เมื่อพูดถึงอาหารไทย สิ่งที่คนมักจะนึกเป็นอันดับแรกๆ คงเป็นรสชาติอาหารที่เผ็ดจัดจ้าน หลายๆ เมนูกลายเป็นอาหารขึ้นชื่อของประเทศ ซึ่งหาทานได้ง่ายและมีขายอยู่ทั่วไป หนึ่งในเมนูสุดแซ่บที่ไม่เอ่ยถึงในเวลานี้คงไม่ได้คือ ยำ อาหารรสจัดที่กำลังเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก การันตีความนิยมนี้ด้วยข้อมูลจากงาน Wongnai for Business : Restaurant 2020 ซึ่งได้เปิดเผยข้อมูลว่า ในปี 2019 ที่ผ่านมา ยำ คือเมนูยอดฮิตที่ถูกค้นหามากที่สุดบนแอปฯ Wongnai ด้วยจำนวนการค้นหากว่า 120,000 ครั้ง!
แน่นอนว่าในปีที่ผ่านมาธุรกิจร้านอาหารก็ขอเกาะเทรนด์สุดเผ็ดร้อนนี้ด้วย จะเห็นได้ว่ามีร้านอาหารซึ่งเน้นขายยำเปิดใหม่หลายร้าน แต่ละร้านล้วนมีเอกลักษณ์ที่ทำให้กลายเป็นร้านยำชื่อดังได้ไม่ยาก จากเมนูอาหารง่ายๆ ที่พวกเราคุ้นเคยกันดีสู่การเป็นเมนูแห่งปีที่ทำรายได้ถล่มถลายให้หลายร้านดัง วันนี้ Wongnai for Business มีแนวทางดีๆ สำหรับคนที่กำลังอยากเปิดร้านยำเป็นของตัวเอง มาเตรียมปั้นธุรกิจขายยำให้ทำกำไรกันได้เลย!
1. วัตถุดิบสะอาดสดใหม่
ความสะอาดสดใหม่ของวัตถุดิบเป็นเรื่องพื้นฐานของร้านอาหารที่ควรใส่ใจอยู่เสมอ สำหรับธุรกิจขายยำ อาหารทะเลถือเป็นหัวใจสำคัญที่ลูกค้าคาดหวังในการทานยำ การคัดสรรแหล่งวัตถุดิบจำพวกอาหารทะเลเพื่อให้ได้วัตถุดิบที่สดใหม่นั้นสำคัญมากเพราะอาหารทะเลต้องทานสดๆ ถึงจะอร่อยถูกใจที่สุด และต้องคำนึงถึงเรื่องความสะอาดในการปรุงรสและเก็บรักษาวัตถุดิบอีกด้วย
คนที่สนใจอยากเปิดร้านยำจึงควรหาข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งวัตถุดิบให้หลากหลาย เปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียทั้งในเรื่องคุณภาพ ราคา การจัดส่งและการเก็บรักษาไม่ใช่เพียงแค่วัตถุดิบอย่างอาหารทะเลเท่านั้น แต่วัตถุดิบอื่นๆ ที่นำมาใช้ปรุงรสน้ำสุดแซ่บอย่างพวกน้ำปลาร้า พริกหรือมะนาวเองก็ต้องสดใหม่ไม่แพ้กัน

2. รสชาติและความแปลกใหม่
ธุรกิจขายยำเริ่มหันมาห้ำหั่นกันด้วยความแตกต่างไม่เหมือนใคร หากมองเผินๆ หน้าตาของเมนูยำแต่ละร้านอาจจะไม่ได้แตกต่างกันมาก อีกทั้งกระบวนวิธีการทำเมนูยำก็ใช้รูปแบบเดียวกัน แล้วจุดไหนกันที่ทำให้มีร้านยำแจ้งเกิดมากมายในปีที่ผ่านมา
คำตอบประการแรกอยู่ที่รสชาติของน้ำยำซึ่งแต่ละร้านมักจะมีสูตรลับเฉพาะไม่เหมือนใคร เมื่อคิดจะเปิดร้านยำจึงต้องให้เวลากับการค้นหาสูตรน้ำยำที่ใช่ ประการต่อมาที่สำคัญต่อการเริ่มธุรกิจขายยำในสมัยนี้คือการสร้างเอกลักษณ์ที่ทำให้คนจดจำร้านได้ ทำให้ลูกค้าจดจำชื่อร้านให้ได้เพื่อสร้างกระแสการแนะนำร้านบอกต่อกันไป จุดนี้เองทำให้หลายๆ ร้านตั้งชื่อร้านที่มีความแปลกใหม่หรือมีคำคล้องจอง ทำให้จดจำได้ง่ายมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังสามารถสร้างเอกลักษณ์ด้วยการมีลูกเล่นเล็กๆ น้อยๆ เช่น เจ้าของร้านบางร้านอาจแต่งตัวด้วยชุดที่ดูแปลกใหม่ เป็นสิ่งที่ทำให้ลูกค้าจดจำได้เสมอ และเผลอๆ อาจจะถ่ายไปลงโซเชียลทำให้คนอื่นรู้จักร้านของคุณมากขึ้นก็ได้
3. ทำเลดีเข้าถึงได้ง่าย
หนึ่งในแนวทางการเปิดร้านยำที่ห้ามมองข้ามไม่ต่างจากธุรกิจอื่นๆ คือ การเลือกทำเลที่ตั้ง โดยพิจารณากลุ่มเป้าหมายของร้านว่าต้องการขายให้ใครเป็นหลักเพื่อเจาะทำเลที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายนั้นๆ ได้ตรงจุด นอกจากนี้ ยังควรเป็นทำเลที่เข้าถึงได้ง่าย ไม่ได้อยู่ในซอยลึกลับซับซ้อนจนเกินไป บริเวณรอบข้างสามารถจอดรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ได้เพื่อรองรับลูกค้ารวมถึงคนขับรถส่งเดลิเวอรีอีกด้วย

ที่สำคัญ อย่าลืมเตรียมบริเวณให้ลูกค้านั่งรอสำหรับลูกค้าที่สั่งกลับไปทานที่บ้านและลูกค้าที่มาต่อคิวรอโต๊ะ ถึงแม้ว่าเมนูยำจะใช้เวลาปรุงไม่นาน แต่โดยธรรมชาติแล้วลูกค้ามักจะมาทานอาหารรสจัดกันเป็นกลุ่มมากกว่าจะมานั่งทานคนเดียว ทำให้แต่ละโต๊ะใช้เวลานั่งนานกว่าปกติจึงอาจมีผลต่อการจัดการหมุนเวียนโต๊ะอาหารได้
4. กระแสการบอกปากต่อปาก
กลยุทธ์การบอกปากต่อปาก (Word-of-Mouth) เป็นวิธีการหนึ่งที่ได้ผลดีที่สุดในแวดวงธุรกิจร้านอาหาร ปัจจุบันรูปแบบการแนะนำบอกต่อเปลี่ยนมาอยู่บนโลกออนไลน์มากกว่าพบปะพูดคุยต่อหน้า ทำให้คำแนะนำร้านอาหารไปได้ไกลมากกว่าที่เคย ผ่านการแชร์โพสหรือข้อมูลต่างๆ บนอินเทอร์เน็ต นี่จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลว่าทำไมชื่อร้านจึงต้องง่ายต่อการจดจำหรือมีเอกลักษณ์ที่ทำให้คนจำได้
เมื่อเปิดร้านยำในยุคนี้จึงควรมีช่องทางการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าบนโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook page เป็นต้น เพื่อแจ้งข่าวสารหรือโปรโมชั่นต่างๆ และยังสามารถแชร์รีวิวความประทับใจจากลูกค้าได้

5. จัดส่งเดลิเวอรีถึงบ้าน
เปิดร้านยำแบบมีหน้าร้านกันไปแล้ว อย่าลืมพาร้านมาอยู่บนโลกออนไลน์ สามารถสั่งอาหารออนไลน์และมีบริการเดลิเวอรีจัดส่งเมนูยำแซ่บๆ ถึงหน้าบ้านกันไปเลย ธุรกิจขายยำในยุคนี้ต้องพึ่งพาช่องทางที่หลากหลายมากขึ้นเพื่อเข้าถึงลูกค้าและอำนวยความสะดวกได้มากกว่าที่เคย เมื่อมีตัวเลือกในการทานอาหารมากขึ้นอย่างการที่ลูกค้าสามารถสั่งไปทานที่บ้านได้ ทำให้ช่วยลดปัญหาลูกค้าที่มาต่อคิวยาวเหยียดหน้าร้านได้

ปัจจุบันมีบริการเดลิเวอรีอย่าง LINE MAN ที่ร้านอาหารสามารถลงทะเบียนเดลิเวอรีได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ เพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้ร้านได้มากขึ้น ทางร้านสามารถจัดการเมนูเดลิเวอรีและรับออเดอร์เดลิเวอรีได้สะดวกยิ่งขึ้นผ่าน Wongnai Merchant App (WMA) แอปพลิเคชันรับออเดอร์เดลิเวอรีออนไลน์จาก LINE MAN โดยตรง
การเปิดร้านยำนั้นถือว่าใช้ต้นทุนน้อยกว่าธุรกิจอื่นๆ ด้วยอุปกรณ์และวัตถุดิบหลักๆ ที่มีเพียงไม่กี่อย่างเท่านั้น รวมถึงการจัดการก็ไม่ซับซ้อนเท่าธุรกิจร้านอาหารใหญ่ๆ เพราะทางร้านเน้นขายยำเป็นหลัก อีกทั้งยังเป็นเมนูง่ายๆ ที่สามารถปรุงเสร็จได้ในเวลาอันรวดเร็ว การแข่งขันในธุรกิจขายยำจึงอยู่ที่รสชาติและความแปลกใหม่ของร้านยำเป็นหลักนั่นเอง
สำหรับผู้ที่สนใจอยากทำธุรกิจอาหารเดลิเวอรีแต่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร ให้ Wongnai Merchant App เป็นตัวช่วยจัดการร้านและเชื่อมต่อร้านกับเดลิเวอรีของ LINE MAN ให้ลูกค้าสามารถสั่งอาหารของคุณผ่านแอปฯ LINE MAN ได้เลย สำหรับร้านอาหารที่สนใจ Wongnai Merchant App คลิกเลย!
เข้าร่วมโครงการค่าส่งเริ่มต้น 10 บาท ได้ที่ >> http://bit.ly/3bXOFLd

- ค่าส่งคงที่ 10 บาท ใน 6 กม.
- เพิ่มยอดขายมากกว่า 2 เท่า
- ร้านโดดเด่นด้วยค่าส่งที่ถูกกว่า
- ค่าบริการคิดจากยอดออเดอร์ของลูกค้า
- พื้นที่พิเศษในการโปรโมทให้ร้านของคุณโดดเด่นกว่าที่เคย

บริการใหม่! รายงานยอดขายรายวันแบบ Real-time ผ่าน LINE สำหรับผู้ใช้งาน Wongnai Merchant App สมัครใช้งาน >> http://bit.ly/37Jl3h1

เรายังคงมีข้อมูลข่าวสารดีๆ สำหรับการทำธุรกิจร้านอาหารมาฝากทุกคน ติดตามได้เลยที่ Facebook: Wongnai for Business หรือ LINE OA https://lin.ee/3iai38K
ติดตามบทความเกี่ยวธุรกิจร้านอาหารเพิ่มเติม


