สงสัยมานานแล้วค่ะว่า "การจูบ" มีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ อย่างเวลาดูหนังแนวย้อนยุค ฉากที่พระนางมีใจให้กัน ก็จะเห็นเขาแสดงความรักในแบบต่าง ๆ เช่น การหอมแก้ม การดมผม การกอด หรือแม้กระทั่งการจูบ เลยอดคิดไม่ได้ว่า แท้จริงแล้ววัฒนธรรมการจูบของมนุษย์เรานั้น มีที่มาจากอะไร และใครเป็นต้นกำเนิด มาหาคำตอบกันค่ะ


เกิดอะไรขึ้นเมื่อล้านปีที่แล้ว
เป็นที่น่าสงสัยนะคะว่าทำไมเราถึงต้องจูบ ทั้ง ๆ ที่การจูบคือการแลกน้ำลายกัน ซึ่งอาจมีทั้งเชื้อโรคและไวรัสปะปนไปด้วย จากหนังสือ 500 ล้านปีของความรัก ได้ตั้งข้อสันนิษฐานที่ว่ามนุษย์ชอบสีแดง หากย้อนกลับไปถึงบรรพบุรุษเราเมื่อล้านปีที่แล้ว สมัยที่ยังใช้ชีวิตในพื้นที่สีเขียว อาหารที่หาได้ส่วนใหญ่คือพืชซึ่งมีแคลอรี่ต่ำ อาหารที่มีแคลอรี่สูงมักเป็นผลไม้สุก มีสีแดง ซึ่งเป็นของหายาก จากวิวัฒนาการสีแดงจึงกลายเป็นสีที่สะดุดตาและดึงดูด เป็นเหมือนสีแห่งรางวัลค่ะ
เพราะสีแดงทำให้น่าจูบ


จากวิวัฒนาการจะเห็นว่าสีแดงเป็นสีที่กระตุ้นความรู้สึกได้ดี จากการศึกษาของลิงไพรเมตพบว่าเมื่อร่างกายสามารถมองเห็นสีแดงและรู้สึกชอบ จึงทำให้บางส่วนของร่างกายเริ่มมีสีแดง อย่างก้นและอวัยวะเพศ เมื่อถึงช่วงที่ติดสัดจะยิ่งเพิ่มความบวมแดง เป็นที่สนใจของฝ่ายตรงข้าม
จนกระทั่งเกิดวิวัฒนาการให้สามารถยืนได้ด้วยสองขา สีแดงของอวัยวะเพศไม่ได้อยู่ในระดับสายตา ร่างกายจึงต้องวิวัฒนาการอวัยวะอื่นขึ้นมาทดแทน ที่สามารถมองเห็นได้ในระดับสายตา ซึ่งนั่นก็คือปาก เราจะเห็นว่าผู้หญิงมักทาปากให้มีสีแดง และพยายามฉีดสารหรือทำบางอย่างให้ปากดูบวม อวบอิ่ม ทั้งหมดนั่นก็เพราะปากสามารถดึงดูดความสนใจได้นั่นเอง
การจูบเริ่มเมื่อไหร่


น่าสงสัยไหมคะ การจูบแท้จริงแล้วเป็นสัญชาตญาณหรือเป็นพฤติกรรมที่มนุษย์เราสร้างขึ้นเอง ในหนังสือ 500 ล้านปีของความรัก พาเราย้อนกลับไป 3,000 ปีที่แล้ว หลักฐานชิ้นเก่าแก่ที่สุดจากคัมภีร์ถรวเวทของศาสนาฮินดู มีการบันทึกถึงการแสดงออกของชายและหญิง ฝ่ายชายเลียริมฝีปากของผู้หญิงซ้ำ ๆ และได้มีการห้ามชายชนชั้นสูงดื่มด่ำความชุ่มชื้นจากริมฝีปากผู้หญิง ซึ่งเราก็พอจะเดาได้ว่านั่นอาจจะเป็นการจูบ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่มีมานานหลายพันปีแล้ว
คนไทยเริ่มจูบเมื่อไหร่


วัฒนธรรมการจูบของไทยไม่ได้ระบุอย่างแน่ชัดว่าเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ในเว็บไซต์ศิลปวัฒนธรรม ได้วิเคราะห์ถึงงานวรรณกรรมในราชสำนักช่วงรัตนโกสินทร์ เรื่องราชาพิลาป มีท่อนที่บอกว่า "จุมพิตณนงคริมไร โอษฐคันธกัลยา" เป็นการบรรยายที่เกี่ยวกับพฤติกรรมที่ข้องแวะเกี่ยวกับปาก อีกบทหนึ่งคือเรื่องลิลิตพระลอ บรรยายว่า “เชยชมชู้ปากป้อน แสนอมฤตรสข้อน สวาทเคล้าคลึงสมร ฯ” แม้ปากป้อนจะคล้ายการจูบ แต่หากแปลจริง ๆ แล้ว คือการพูดจาเอาอกเอาใจ
จากการสันนิษฐานคาดว่า ในเมืองไทยน่าจะได้รับอิทธิพลจากต่างประเทศ ซึ่งเริ่มเป็นที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยนิยมในกลุ่มแคบ ๆ จากการที่ไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศและรับวัฒนธรรมฝรั่งมา นอกจากนี้ยังสันนิษฐานได้อีกว่าพฤติกรรมการจูบได้รับอิทธิพลผ่านการแปลงานเขียนจากต่างประเทศอีกด้วย
รวมท่าจูบยอดฮิต
1. French Kiss

French Kiss หรือการจูบแบบฝรั่งเศส เป็นการจูบที่ร้อนแรงสำหรับคู่รัก ในการจูบจะมีการใช้ลิ้น โดยลิ้นของทั้งคู่จะมีลักษณะพันกัน และเป็นการจูบแบบดูดดื่ม
2. Kiss on the Cheek

Kiss on the Cheek การจูบลงไปที่แก้ม หรือที่เราอาจจะคุ้นเคยกันว่าเป็นการหอมแก้มนั่นเอง วิธีการคืออีกฝ่ายจะใช้ริมฝีปากจุ๊บลงไปบนแก้มของอีกฝ่าย
3. Single Lip Kiss

Single Lip Kiss ว่ากันว่าท่าจูบนี้เป็นการจูบที่อ่อนโยนและโรแมนติกที่สุด เป็นการประกบปากกันเบา ๆ ด้วยริมฝีปากด้านเดียว จะเป็นด้านบนหรือด้านล่างก็ได้
4. Vampire Kiss

Vampire Kiss ใครที่นึกไม่ออกให้นึกถึงแวมไพร์เวลาดูดเลือดที่คอ การจูบแบบแวมไพร์จะมีลักษณะคล้ายกันคือทั้งกัดและดูดที่ลำคอ บางครั้งมีรอยเกิดขึ้น เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของของอีกฝ่าย
5. The Forehead Kiss

The Forehead Kiss หรือการจูบเบา ๆ ลงที่หน้าผาก การจูบแบบนี้เป็นการแสดงทั้งความรัก ความเอ็นดู เป็นการจูบแบบอ่อนโยน


