะต้องเจอ เมื่อเดินทางมาที่ตลาดน้อย แม้จะดูเปรอะเปื้อนไปบ้าง แต่อีกมุมก็เหมือน “งานศิลปะชั้นยอด” ที่ผู้มาเยี่ยมเยือนหลายคน เห็นแล้วต้องยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูป

ช่างตีเหล็กในตลาดน้อย

"รับเหล็กมือสองถูก ๆ เอาเหล็กมาตีแล้วหลอมขึ้นใหม่ ส่งไปขายต่อที่อื่น" เป็นกิจการที่มีเยอะมากในชุมชนตลาดน้อย ที่นี่มีโรงเหล็กอยู่กลางชุมชน แม้เด็กรุ่นใหม่ที่เติบโตมาจากที่นี่จะออกไปทำงานออฟฟิศ กินเงินเดือนสบาย ๆ แต่การตีเหล็กก็เป็นกิจการที่คุ้มทุน รายได้ดีในมุมมองของผู้ใหญ่ในชุมชนตลอดมา "น้านก" คนตีเหล็กในตลาดน้อยมองว่า งานหนักไปอาจไม่ใช่ทางของเด็กรุ่นเด็กรุ่นใหม่ เขาเลยไม่เอา แต่ไม่ใช่เรื่องที่ผิดเลย กาลเวลาผ่านไป คนรุ่นใหม่มีการศึกษา มีตัวเลือกมากมาย การออกไปทำมาหากินข้างนอก น่าจะเติบโตได้ดีกว่า แต่หากกลับมาช่วยดูแลกิจการที่บ้านบ้างก็เป็นเรื่องน่ายินดี

"ตลาดน้อยเป็นที่แรก ๆ เลยที่ทำอาชีพค้าขายเหล็กตีเหล็กกัน... สนุกนะ ได้เงินดีด้วย " 

น้านกเล่าด้วยสีหน้าที่เปื้อนรอยยิ้ม ขณะที่สองมือถือค้อนเหล็กเซาะเศษจารบีที่ติดอยู่กับชิ้นส่วนโลหะออกอย่างชำนาญ

ภาพวาดฝาหนัง ชุมชนตลาดน้อย

ถึงชุมชนจะเก่าไปบ้าง และอาชีพแรงงานอาจดูล้าสมัยไปแล้วในมุมมองคนรุ่นใหม่ แต่ก็เป็นเรื่องน่ายินดี ที่บางบ้านก็มีลูกหลานกลับมาช่วยดูแล ในขณะที่อดีตแรงงานในชุมชน ซึ่งตอนนี้กลายเป็นคนเฒ่าไปแล้ว ก็ยัง "มุ่นมั่น" ที่จะประกอบอาชีพของตนเองต่อไป

“ร้านเฮงเสง” จากกิจการครอบครัว สู่แบรนด์หมอนในไอคอนสยาม

ร้านหมอนเฮงเสงในตลาดน้อย

ไม่ใช่แค่กิจการร้านขายเหล็ก เข็นของขาย หรือร้านกาแฟ ที่ยังหลงเหลือและตกทอดมาสู่ลูกหลานในยุคปัจจุบัน "บ้านเฮงเซง" ร้านหมอนแฮนด์เมดที่อยู่มา 100 ปี หนึ่งเดียวและเจ้าสุดท้ายของตลาดน้อย ที่ลูกหลานของนายอั๊วะ เอี้ยวฮุย ช่วยกันสานต่อ ทักษะการเย็บผ้า เย็บเบาะรองนั่ง และหมอน ตามความนิยมในสมัยนั้น แต่ก็ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป "โซฟานุ่ม ๆ" ก็เข้ามาแทนที่หมอนและเบาะรองนั่ง ที่ลูกหลานของนายอั๊วะซึ่งปัจจุบันอายุ 85 ปีกำลังสานต่อ ถึงอย่างนั้นเฮงเสงก็ไม่ได้ถูกกลืนกินจากกระแสวัตถุนิยมจนสูญหายไป แต่กิจการเฮงเสงถูกถักทอขึ้นใหม่อีกครั้ง ในฐานะหมอนไหว้เจ้า ที่นำไปใช้งานเทศกาล และพิธีกรรมสำคัญของจีนแทน

ร้านหมอนเฮงเสงตลาดน้อย

ปัจจุบันลูกหลานของเฮงเสง ก็ช่วยสืบทอดกิจการอยู่ และได้ร่วมมือกับ Vinn Patararin แฟชั่นดีไซน์สตูดิโอชื่อดัง เพื่อทำลายกำแพงวัฒนธรรม เย็บหมอน เบาะรองนั่งของคนจีน ให้ไม่ถูกจำกัดให้ใช้แค่ในศาลเจ้า หรือพิธีกรรม หมอนเฮงเสงถูกนำส่งออกไปขายที่ห้างไอคอนสยาม ออกแบบหมอนให้นิ่มเพื่อให้ทุกคนเอามาใช้ในชีวิตประจำวัน และคงเอกลักษณ์ของเฮงเสงไว้

ขณะที่กำลังนั่งดู อาม่านิภาในวัย 85 ปีกำลังใช้จักรเย็บผ้าอยู่ อาม่าก็บอกเล่าความหลัง และความภูมิใจของกิจการเฮงเสงเรื่อย ๆ ในเวลานี้อาม่าเหมือนสาววัยรุ่นที่ยังมีแพชชั่น และกำลังเต็มเปี่ยม เส้นผมสีดอกเลาไม่ทำให้อาม่าดูอิดโรยแต่อย่างใด

.

.

“อั๊วะฝึกมาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่ 20 กว่า ทำถูกบ้างผิดบ้าง ก็แก้กันไป ตอนนี้ก็สอนลูกกับหลานให้เย็บหมอนให้เป็น แต่เด็กรุ่นใหม่พอพลาด ก็ไม่เอาละเลิก อั๊วะบอกตลอดเลยว่าความผิดเนี่ยเป็นครูนะ ผิดก็แก้ไป”

“เลาะออกเหรอคะ?”

“จะไปเลาะออกทำไมล่ะ ก็เย็บต่อไปสิ ถูกบ้างผิดบ้าง ทำจนเสร็จจะได้รู้ว่าต้องแก้อะไรบ้าง”

อาม่าหัวเราะ ก่อนที่ใบหน้านั้นจะเปลี่ยนเป็นสีหน้าเครียดเล็กน้อย

“อา ผิดอีกละ...”

ปัจจุบันหมอนแฮนด์เมดจากร้านเฮงเสง เริ่มเป็นที่รู้จักสำหรับคนยุคใหม่ ทั้งหน้าร้านในไอคอนสยาม และชื่อเสียงบนสื่อออนไลน์ ที่ลูก ๆ ของอาม่านิภา ช่วยกันตอบคำถามกับสื่อมวลชนที่เข้ามาเก็บข้อมูลในพื้นที่

หมอนแฮนด์เมดร้านเฮงเสง
หมอนแฮนด์เมดร้านเฮงเสง

เพราะการมีชื่อเสียงบนสื่อออนไลน์ จะช่วยค้ำจุนกิจการที่บรรพบุรุษสร้างขึ้นมาได้ ลูกหลาน "บ้านโซวเฮงไถ่" เอง จึงหันมาใช้พื้นที่ภายในบ้านรองรับนักท่องเที่ยว ที่อยากได้ภาพถ่ายสวย ๆ สไตล์วินเทจอัปลงไอจีกัน

ขณะที่กำลังเดินหา "บ้านโซวเฮงไถ่" พร้อมชื่นชมกับวิถีชีวิตแบบชาวบ้าน นอกจากกิจการค้าขายเหล็ก ชุมชนตลาดน้อยยังฉายภาพวัฒนธรรมแบบจีนสมัยก่อน ทั้งสถาปัตยกรรม บ้านช่อง ศาลเจ้า ไลฟ์สไตล์ที่ชอบกินชา หรือโอเลี้ยงนั่งคุยกัน ถ้าคุณเดินเข้ามาตลาดน้อย ที่นี่ไม่มีเซเว่น ไม่มีตู้ ATM ให้บริการหรอกนะ แต่ถ้า ร้านขายของชำ ขนมอร่อย ๆ ร้านน้ำ น่ะ มีตลอดทางแน่นอนไม่ต้องห่วง

ร้านขนมในตลาดน้อย

ตลาดน้อยถูกแบ่งออกเป็นซอกซอยเยอะแยะมาก ถึงหน้าซอยจะมีป้ายบอกทางบ้างประปราย แต่ถ้าไม่ใช่คนในพื้นที่ก็มีหลงกันบ้างแน่นอน และในขณะที่คนนอกพื้นที่อย่างเรา กำลังหมกมุ่นอยู่กับหน้าจอมือถือ ที่แสดงข้อมูลพื้นที่ตลาดน้อยแบบงง ๆ แล้วพาเราหลงมาเกือบครึ่งชั่วโมง คุณยายที่กำลังเข็นรถขายขนมสอดใส้ห่อใบตอง ก็หันมายิ้มแล้วถามเรา

“ไปไหนลูก?”

“บ้านโซวเฮงไถ่ค่ะ”

“มานี่สิเดี๋ยวจะบอก หนูเดินตรงไปโน่นนะ เลี้ยวซ้าย ขวา... ขวา…”

“เอ่อ...”

“ถ้าจำไม่ได้ ถามคนแถวนั้นนะลูก เดี๋ยวก็มีคนบอกเอง”

เพราะมีตรอกซอยเล็ก ๆ อยู่เต็มไปหมด Google Map เลยไม่ใช่ผู้นำทางที่ดีนัก ไม่แน่ใจว่าด้วยความเคยชิน ที่เห็นคนหลงทางบ่อย ๆ หรือเปล่า แต่ผู้คนในชุมชนก็คอยช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่แวะมาเยือนเป็นอย่างดี อาจจะไม่ใช่ลูกค้า อาจจะไม่รู้จักกัน หรือคุณอาจจะเดินเข้าไปถามทางดื้อ ๆ โดยไม่ซื้อของ คนที่นี่ก็พร้อมยินดีให้คำแนะนำอย่างเต็มใจ และเป็นกันเอง เหมือนได้กลับมายัง "บ้าน" ที่มีครอบครัวคอยต้อนรับอยู่

โซวเฮงไถ่ คฤหาสน์จีนโบราณสมัย ร.1 สู่คาเฟ่บ้านวินเทจสุดชิค

บ้านโซงเฮงไถ่ คาเฟ่ในตลาดน้อย

เราอาจเห็นคฤหาสน์แบบจีน ๆ ได้ในซีรีส์จีน หนังจีนกำลังภายในบนเน็ตฟลิกซ์ ที่ถูกจัดฉากขึ้นอย่างสวยงาม แต่ถ้าใครอยากเห็นของจริง “โซวเฮงไถ่” คือบ้านเก่าที่บอกเล่าวัฒนธรรมชีวิตคนในบ้าน ของชาวจีนได้ชัดเจนที่สุด ที่นี่เป็นบ้านโบราณศิลป์จีนแบบวัง สถาปัตยกรรมแบบ "สี่เรือน ล้อม ลาน" อาคารบ้านจะเรียงต่อกันเป็นสี่เหลี่ยม แล้วเว้นพื้นที่ตรงกลาง (Courtyard) ไว้ใช้ทำกิจกรรมครอบครัว ที่นี่ถูกสร้างมาแล้ว 223 ปีกว่า (ตั้งแต่ พ.ศ. 2340)

คาเฟ่วินเทจ บ้านคุณดวงตะวัน

อายุของบ้านโซเฮงไถ่ ไม่ต่างจากศาลเจ้าโจวซือกงนัก พอเปิดประตูเข้าไปจะเจอสระน้ำขนาดใหญ่ ที่มีกลิ่นอายบ้านในชุมชนจีนสมัยเก่า มันเป็นภาพที่หาดูได้ยากมาก ๆ ที่จะมีสระน้ำอยู่กลางบ้าน ที่นี่เป็นโรงเรียนสอนดำน้ำของคนในชุมชน และตอนนี้ยังเป็นร้านคาเฟ่ ที่ให้คนภายนอกเข้ามาถ่ายรูป และเยี่ยมชมตัวบ้านอีกด้วย ซึ่งแม้ว่าตัวบ้านจะอยู่ในซอยลึก แต่ก็เป็นอีกที่ ที่ไม่ควรพลาดเลย

ภาพวาดฝาหนัง ตลาดน้อย

นอกจาก ร้านกาแฟ ภาพผนังสวย คาเฟ่บ้านวินเทจ แล้ว ตลาดน้อยก็ยังมีพื้นที่ให้เราได้ชื่นชม และถ่ายรูปกันอีกเพียบเลย ระหว่างทางที่เดินผ่าน ทุกคนที่มาที่นี่จะได้เห็นรูปวาดสวย ๆ ตามผนังเต็มไปหมด ออกแนวสตรีทอาร์ต แต่คงเอกลักษณ์สไตล์จีน ๆ ไม่ใช่กราฟิตี้ที่พ่นเป็นฟอนต์ภาษาอังกฤษเท่ ๆ แบบที่เห็นได้บ่อยตามริมถนน มีนักท่องเที่ยวยืนโพสต์ท่าถ่ายรูปตามทาง ดูเหมือนว่าความตั้งใจของ สสส. ที่ต้องการจะปรับปรุงพื้นที่ชุมชนตลาดน้อย ให้เป็นพื้นที่รองรับกิจกรรมในชุมชน และนักท่องเที่ยวจะประสบความสำเร็จแล้วนะ

จุดถ่ายรูปสวย ตลาดน้อย
มุมถ่ายรูปในตลาดน้อย

และไม่ใช่แค่ภาพวาด ที่ตกแต่งให้ชุมชนตลาดน้อย เป็นที่ที่น่ามาถ่ายรูป ที่นี่มี "รถโฟล์คเก่า ๆ" ที่ชาวบ้านก็ให้คำตอบไม่ได้ว่ามาจากไหน แต่เป็นรถที่คนฮิตมาถ่ายรูปกันมาก เพราะได้ฟีลวินเทจดี มีเฟืองรถ โลหะ กองเหล็กริมทางเดิน ที่ราวกับเป็นเครื่องประดับชุมชนตลาดน้อยไปซะแล้ว เดินไปเดินไปก็หลงทางเหมือนเดิม แต่สำหรับตลาดน้อย การเดินไปเรื่อย ๆ มันดูน่าสนุกกว่าตั้งจุดมุ่งหมายปลายทางเยอะเลย

ต่อให้สภาพชุมชนจะเสื่อมโทรมบ้างไปตามกาลเวลา แต่เสน่ห์ของชุมชนตลาดน้อยก็ไม่เคยลดลงเลย แทนที่จะถูกรื้อถอนออกไปแล้วแทนด้วยสิ่งอื่น คนในชุมชนกลับเลือกที่จะเก็บรักษาไว้ แล้วปรับเปลี่ยนพื้นที่ให้รองรับนักท่องเที่ยวแทน บ้านเก่ากลายเป็นคาเฟ่ ศาลเจ้าจัดเทศกาลเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทุกปี ฝาผนังที่เริ่มสึกกร่อนถูกพยุงด้วยภาพวาด ความสุขของคนเฒ่าคนแก่ถูกเติมเต็ม ด้วยลูกหลานที่กลับมาคอยดูแล และเด็กรุ่นใหม่ที่แวะมาเยี่ยมเยือนชุมชน

คาเฟ่ในตลาดน้อย

ในขณะที่ชุมชน หรือตลาดบางพื้นที่ เริ่มถูกแทนด้วยกระแสพัฒนาเชิงอุตสาหกรรม เพื่อขับเคลื่อนให้พื้นที่แต่ละแห่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยว "ตลาดน้อย" ก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชน ที่พร้อมจะเติบโตไปกับยุคสมัย แม้สักวันจะมีห้างใหญ่เกิดขึ้นมากมายในพื้นที่รอบ ๆ แต่ตลาดน้อยก็จะคงเอกลักษณ์ ตลาดชุมชนที่หลายคนจะต้องหวนคิดถึงตลอดไป

บทความเกี่ยวกับย่านชุมชนที่ถ้าสนใจ