เวลาเราพูดถึงสุขภาพ ส่วนใหญ่มักจะนึกถึงใบหน้า ผิวพรรณ หรือรูปร่างกันก่อน แต่รู้ไหมคะว่า เล็บของเรา ก็เป็นอีกหนึ่งหน้าต่างที่สะท้อนสุขภาพร่างกายได้เหมือนกัน เพราะเล็บเกิดจากเคราติน (Keratin) ที่สร้างขึ้นจากใต้ผิวหนังบริเวณโคนเล็บ ถ้าเลือดลม การไหลเวียนของสารอาหาร หรือระบบภายในร่างกายมีปัญหา ก็จะส่งผลให้เล็บเปลี่ยนสี เปลี่ยนรูปทรง หรือมีความผิดปกติอื่น ๆ ให้เราเห็นได้ชัดได้เลยค่ะ
วันนี้ Wongnai Beauty เลยจะพาไปสำรวจเล็บบอกโรคทั้ง 8 แบบที่มักบอกถึงความผิดปกติในร่างกาย พร้อมวิธีดูแลและป้องกันแบบง่าย ๆ ที่ทำได้เองที่บ้าน และคำแนะนำว่าเมื่อไรควรรีบไปพบแพทย์ มาดูกันเลยค่ะว่าเล็บของคุณกำลังบอกอะไรอยู่บ้าง
เปิดลักษณะ 8 เล็บบอกโรค

.
1. เล็บซีดขาวขุ่น (Discolored nails)
ลักษณะที่เห็นชัด
เล็บดูจืด สีชมพูหายไป เหลือแต่สีขาวหรือขุ่นทั่วแผ่นเล็บ บางคนเห็นเป็นแถบขาวหรือจุด แล้วแต่ลักษณะ บางครั้งมีเล็บกรอบหรือบางร่วมด้วย
สาเหตุที่เป็นไปได้
- โลหิตจาง (Anemia) — เมื่อเม็ดเลือดแดงหรือตัวพกพาออกซิเจน (ฮีโมโกลบิน) น้อย เล็บจะได้รับเลือดและออกซิเจนน้อยลง ทำให้สีเล็บจางลงหรือขาวขุ่นได้ ซึ่งพ่วงมากับการขาดธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นสาเหตุพบบ่อยในคนทำงานหนัก สตรีมีประจำเดือนมาก หรือคนทานมังสวิรัติที่ไม่ได้เสริมธาตุเหล็ก
- ปัญหาตับ/ไต/โปรตีนในเลือดต่ำ — โรคตับเรื้อรังหรือตับอักเสบบางชนิดทำให้ระดับอัลบูมินต่ำ ส่งผลให้เล็บขาวหรือเปลี่ยนสีได้ (เช่น “Leukonychia” บางแบบ) เพราะเป็นโปรตีนสำคัญที่อยู่ในโครงสร้างของเล็บ
- ขาดสารอาหาร (โปรตีน / วิตามิน) — การขาดโปรตีนหรือวิตามินบางชนิด (เช่น วิตามินบี ไบโอติน สังกะสี) ทำให้การสร้างเคราตินของเล็บด้อย ส่งผลทำให้เล็บซีดหรือเปราะร่วมได้
- ยาบางชนิด/การสัมผัสสารเคมี — ยาบางตัวหรือสารเคมีแรง ๆ อาจเปลี่ยนสีผิวและเล็บได้ แม้กระทั่งการทาเล็บบ่อย ๆ โดยไม่พัก
วิธีดูแล / ป้องกัน
- เช็กอาการร่วม: ดูว่ามีอาการเหนื่อยง่าย ผิวซีด เหงื่อแตก น้ำหนักลดหรือไม่ — ถ้ามีให้รีบตรวจเลือด (CBC, Ferritin) เพื่อเช็กโลหิตจาง
- อาหารบำรุง: เพิ่มแหล่งธาตุเหล็ก (เนื้อแดง ตับ ไข่ ถั่วเลนทิล) ร่วมกับวิตามินซี (มะนาว/ส้ม) เพื่อช่วยการดูดซึม เหล็กจากพืชให้ดีขึ้น รวมถึงเสริมโปรตีนและสังกะสี (ถั่ว เมล็ดธัญพืช) เพื่อการสร้างเคราตินของเล็บให้ดีมากขึ้น
- พักเล็บจากสารเคมี: หยุด/พักการทาเล็บ ปรับไปใช้น้ำยาล้างเล็บที่อ่อนโยน และให้เล็บได้ “หายใจ” อย่างน้อย 1–2 สัปดาห์ทุกเดือน
เมื่อไหร่ต้องพบแพทย์:
- ถ้าเล็บซีดเรื้อรังร่วมกับอาการเหนื่อยง่าย ไข้ น้ำหนักลด หรืออาการอื่น ๆ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเลือด (CBC, LFTs, renal function) และอาจต้องพบแพทย์เฉพาะทางตามผล เพื่อหาภาวะโลหิตจางหรือโรคตับ/ไตทันทีค่ะ
2. เล็บเหลือง หนา (Yellow and thickened nails)
ลักษณะที่เห็นชัด
สีเล็บเปลี่ยนเป็นเหลืองหรือเหลืองอมเขียว แผ่นเล็บหนาขึ้น พื้นผิวไม่เรียบ บางครั้งแยกจากฐานเล็บ มีชั้นหรือเศษใต้เล็บ
สาเหตุที่เป็นไปได้
- เชื้อรา (Onychomycosis) — เป็นสาเหตุหลักของเล็บเหลืองหนา โดยเฉพาะเล็บเท้า เชื้อจะเข้าไปย่อยเคราติน ทำให้เล็บหนาและเปลี่ยนสี พบมากในผู้ที่ใส่รองเท้าปิดนาน ๆ หรือมีเหงื่อเยอะ ซึ่งการยืนยันต้องเอาเศษเล็บส่งตรวจ (KOH / PAS / culture) อีกทีในห้องแลป
- Yellow Nail Syndrome (หายาก) — เล็บเหลืองหนา ร่วมกับอาการบวมน้ำ (Lymphedema) และปัญหาทางเดินหายใจ เช่น Pleural Effusion เป็นภาวะที่ต้องประเมินระบบทั้งตัว
- การทาเล็บบ่อย/เคมีระคายเคือง — การทาเจลหรือทำเล็บปลอมบ่อย ๆ ทำให้เล็บอ่อนแอและสีเปลี่ยนได้ เมื่อพักไม่เพียงพอเล็บอาจหนาและเปราะบางร่วมด้วย
- โรคระบบร่างกาย เช่น เบาหวาน หรือเป็นปัญหาการไหลเวียนเลือด — ผู้ป่วยเบาหวานและผู้ที่มีการไหลเวียนเลือดไม่ดีมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อราและการเกิดเล็บหนามากขึ้น
วิธีดูแล / ป้องกัน
ขั้นตอนเริ่มต้นที่บ้าน (2–6 สัปดาห์แรก):
- ตัดเล็บสั้นลงอย่างสม่ำเสมอ (ตัดเป็นเส้นโค้งตามเล็บ ไม่ตัดลึกจนเกินไป) และตะไบพื้นผิวหยาบเพื่อลดความหนา (ทำด้วยอุปกรณ์สะอาด)
- แช่เท้า/มือในน้ำอุ่น 10–15 นาทีแล้วเช็ดให้แห้งสนิท เพื่อช่วยให้ยา/การตะไบได้ผลดีขึ้น
- สวมถุงเท้าผ้าคอตตอน เปลี่ยนถุงเท้าทุกวัน และใช้รองเท้าที่ระบายอากาศได้
ถ้าสงสัยเชื้อรา (เมื่อทำบขั้นตอนแรกไม่ดีขึ้นหรือมีหลายเล็บที่เป็น):
- ไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อตรวจเก็บเศษเล็บ (KOH / PAS / culture) ก่อนเริ่มรับยาต้านเชื้อรา สำคัญเพราะการรับยากินมีผลข้างเคียงและต้องการการวินิจฉัยที่ชัดเจนก่อน
- การรักษามาตรฐาน: ยากิน Terbinafine เป็นตัวเลือกต้น ๆ ในการรักษา (ขึ้นกับชนิดเชื้อและการประเมินแพทย์) หากยากินไม่เหมาะหรือมีความเสี่ยง แพทย์อาจเลือกใช้ยาทาเฉพาะ (Topical Ciclopirox/Efinaconazole) หรือผสมกับการตะไบ/กรอเล็บร่วมด้วย
- หรือถ้าสงสัย Yellow Nail Syndrome แพทย์อาจตรวจปอด ตรวจการไหลเวียนน้ำเหลือง และพิจารณาการรักษาเฉพาะทางต่อไป
ข้อแนะนำเพิ่มเติม:
- หลีกเลี่ยงการทำเล็บเจล/อะคริลิกบ่อย ๆ แล้วพักเล็บเป็นระยะ ใช้ผลิตภัณฑ์กันเชื้อราที่แพทย์แนะนำ และอย่าซื้อยากินเองโดยไม่ตรวจก่อนค่ะ
3. เล็บเปราะ หักง่าย (Brittle nails)
ลักษณะที่เห็นชัด
เล็บแยกชั้น (Splitting) เล็บแตกง่ายเมื่อกระแทก หรือมีลักษณะแห้ง ขรุขระ เป็นร่อง หรือแยกเป็นชั้น
สาเหตุที่เป็นไปได้
- ปัจจัยภายนอก: สัมผัสน้ำ/สารทำความสะอาดบ่อย ๆ (ล้างจาน/ทำความสะอาด) ทำให้เล็บดูดซับน้ำและแห้งกรอบบ่อย การใช้สารละลาย/น้ำยาล้างเล็บแรง ๆ (อะซิโตน) ก็ทำให้เล็บแห้งแตกมากขึ้นด้วยเช่นกัน
- การทำเล็บบ่อย: เจล/อะคริลิกที่ต้องกรอพื้นเล็บบ่อยและสารเคมีทำให้โครงสร้างเคราตินเสื่อมสภาพลงส่งผลให้เล็บแข็งแรงน้อยลงค่ะ
- ขาดสารอาหาร/ฮอร์โมน: ขาดไบโอติน โปรตีน วิตามินเอ ซี อี สังกะสี หรือมีปัญหาไทรอยด์ต่ำ (Hypothyroidism) ที่ส่งผลต่อการสร้างเล็บ.
- อายุ: พออายุมากขึ้น การผลิตเคราตินและความชุ่มชื้นลดลง เล็บจึงเปราะง่ายกว่าเดิม
วิธีดูแล / ป้องกัน
- ทา Cuticle Oil หรือน้ำมันธรรมชาติ (เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันโจโจ้บา) ทุกคืนเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้เล็บและผิวรอบเล็บ.
- สวมถุงมือยางเมื่อล้างจาน/ทำงานบ้าน และสวมถุงมือผ้าทับเมื่อต้องอยู่กลางแจ้งในอากาศหนาวจัด
- ลดการแช่น้ำเป็นเวลานาน ๆ เช่น อาบน้ำ แช่ตัวเป็นชั่วโมง และล้างมือเสร็จต้องเช็ดให้แห้งทันที
- โภชนาการ: เพิ่มโปรตีน (ไข่ ปลา ถั่ว) และอาหารที่มีไบโอติน (ถั่ว พืชตระกูลถั่ว ไข่) รวมถึงวิตามินซีและสังกะสี จะช่วยการสร้างเคราติน
- พักการทำเล็บที่รุนแรง: หยุดทำเล็บเจล/อะคริลิกชั่วคราว ให้เล็บฟื้นตัว 1–3 เดือน
เมื่อไหร่ต้องพบแพทย์/แพทย์ผิวหนัง:
- หากมีเล็บเปราะร่วมกับอาการอื่น (ผมร่วง น้ำหนักเปลี่ยน เหนื่อยง่าย) ควรตรวจฮอร์โมนไทรอยด์และการขาดสารอาหาร (ตรวจเลือด) เพื่อรักษาที่สาเหตุตรงจุดค่ะ
4. เล็บมีเส้นดำยาว (Longitudinal Melanonychia)
ลักษณะที่เห็นชัด
เส้นสีเข้ม (น้ำตาลถึงดำ) พาดยาวจากโคนเล็บ (Matrix) ไปยังปลาย อาจเป็นเส้นเดียวหรือหลายเส้น ความกว้าง/สีอาจเปลี่ยนได้
สาเหตุที่เป็นไปได้
- สาเหตุไม่ร้ายแรงที่พบบ่อย: เม็ดสีจากเมลานินสะสมมากเกิน หรือรอยช้ำจากการบาดเจ็บ/การทำเล็บ; ในคนผิวสีเข้ม จะพบได้บ่อยและมักเป็นสาเหตุที่ไม่ร้ายแรง
- ยาบางชนิด/ฮอร์โมน: ยาบางตัวหรือการเปลี่ยนฮอร์โมนอาจเพิ่มการสร้างเมลานินบริเวณเล็บได้
- มะเร็งผิวหนังใต้เล็บ (Subungual Melanoma) — แม้พบไม่บ่อย แต่ถ้าเส้นดำ กว้างขึ้นเร็ว ขอบไม่เท่ากันแต่ละนิ้ว มีเลือดออก หรือมี Pigment ดำ ข้ามไปยังผิวรอบเล็บ (Hutchinson Sign) จำเป็นต้องสงสัยมะเร็งและตรวจวินิจฉัยทันทีค่ะ
วิธีดูแล / ป้องกัน
- สังเกตตัวเองเป็นประจำ: ถ่ายรูปเก็บไว้เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลง (กว้าง/สี/ขอบ/จำนวนเล็บ)
- เกณฑ์ “ควรพบแพทย์ทันที”: เส้นที่มีคุณลักษณะ ABCDEF (Age 50–70, Band breadth >3 mm, Change, Digit involved, Extension of pigment to surrounding skin /Hutchinson sign, Family history) — ถ้าเข้าเงื่อนไขควรไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อตรวจ Dermoscopy และ/หรือ Biopsy ต่อไปเพื่อวินิจฉัยมะเร็ง
- หลีกเลี่ยงการขีดข่วน/การแกะโคนเล็บ: อย่าขูดหรือทำรุนแรงที่โคนเล็บซึ่งอาจปกปิด/เปลี่ยนแปลงการวินิจฉัยได้ค่ะ
5.เล็บเป็นร่องลึก (Beau’s Lines on nails)
ลักษณะที่เห็นชัด
ร่องแนวนอนขวางแผ่นเล็บเป็นรอยชัด พื้นผิวเล็บไม่เรียบ บางคนเห็นร่องในหลายเล็บพร้อมกัน
สาเหตุที่เป็นไปได้
- การหยุดชั่วคราวของการเจริญเล็บ (Nail Matrix Arrest): เกิดขึ้นเมื่อร่างกายประสบเหตุการณ์เครียด เช่น ไข้สูง การติดเชื้อรุนแรง การผ่าตัดใหญ่ ภาวะช็อก หรือเคมีบำบัด เล็บจะสะท้อนเหตุการณ์นั้นเป็นร่องและจะค่อย ๆ งอกขึ้นมาใหม่ค่ะ
- ขาดสารอาหารเรื้อรัง/โรคเรื้อรัง: เบาหวาน ความผิดปกติทางไต หรือตับที่ทำให้สารอาหารไปเลี้ยงไม่เพียงพอ ทำให้เกิดร่องพร้อมกันหลายแผ่น
วิธีดูแล / ป้องกัน
- ลองนึกย้อนเหตุการณ์ที่ผ่านมา: Beau’s lines มักบอก “เวลา” ร่องที่อยู่ห่างจากโคนเท่าใดจะช่วยคำนวณว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อใด (เล็บงอกประมาณเดือนละ ~3 mm สำหรับนิ้วมือ) — ถ้าร่องสอดคล้องกับไข้/การผ่าตัดที่ผ่านมานั่น ก็ไม่ต้องกังวลมากเพราะจะหายได้เองค่ะ
- ฟื้นฟูโภชนาการและพักผ่อน: กินโปรตีนให้พอ พักผ่อน ลดความเครียด และให้เวลาในการให้เล็บงอกใหม่ค่ะ ร่องจะหายเมื่อเล็บใหม่ขึ้นมา
เมื่อไหร่ควรไปหาหมอ:
- ถ้าร่องมาก เกิดพร้อมอาการไม่สบายเรื้อรัง หรือไม่แน่ใจสาเหตุ แพทย์อาจตรวจเลือดหาโรคเรื้อรัง (เช่น เบาหวาน ไต ตับ) เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง
6. เล็บงุ้มผิดปกติ (Clubbing nails)
ลักษณะที่เห็นชัด
เล็บโค้งลงคล้ายช้อนคว่ำ ปลายนิ้วป่อง มุมระหว่างผิวหนังกับเล็บหายไป
สาเหตุที่เป็นไปได้
- ปัญหาปอดเรื้อรัง/มะเร็งปอด/โรคหัวใจ: Clubbing มักเป็นสัญญาณของการขาดออกซิเจนเรื้อรังหรือการปล่อย Growth factors ที่กระตุ้นเนื้อเยื่อรอบเล็บให้เพิ่มมากขึ้น
- ภาวะตับ/ลำไส้บางชนิด: โรคตับเรื้อรังหรือโรคทางเดินอาหารบางชนิด (เช่น Crohn’s Disease) ก็สามารถสัมพันธ์กับ Clubbing ได้เช่นกัน
วิธีดูแล / ป้องกัน
- อย่ารอช้า ถ้าพบ Clubbing ควบคู่กับอาการไอเรื้อรัง เหนื่อยง่าย น้ำหนักลด หรือมีเลือดกำเดา/ไอเป็นเลือด ให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจปอด/หัวใจอย่างละเอียด (X-ray/CT/การทดสอบการทำงานของปอด)
- เลิกสูบบุหรี่และลดมลพิษ: หยุดสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงควัน/มลพิษเป็นเรื่องแรก ๆ ที่ควรทำเพื่อชะลอความเสียหายของปอด
- ติดตามรักษาโรคต้นเหตุ: การรักษาสาเหตุ (เช่นรักษามะเร็งปอดหรือโรคปอดอักเสบเรื้อรัง) อาจทำให้ Clubbing ดีขึ้นหรือหยุดแย่ลง — จึงต้องการการประเมินโดยแพทย์เฉพาะทางค่ะ
7.เล็บหนาหรือแยกตัว (Thickened or Separated Nails)
ลักษณะที่เห็นชัด
เล็บหนา ผิวขรุขระ หรือแยกตัวออกจากฐาน (มีช่องว่างใต้เล็บ) อาจมีกลิ่นหรือเศษสะสมใต้เล็บ
สาเหตุที่เป็นไปได้
- เชื้อรา (Onychomycosis) เป็นสาเหตุพบบ่อยที่ทำให้เล็บหนาโดยเฉพาะเล็บเท้า; แพทย์มักยืนยันด้วยการตรวจเศษเล็บ
- การบาดเจ็บซ้ำ ๆ /รองเท้าคับ: แรงกดซ้ำ ๆ ทำให้เล็บเปลี่ยนรูปและหนาขึ้น (นักวิ่ง/คนที่ใส่รองเท้าคับจะมีความเสี่ยงมากขึ้นค่ะ)
- โรคผิวหนังเช่น Psoriasis: อาจทำให้เล็บหนาเป็นอาการร่วม (Nail psoriasis) และเล็บอาจแยกตัว
- ภาวะไทรอยด์/ฮอร์โมน: ภาวะไทรอยด์บางชนิดอาจทำให้เล็บหนาหรือแยกตัวได้
วิธีดูแล / ป้องกัน
- ตัดเล็บสั้นและตะไบผิวหยาบเบา ๆ เพื่อช่วยให้ดูแลง่ายขึ้น แช่เท้าให้แห้งแล้วเช็ดให้สะอาดทุกวัน
- ถ้าสงสัยเชื้อรา: ให้ไปพบแพทย์ผิวหนัง/ผู้เชี่ยวชาญเท้าเพื่อนำเศษเล็บส่งตรวจ (KOH, PAS, culture) ก่อนรักษา
- การรักษาที่แพทย์อาจให้: ยากิน Terbinafine หรือ Itraconazole เป็นมาตรฐานสำหรับกรณีที่รอยโรคกว้างและรุนแรง; ในกรณีไม่รุนแรงมากอาจใช้ยาทา/เลเซอร์เป็นตัวช่วย แพทย์ต้องพิจารณาผลข้างเคียงและการติดตามการทำงานของตับด้วยค่ะ
- หรือในกรณี Onycholysis (เล็บแยก): ให้หยุดสารระคายเคือง (น้ำยา/กาวเล็บ) ตัดส่วนเล็บที่หลุดออกให้สั้น อย่าให้เศษค้างในช่องว่าง หากมีการติดเชื้อ (สีเขียว/มีกลิ่น/หนอง) ให้รีบพบแพทย์เพื่อรับยาต้านเชื้อรา/ยาปฏิชีวนะตามสาเหตุต่อไปค่ะ
8. ปลายเล็บร่น (Onycholysis)
ลักษณะที่เห็นชัด
ปลายเล็บยกตัวแยกออกจากฐาน มีช่องว่างสีขาวหรือเหลืองตรงที่แยก บางทีเล็บหลุดหรืองอกผิดรูปร่วมด้วย
สาเหตุที่เป็นไปได้
- การบาดเจ็บหรือแรงดันซ้ำ ๆ — กระแทกเล็บหรือแรงกดซ้ำ ๆ ทำให้แยกจากฐาน
- ปฏิกิริยาจากสารเคมี/เล็บปลอม/กาว — สารเคมีในน้ำยาเจลหรือกาวทาเล็บอาจทำให้เล็บแยกจากฐานได้
- โรคผิวหนัง/เชื้อรา/ไทรอยด์: Psoriasis, Fungal infection หรือความผิดปกติของไทรอยด์ (ทั้ง Hyper- และ Hypothyroidism) สามารถทำให้ Onycholysis เกิดได้
วิธีดูแล / ป้องกัน
- ตัดเล็บให้สั้นและเรียบตรงค่ะ พยายามไม่ให้ปลายเล็บยาวพ้นเนื้อเพื่อลดการเกี่ยวหรือขูด หากส่วนเล็บที่แยกจับได้ ให้ตัดให้ชิดบริเวณแยกเพื่อไม่ให้ไปเกี่ยวสิ่งของ
- หลีกเลี่ยงสารระคายเคือง: หยุดทาเล็บปลอม/ใช้กาว/น้ำยาที่มีสารแรง ๆ และสวมถุงมือเมื่อใช้สารทำความสะอาด.
- ดูแลความแห้งสะอาดเสมอนะคะ: เช็ดให้แห้งเพื่อไม่ให้เชื้อรา/แบคทีเรียเข้าเป็นแผลซ้ำ — ถ้าเห็นสีเขียว/มีกลิ่น/หนอง ให้พบแพทย์ทันที
- หากเกี่ยวกับภาวะระบบ: ถ้า Onycholysis เกิดพร้อมกับอาการอื่น (น้ำหนักลด เหนื่อยผิดปกติ หรืออาการผิวหนังอื่น ๆ) แพทย์อาจตรวจระดับไทรอยด์/เลือดและรักษาสาเหตุ และเล็บที่แยกจะไม่ “ติดคืน” แต่เล็บใหม่จะงอกทดแทนใน 4–6 เดือน (Fingernail) หรือ 8–12 เดือน (Toenail) ค่ะ
เห็นมั้ยคะ เล็บเป็นเหมือนกระจกสะท้อนสุขภาพที่หลายคนมองข้าม ลองสำรวจเล็บตัวเองเป็นประจำ ถ้าเล็บเปลี่ยนสี เปลี่ยนรูป หรือมีอาการผิดปกติหลายเล็บพร้อมกัน ควรตรวจสุขภาพเพื่อหาสาเหตุ เพราะเล็บอาจเป็นสัญญาณเตือนโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นได้ การดูแลเล็บก็เหมือนการดูแลสุขภาพทั้งตัวนะคะ
อ่านบทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ :


