บางคนอาจจะเคยได้ยินมาสักพักแล้วว่า โรคภูมิแพ้อาหารแฝงมีผลกับร่างกายเราหลายอย่าง ทั้งเรื่องผิวที่อาจทำให้เป็นสิว มีลมพิษ ผื่นคัน เรื่องน้ำหนักตัว ไปจนถึงอาจจะแพ้รุนแรง ท้องเสีย หอบหืดหายใจไม่ออกเลยทีเดียว วันนี้เราเลยมาแนะนำให้สาว ๆ รู้จักกับโรคภูมิแพ้อาหารแฝง รวมทั้งอาการและการตรวจโรคด้วยค่ะ ถ้าพร้อมแล้วไปเริ่มกันเลย!
ภูมิแพ้อาหารแฝงคืออะไร ?
ภูมิแพ้อาหารแฝง (Food Intolerance) คือการที่ร่างกายเกิดการตอบสนองกับอาหาร หรือส่วนประกอบในอาหาร ในเวลาอย่างนี้ร่างกายจะมีแอนติบอดี้ที่เป็นระบบภูมิคุ้มกันร่างกายออกมา แต่หากมีการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันที่มากเกินไปก็จะทำให้มีการไปสะสมที่ข้อต่อ หรือระบบทางเดินอาหาร ทำให้เกิดการแพ้ในที่สุดค่ะ
ส่วนในบางคนก็อาจมีปัญหาเรื่องการย่อยอาหารเพราะมีภาวะขาดเอนไซม์ หรือเพราะสารเคมีบางอย่างที่อยู่ในอาหารทำให้อาหารนั้นย่อยยากร่วมด้วย อย่างเช่น ภาวะการย่อยแลคโตสผิดปกติ (Lactose Intolerance) เกิดจากการที่ลำไส้ไม่สามารถผลิตเอนไซม์ย่อยน้ำตาลชนิดหนึ่งในนมได้นั่นเองค่ะ

ในปัจจุบันนี้มีคนเป็นโรคภูมิแพ้อาหารแฝงถึง 45% และที่แย่กว่านั้นคือในบางคนกว่าจะแสดงอาการก็ปาเข้าไป 3-4 วันแล้ว ทำให้ไม่รู้ถึงสาเหตุที่แท้จริงว่าตัวเองแพ้อะไรกันแน่ เลยไม่ได้เฝ้าระวังในการรับประทานอาหารในมื้อต่อ ๆ ไป
ภูมิแพ้อาหาร Vs ภูมิแพ้อาหารแฝง
เดี๋ยวก่อนนะคะ อ่านมาถึงตรงนี้แล้วก็อย่าเพิ่งสับสนระหว่าง ภูมิแพ้อาหาร (Food Allergy) กับ ภูมิแพ้อาหารแฝง (Food Intolerance) เพราะสองโรคนี้มีอาการแตกต่างกันอยู่ โดยภูมิแพ้อาหารปกติจะเกิดขึ้นทันทีที่ทานอาหาร ร่างกายจะสร้างแอนติบอดี้ชนิด IgE ที่มีปฏิกิริยากับอาหารที่แพ้อย่างรุนแรง
แต่การแพ้อาหารแฝงจะแตกต่างออกไป คือเมื่อมีการแพ้อาหาร ร่างกายจะสร้างแอนติบอดี้ชนิด IgG ซึ่งจะไม่แสดงอาการในทันที แต่จะค่อย ๆ ทำลายเนื้อเยื่อของเราเพราะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม จนในที่สุดก็กลายเป็นโรคเรื้อรัง และส่งผลกับโรคระบบประสาท ระบบทางเดินหายใจ ระบบกล้ามเนื้อ และระบบทางเดินอาหาร

เช็กอาการแพ้อาหารแฝงกันหน่อย
อย่างที่บอกค่ะว่าโรคภูมิแพ้อาหารแฝงทำให้เกิดโรคเรื้อรังหลายอย่าง และมีอาการหลากหลาย ต่อไปนี้จะเป็นอาการที่อาจจะเกิดขึ้นได้ค่ะ

นอกจากนี้อาการแพ้ยังรุนแรงไปถึง หลอดลมตีบ ตาบวม ลิ้นบวม คลื่นไส้ อาเจียน และความดันโลหิตต่ำ เวียนหัว เป็นลมได้อีกด้วย
อาหารที่ทำให้แพ้
จริง ๆ แล้วอาหารทุกชนิดทำให้เกิดอาการแพ้ได้ แต่อาหารที่คนส่วนใหญ่แพ้กันบ่อย ๆ จะเป็นพวก นม ไข่ ปลา สัตว์ทะเลเปลือกแข็ง ถั่วลิสง ถั่วเหลือง ถั่วเปลือกแข็ง ข้าวสาลี กลูเตน (โปรตีนชนิดหนึ่งในข้าวสาลี) สมุนไพร แอลกอฮอล์ และยีสต์ เพราะฉะนั้นใครที่มีอาการแพ้ก็อยากให้จำประเภทของอาหารที่ตัวเองแพ้ไว้ให้ดี ครั้งต่อไปจะได้เฝ้าระวังได้ถูกค่ะ แต่ถ้าใครยังรู้สึกไม่ชัวร์ อยากไปตรวจให้มันรู้แล้วรู้รอดก็ไปอ่านในหัวข้อถัดไปได้เลย

การตรวจโรคภูมิแพ้อาหารแฝง
อันนี้จะแตกต่างจากการตรวจการแพ้อาหารทั่วไปที่จะตรวจวัดบนผิวได้เลย แต่จะเป็นการตรวจวัดระดับของแอนติบอดี้ IgG จากเลือดต่อ Allergens หรืออาหารที่ทำให้แพ้ ซึ่งก็แล้วแต่ว่าแต่ละที่จะให้บริการตรวจครอบคลุมกี่ Allergens ขั้นตอนนี้จะใช้เวลาตรวจเพียงแค่ 30-45 นาทีเท่านั้น และรอผลประมาณ 5 วัน - 1 เดือน (แล้วแต่สถานที่รับตรวจ) ก็ได้ผลตรวจแล้วค่ะ เห็นไหมล่ะว่าไม่ยุ่งยากเลย
สถานที่รับตรวจ
- ห้องปฏิบัติการ N Health (ตรวจ 222 รายการ ราคา 16,500 บาท)
- BDMS Clinic (ตรวจ 232 รายการ ราคา 34,000 บาท)
- รพ.กรุงเทพ (ตรวจ 232 รายการ ราคา 30,800 บาท)
- รพ.และคลินิกอื่น ๆ ทั่วไป

การแปลผลตรวจ
ส่วนการแปรผลตรวจนั้นจะดูว่า ผลการทดสอบแสดงค่าเป็นบวกกับอาหารใด แสดงว่าเรามีแอนติบอดี้ต่ออาหารนั้น โดยจะแสดงผลเป็นสูง (Elavated), ปานกลาง (Borderline) และปกติ (Normal) ผลการตรวจนี้จะมีหน่วยความเข้มข้นของแอนติบอดี้ IgG เป็นยูนิตต่อมิลลิลิตร (U/ml)

วางแผนการกินป้องกันการแพ้
หลังจากรู้ผลการตรวจแล้ว เราก็ควรวางแผนการกินในมื้อถัดไปให้รอบคอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแพ้อาหารแฝง ยิ่งถ้าใครหวังผลในเรื่อง ลดสิว ลดความอ้วน ด้วยแล้ว การวางแผนการกิน เลือกกินแต่อาหารที่ไม่รบกวนระบบภูมิคุ้มกันของตัวเองก็เป็นตัวช่วยที่ดีได้เลย

ทั้งนี้ทั้งนั้นก็มีคนออกมาพูดว่า ไม่จำเป็นต้องตรวจโรคภูมิแพ้อาหารแฝงถ้าเกิดยังไม่แพ้อาหารจริง ๆ เพราะเปลืองเงินและไร้ประโยชน์ แต่ถ้าใครคิดว่ารู้ไว้ก่อนดีกว่าจะได้เลือกทานได้ถูกต้อง เป็นการป้องกันไปในตัว ก็ไม่ผิดอีกเช่นกันค่ะ ลองเลือกชั่งน้ำหนักเอาระหว่างข้อมูลและความน่าเชื่อถือของแต่ละโรงพยาบาลด้วยนะคะ สุดท้ายนี้วงในบิวตี้อยากให้ทุกคนระมัดระวังในการรับประทานอาหาร เลือกทานแต่อาหารที่ดีต่อสุขภาพ และทานอาหารให้หลากหลายเพื่อให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงค่ะ


