เมื่อพูดถึงส่วนผสมที่มีส่วนช่วยในการรักษาสิว เชื่อว่าหลายคนคงจะนึกถึง Benzoyl, Salicylic Acid และ Clindamycin เป็นอันดับต้น ๆ แต่รู้หรือไม่ว่าในปัจจุบันมีอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจไม่แพ้กัน นั่นก็คือ “Azelaic Acid (อะเซลาอิก แอซิด)” ส่วนผสมรักษาสิวที่ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ ในเรื่องการดูแลผิว เพราะตัวยาทำงานได้อย่างครอบคลุม ตั้งแต่ลดการอักเสบของสิว ช่วยเคลียร์การอุดตัน ไปจนถึงปรับโทนสีรอยสิวให้ดูจางลง เรียบเนียนขึ้น จุดเด่นคือความอ่อนโยน ใช้ได้กับผิวหลากหลายประเภท รวมถึงผิวแพ้ง่าย วันนี้ Wongnai Beauty เลยจะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับส่วนผสมรักษาสิวตัวนี้ให้มากขึ้นกันค่ะ
เลือกยาแต้มสิวผิด สิวไม่หาย แถมผิวพัง!

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหลายคนยังคงมีความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับยาแต้มสิวกันอยู่ หนึ่งในนั้นคือความเชื่อที่ว่า “สิว = การอักเสบเพียงอย่างเดียว” จึงโฟกัสไปที่ยาแต้มสิวประเภทลดการอักเสบหรือฆ่าเชื้อสิวเป็นหลัก แต่ความจริงคือ “สิวไม่ได้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเพียงอย่างเดียวเท่านั้น” จุดเริ่มต้นสำคัญ คือ การสะสมของเคราติน (Keratin) ในรูขุมขน ทำให้เกิดการอุดตัน ตั้งต้นเป็นสิวหัวปิด ก่อนจะลุกลามกลายเป็นสิวอักเสบในที่สุด ดังนั้นการใช้ยาที่ฆ่าเชื้อหรือกดการอักเสบเพียงอย่างเดียวจึงแก้ได้ไม่ตรงจุด ทำให้สิวยุบช้า เป็นสิวซ้ำซาก และยิ่งใช้ยาไม่ถูกประเภทยิ่งเสี่ยงทำให้ผิวแห้ง ลอก และระคายเคืองจนผิวพังตามมา การรักษาที่ดีจึงต้องมองที่ต้นเหตุของการอุดตัน ควบคู่กับการดูแลอาการอักเสบ เพื่อให้สิวหายได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าเดิม
Azelaic Acid คืออะไร?
Azelaic Acid (อะเซลาอิก แอซิด) คือกรดไดคาร์บอกซิลิก (Dicarboxylic Acid) เป็นสารที่สามารถพบได้ตามธรรมชาติบนผิวหนังมนุษย์ (ในปริมาณเล็กน้อย) เนื่องจากเป็นผลผลิตจากกระบวนการเมแทบอลิซึมตามธรรมชาติของยีสต์ชื่อ Malassezia furfur ซึ่งเป็นเชื้อราประเภทยีสต์ที่อาศัยอยู่บนผิวหนังมนุษย์ตามปกติ เมื่อยีสต์ดังกล่าวย่อยสลายไขมันบนผิวหนัง จะหลั่งสารที่ชื่อว่า Azelaic Acid ออกมา(9)

จุดสำคัญที่ทำให้ Azelaic Acid ถูกมองว่าเป็นส่วนผสมที่ “Smart & Gentle” อยู่ที่วิธีการทำงานของมัน
- ฉลาด (Smart) : ทำงานแบบครอบคลุม ตั้งแต่ลดการอุดตันในรูขุมขน ช่วยลดจำนวนเชื้อแบคทีเรียที่เกี่ยวข้องกับสิว ลดการอักเสบ ไปจนถึงช่วยให้รอยดำจากสิวจางลง เป็นหนึ่งในไม่กี่ส่วนผสมที่สามารถจัดการหลายปัจจัยของการเกิดสิวได้พร้อมกัน(1)
- อ่อนโยน (Gentle) : ทำให้เกิดการระคายเคืองน้อยกว่า จึงเหมาะกับผู้ที่มีผิวบอบบางหรือผิวแพ้ง่าย ที่มองหาวิธีรักษาสิวโดยไม่ทำให้เกราะป้องกันผิวอ่อนแอลง(2)
ส่อง 3 คุณสมบัติเด่นของ Azelaic Acid
Azelaic Acid ทำงานแบบครอบคลุมในการจัดการกลไกเกิดสิวหลายด้านพร้อมกัน ดังนี้

- สลายการอุดตัน(1) : ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ผิวหนังผิดปกติ (Keratinocytes) ที่เป็นสาเหตุของการอุดตันรูขุมขน และการเกิดสิวอุดตัน (Comedones)
- ลดการอักเสบ(1) : มีคุณสมบัติในการลดการอักเสบของผิวหนังที่เกิดจากสิวอักเสบ และช่วยลดรอยแดงที่มักเกิดหลังการอักเสบได้
- ต้านเชื้อแบคทีเรีย(1) : ออกฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย Cutibacterium acnes (C. acnes) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดสิวอักเสบ
นอกจากจะเป็นตัวตัดจบวงจรสิวแล้ว ยังมีงานวิจัยรองรับว่า Azelaic Acid สามารถช่วยให้รอยสิวดูลดลงได้ประมาณ 50 - 100% ภายใน 3 เดือน ด้วยการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase(3) ซึ่งเป็นกระบวนการผลิตเม็ดสี (Melanin)(4) จึงมีส่วนช่วยลดเลือนรอยดำรอยแดงที่เกิดหลังสิวหายให้ดูจางลงด้วย เรียกได้ว่าเป็นทั้งยาแต้มสิวและครีมลดรอยสิวได้ในขั้นตอนเดียว
รู้ก่อนเลือก! ตารางเปรียบเทียบยาแต้มสิว (3,5,6,7,8)

การเลือกผลิตภัณฑ์รักษาสิวที่เหมาะสมถือเป็นหัวใจสำคัญของการรักษาสิว เพราะการออกฤทธิ์และผลข้างเคียงของแต่ละสารมีความแตกต่างกันอย่างมาก การทำความเข้าใจกลไกของสารออกฤทธิ์หลัก ๆ จะช่วยให้เราสามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ได้อย่างชาญฉลาด และแก้ไขตรงกับปัญหาสิวที่เป็นอยู่ ตารางต่อไปนี้ได้ทำการเปรียบเทียบคุณสมบัติหลักของสารออกฤทธิ์ที่แพทย์ผิวหนังนิยมใช้ในการรักษาสิว ไม่ว่าจะเป็นการลดการอุดตัน การลดการอักเสบ การจัดการกับเชื้อแบคทีเรีย ลดรอยสิว ไปจนถึงโอกาสในการเกิดการระคายเคืองและปัญหาการดื้อยา
ไขข้อสงสัย Azelaic Acid เหมาะกับสิวประเภทไหนมากที่สุด?
Azelaic Acid เป็นส่วนผสมที่ยืดหยุ่นและครอบคลุมปัญหาสิวหลายรูปแบบ ทำให้เหมาะกับผู้ใช้หลากหลายกลุ่ม โดยเฉพาะคนที่ต้องการการดูแลสิวแบบอ่อนโยน แต่ได้ผลอย่างต่อเนื่อง

- คนที่มีสิวอักเสบและสิวอุดตัน(10) : ด้วยคุณสมบัติที่ช่วยสลายการอุดตัน พร้อมลดอักเสบและต้านเชื้อแบคทีเรีย Azelaic Acid สามารถดูแลทั้งสิวหัวปิดและสิวอักเสบได้ในเวลาเดียวกัน เหมาะสำหรับคนที่เป็นสิวซ้ำซาก โดยไม่รู้ต้นเหตุชัดเจน
- คนผิวแพ้ง่ายที่ใช้ยาตัวอื่นแล้วระคายเคือง(2) : สำหรับคนผิวแพ้ง่ายที่ใช้ยาตัวอื่นแล้วมีอาการระคายเคือง ผิวแสบแดง หรือลอก Azelaic Acid เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะเป็นสารออกฤทธิ์ที่อ่อนโยน จึงไม่ทำให้ผิวเกิดความระคายเคือง
- คนที่กังวลกับรอยสิวหลังสิวหาย : ด้วยฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase(4) จึงช่วยลดโอกาสเกิดเม็ดสีส่วนเกิน ทำให้รอยดำรอยแดงจากสิวจางเร็วขึ้น พร้อมป้องกันไม่ให้รอยใหม่เข้มขึ้นอีก
- คุณแม่ตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร : Azelaic Acid จัดอยู่ในกลุ่ม Pregnancy Category B(11) ซึ่งถือว่ามีระดับความปลอดภัยสูง ทำให้สามารถใช้รักษาสิวได้ในช่วงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัย แนะนำให้ปรึกษาแพทย์และเภสัชกรทุกครั้งก่อนใช้
- คนที่ต้องการยารักษาได้ทั้งสิวและรอยสิว(3) : Azelaic Acid ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการความสะดวกในการใช้งาน เนื่องจากให้ผลลัพธ์ที่ครอบคลุม ทั้งการรักษาสิวที่ต้นตอ ลดการอักเสบ และการดูแลเรื่องรอยดำรอยแดงหลังสิวหาย
- ผู้ที่ต้องการยารักษาสิวที่ใช้ได้ทั้งเช้าและเย็น(13) : เนื่องจาก Azelaic Acid ไม่ทำให้ผิวไวต่อแสงแบบ Retinoids ผู้ใช้จึงสามารถทาได้ทั้งกลางวันและกลางคืน โดยไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อการผิวไหม้แดด แต่อย่างไรก็ตามยังควรทาครีมกันแดดเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ
วิธีใช้ Azelaic Acid ที่ให้ผลดีที่สุด
หนึ่งในเทคนิคที่ช่วยลดความระคายเคืองได้ดีมาก และเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ยาได้อย่างมาก คือ “Sandwich Method” ซึ่งช่วยให้ผิวค่อย ๆ รับสารออกฤทธิ์ โดยไม่ลดทอนประสิทธิภาพของตัวยา

ทริคการลงสกินแคร์แบบ Sandwich Method :
- เตรียมผิวด้วยน้ำตบ เป็น "ชั้นล่าง" ลงน้ำตบที่เน้นความชุ่มชื้นบนผิวที่สะอาด วิธีนี้จะช่วยปรับสภาพผิว ลดโอกาสการระคายเคือง และช่วยส่งเสริมให้สารออกฤทธิ์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- ทา Azelaic Acid บาง ๆ เป็น “ชั้นกลาง” ให้เน้นเฉพาะบริเวณที่ต้องการ เช่น บริเวณสิวหรือรอยดำ เป็นต้น
- ปิดท้ายด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ เป็น “ชั้นบนสุด” โดยเน้นสูตรที่ให้ความชุ่มชื้นสูง แนะนำให้ "ทาหนา ๆ" เพื่อช่วยกักเก็บความชุ่มชื้น ลดการระเหยของน้ำ และเสริมเกราะปกป้องผิวให้แข็งแรง
เทคนิคนี้ช่วยลดอาการแสบยิบ ๆ และป้องกันผิวแห้งลอกได้ดี เหมาะมากสำหรับช่วงเริ่มใช้ยา เมื่อผิวเริ่มปรับตัวและอาการข้างเคียงดีขึ้น สามารถตัดมอยส์เจอไรเซอร์ชั้นแรกออก เพื่อให้ตัวยาซึมเข้าสู่ผิวได้ดีขึ้น แต่ยังแนะนำให้ทามอยส์เจอไรเซอร์เป็นขั้นตอนสุดท้าย เพื่อช่วยเคลือบผิวและล็อกตัวยาไว้ ทำให้ยาออกฤทธิ์ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
Azelaic Acid ใช้คู่กับอะไรได้บ้าง?
Azelaic Acid ถือเป็นสารออกฤทธิ์ที่เข้ากันได้ดีกับยาแต้มสิวอื่น ๆ และมีคุณสมบัติที่น่าสนใจสำหรับการใช้ชีวิตประจำวัน

- ใช้ร่วมกับยาแต้มสิวตัวอื่นได้(12) : แพทย์ผิวหนังมักแนะนำให้ใช้ Azelaic Acid คู่กับ Benzoyl Peroxide (BPO), Clindamycin หรือ Retinoids ได้ ซึ่งเป็นการเสริมฤทธิ์กัน ทำให้การรักษาสิวมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
- ผิวไม่ไวต่อแสง : เป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญ เนื่องจาก Azelaic Acid ไม่ได้ทำให้ผิวไวต่อแสงแดดอย่างรุนแรงแบบ Retinoids ทำให้สามารถใช้ได้ทั้งในช่วงเช้าและกลางคืน (13) แต่การทาครีมกันแดดในช่วงกลางวันก็ยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเสมอ เนื่องจากแสงแดดเป็นปัจจัยกระตุ้นการอักเสบของสิว และยังทำให้รอยดำหลังเกิดสิวเข้มขึ้นด้วย
- ใช้ร่วมกับเมคอัพได้ : Azelaic Acid มักถูกพัฒนาให้อยู่ในรูปแบบเนื้อครีม ซึมซาบเข้าสู่ผิวได้ดี ไม่ทิ้งความมันหรือความเหนอะหนะบนผิว จึงสามารถใช้ในชีวิตประจำวันและทาก่อนแต่งหน้าได้อย่างสบาย เมคอัพไม่เป็นคราบ และไม่รบกวนลุคระหว่างวัน
ตัดจบทุกวงจรสิวแบบไม่ทำร้ายผิว!

พิสูจน์แล้วว่า “Azelaic Acid” ไม่ใช่แค่ "ยารักษาสิว" ที่ทำให้สิวยุบตัวลง แต่เป็นสารออกฤทธิ์ที่จัดการปัญหาได้อย่างครอบคลุม เพราะสามารถทำงานได้หลายกลไกพร้อมกัน ทั้งลดการอุดตัน ฆ่าเชื้อแบคทีเรียสิว ลดการอักเสบ และลดเลือนรอยดำรอยแดงจากสิว แต่ในขณะเดียวกันก็อ่อนโยนต่อผิวขั้นสุด ตอบโจทย์สำหรับผิวบอบบางแพ้ง่าย ที่กังวลเรื่องการระคายเคืองจากการใช้ยารักษาสิว
โดยสามารถหาซื้อได้ที่ร้านขายยาทั่วไป ทั้งนี้ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์และเภสัชกรทุกครั้งก่อนใช้


