อาหารเปลี่ยนโลก! 10 อาหารสร้างอารยธรรมมนุษย์

อาหารเปลี่ยนโลก! 10 อาหารสร้างอารยธรรมมนุษย์

มาดูกันเลยดีกว่าว่าตลอดเวลาเกือบล้านปี มีอาหารอะไรบ้างที่ช่วยสร้างอารยธรรมมนุษย์ แล้วมีอะไรบ้างที่เราเพิ่งกินไปเมื่อกี้!
19 ก.ค. 2017 · โดย

กว่าจะมาถึงวันนี้ต้องบอกว่ามนุษย์เราผ่านมาเยอะ เจ็บมาเยอะ เราใช้เวลาเกือบล้านปีกว่าจะครองโลก มีประชากรโลกได้ถึง 7 พันกว่าล้านคน (ปล่อยแก๊สเรือนกระจกจนจะตายกันหมด) อยู่ได้ในทุกวันนี้ ปัจจัยหนึ่งที่ช่วยสร้างเราคืออาหารที่เรากินครับ มาดูกันเลยดีกว่าว่าตลอดเวลาเกือบล้านปี มีอาหารอะไรบ้างที่ช่วยสร้างอารยธรรมมนุษย์ แล้วมีอะไรบ้างที่เราเพิ่งกินไปเมื่อกี้!

1เกลือ

10 อาหารสร้างอารยธรรม

นอกจากใช้เป็นสารให้รสเค็มอย่างในปัจจุบันแล้ว คนในสมัยโบราณใช้เกลือถนอมอาหารด้วย วิธีการถนอมอาหารอย่างการดองเค็ม การรมควันก็ใช้เกลือเป็นส่วนประกอบ เป็นวัตถุดิบที่จำเป็นต่ออาณาจักรมากครับ เกลือใช้เป็นค่าจ้างแรงงานที่สำคัญอย่างหนึ่งในจีน สงครามหลาย ๆ ครั้ง อย่างสงครามระหว่างเมืองเวนิสกับเจนัวเกิดขึ้นเพราะการแย่งเกลือ ในสงครามเมืองคาร์เธจ ซีซาร์จะโรยเกลือบนเมืองที่ยึดได้ไปเพื่อแช่งไม่ให้ดินเพาะปลูกขึ้นได้อีก เกลือทำให้เมืองหลายเมืองรุ่งเรืองขึ้น อย่างเมืองลิเวอร์พูลก็เป็นเมืองค้าเกลือที่สำคัญ และเกลือทำให้เกิดการลุกฮือของประชาชนต่อรัฐ อย่างการที่มาตมะคานธีเริ่มเดินขบวนเรียกร้องอิสรภาพให้อินเดียจนสำเร็จ ก็เริ่มจากการที่อังกฤษเก็บภาษีเกลือนั่นเอง

2น้ำตาล

10 อาหารสร้างอารยธรรม

ถ้าพูดถึงเกลือคงไม่พูดถึงน้ำตาลไม่ได้ สำหรับน้ำตาล เริ่มแรกเลยคือชาวกรีกใช้น้ำตาลเป็นยา แต่น้ำตาลเริ่มเป็นที่นิยมในฐานะวัตถุดิบอาหารเมื่อชาวอินเดียสมัยกุปตะค้นพบวิธีแปรรูปน้ำอ้อยให้เป็นน้ำตาลเกล็ดซึ่งง่ายต่อการขนส่ง ชาวจีนรับวิธีการต่อไปและเริ่มปลูกไร่อ้อยอย่างจริงจังในสมัยราชวงศ์ถัง น้ำตาลมาถึงยุโรปหลังสงครามครูเสด (เรียกกันว่า “เกลือหวาน”) และทำให้หลายเมืองรุ่งเรืองมากจากธุรกิจค้าน้ำตาลนี้เอง นอกจากนี้ อ้อยน้ำตาลยังเป็นพืชสำคัญที่ปลูกกันในอาณานิคมอย่างอินเดียและอเมริกา และการเก็บภาษีน้ำตาลของอังกฤษ (อีกแล้ว!) ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติอเมริกันด้วย 

3เครื่องเทศ

10 อาหารสร้างอารยธรรม

เครื่องเทศก็เป็นอีกหนึ่งในวัตถุดิบถนอมอาหารที่สำคัญมาก และเป็นการปฏิวัติความซับซ้อนของรสชาติการกินในยุโรปจากหน้ามือเป็นหลังมือ ถึงกับเรียกว่าการค้าเครื่องเทศเป็นการค้นพบที่สำคัญที่สุดหลังจากการค้นพบลมมรสุมที่ทำให้เดินเรือได้เลยทีเดียว เครื่องเทศอย่างอบเชย พริกไทย กระวาน กานพลูเป็นสินค้าหรูหราในหมู่ชนชั้นสูง โดยนำเข้าจากเอเชียและแอฟริกา เวนิส (อีกแล้ว!) เป็นผู้ผูกขาดการค้าเครื่องเทศในยุโรปเนื่องจากมีทำเลอยู่ในเส้นทางสายไหม ซึ่งทำให้ราชสำนักโปรตุเกสให้วาสโก ดา กามาเดินเรืออ้อมแหลมกู๊ดโฮปไปอินเดีย และสเปนที่ให้โคลัมบัสเดินเรือไปเอเชีย (จนเจออเมริกา) และยังนำไปสู่การที่โปรตุเกสและดัตช์ทำสงครามแย่งกันตั้งอาณานิคมที่หมู่เกาะโมลุกกะ หรือหมู่เกาะเครื่องเทศในอินโดนีเซียด้วย 

4ชา

10 อาหารสร้างอารยธรรม

ชาเป็นเครื่องดื่มอีกอย่างที่สำคัญมากของโลก คนจีนดื่มชามานับพันปีแล้วจนแพร่หลายไปถึงญี่ปุ่นและเกาหลี ชาเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมเอเชียตะวันออก และเดินทางไปถึงยุโรปในศตวรรษที่ 16 ผ่านเส้นทางสายไหมและการเดินเรือ ชาเข้าไปอยู่ในวัฒนธรรมยุโรปและกลายเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมอังกฤษด้วย ความบ้าคลั่งชาของคนอังกฤษนี้เองก็เป็นหนึ่งในสาเหตุการล่าอาณานิคมในอินเดียเพื่อปลูกชา ให้อังกฤษไม่ต้องซื้อชาจากจีน และนำไปสู่การที่อังกฤษเข้าครอบงำประเทศจีนผ่านสงครามฝิ่นในที่สุด นอกจากนี้ การเก็บภาษีชาของอังกฤษ (อีกแล้ว!) ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ Boston Tea Party (การเทชาทิ้งน้ำ) ที่นำไปสู่การปฏิวัติอเมริกันด้วยครับ

5กาแฟ

10 อาหารสร้างอารยธรรม

หลายคนน่าจะเรียกได้ว่าแทบจะลุกจากที่นอนไม่ขึ้นถ้าไม่มีกาแฟ นี่คืออีกหนึ่งเครื่องดื่มที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้โลกนี้อย่างมากครับ เชื่อกันว่ากาแฟเริ่มปลูกจากเอธิโอเปียและขยายไปสู่ชาวอาหรับและเข้าสู่ทวีปยุโรปช่วงศตวรรษที่ 16 เช่นกันกับชา เป็นพืชการค้าตั้งแต่สมัยโบราณ และเป็นพืชเศรษฐกิจของหลายประเทศในแถบอเมริกาใต้ แอฟริกากลางและเอเชียหลังจากการล่าอาณานิคม นอกจากนั้นหลังจากที่อเมริกาทิ้งชาอังกฤษลงแม่น้ำแล้ว ชาวอเมริกันก็หันมาดื่มกาแฟแทน เพราะถือว่าคนดื่มชามันไม่รักชาติ มันฝักใฝ่อังกฤษ! ปัจจุบันคนทั่วโลกกินกาแฟปีละกว่า 9 พันล้านตัน ดื่มกันจนคิดไม่ออกเลยว่าถ้าโลกนี้ไม่มีกาแฟ เราจะมาถึงจุดนี้ได้ยังไง (หรือมนุษย์จะหยุดอยู่ที่ขอบเตียงแล้ว) และแน่นอนที่สุด ถ้าโลกนี้ไม่มีกาแฟ เราอาจจะไม่ได้มีแก้วลายนางเงือกสีเขียวให้ถ่ายรูปลงโซเชียลกันทุกวันนี้ก็เป็นได้

6แอลกอฮอล์

10 อาหารสร้างอารยธรรม

ขี้เมาเปลี่ยนโลก! แอลกอฮอล์ไม่ได้เป็นแค่เครื่องดื่มที่ทำให้คนเมาหยำเปเสียงานการเท่านั้น แอลกอฮอล์ยังเป็นรากฐานของอารยธรรมมนุษย์ด้วยครับ! แอลกอฮอล์เป็นเครื่องดื่มศูนย์กลางพิธีกรรมของศาสนาและสังคมต่าง ๆ ไวน์เป็นสัญลักษณ์แทนเลือดของพระเยซู (ถึงกับมีการตีกันระหว่างนิกายเป็นร้อยปีว่าไวน์เป็นแค่สัญลักษณ์ หรือเปลี่ยนสภาพเป็นเลือดจริง ๆ) เบียร์เป็นเครื่องดื่มที่แสดงความเป็นนักรบของชาวนอร์สไวกิง เหล้าเป็นสัญลักษณ์ในการให้สัตย์สาบานของคนจีน ฯลฯ นอกจากนี้ แอลกอฮอล์ยังเป็นเครื่องดื่มที่สะอาดกว่าน้ำธรรมดาในสมัยก่อนการมีน้ำประปาหรือความรู้ในการกรองน้ำด้วยครับ มีหลักฐานว่าคนเรากินแอลกอฮอล์กันมานานมากแล้วตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ และเชื่อกันว่าการหมักแอลกอฮอล์เป็นหนึ่งในสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มนุษย์ลงหลักปักฐานสร้างสังคมอีกต่างหาก (ไม่ใช่แค่สังคมเมืองนะ จุดเริ่มต้นของการตั้งรกรากสังคมเลย)

7พืชผลจากอเมริกา

10 อาหารสร้างอารยธรรม

ถ้าโคลัมบัสไม่เดินเรือไปถึงทวีปใหม่ในวันนั้น (พร้อมกับนำเชื้อโรคจากยุโรปไปฆ่าคนนับล้าน) เราอาจไม่มีประเทศอเมริกาในวันนี้ และที่สำคัญ เราอาจไม่มีมันฝรั่ง ข้าวโพด มะเขือเทศ พริก ช็อกโกแลตและวานิลลา (ฯลฯ) กินกันเลยก็ได้ครับ! พืชพันธุ์ที่กล่าวมาเป็นของอเมริกาทั้งหมด นั่นหมายความว่าการค้นพบอเมริกานั้นเปลี่ยนวัฒนธรรมการกินของมนุษย์ไปอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ ทุกจานในวันนี้จะต้องมีสักอย่างที่ว่ามาครับ ไม่ว่าจะเป็นเฟรนช์ฟราย ป็อปคอร์น กินสลัดก็ต้องมีมะเขือเทศ ตบท้ายด้วยไอศกรีมช็อกโกแลตหรือวานิลลา ถ้าใครนึกภาพไม่ออก ลองนึกถึงต้มยำที่ใส่แต่พริกไทยก็ได้ครับ มันไม่ใช่อ่ะกิ๊ฟ! มันไม่ใช่! แต่ไม่ใช่เพียงเท่านั้นครับ พืชจากอเมริกา โดยเฉพาะมันฝรั่งมีผลอย่างมากต่อมนุษย์ด้วย การใช้ยาฆ่าแมลงและปุ๋ยเคมีเริ่มต้นจากการปลูกมันฝรั่ง และมันฝรั่งนี่เองที่เป็นตัวให้พลังงานหลักของชาวยุโรปให้มีประชากรจำนวนมากได้ในช่วงล่าอาณานิคมและกระตุ้นให้ประชากรชาวจีนเพิ่มจำนวนขึ้นจนเป็นที่หนึ่งในทุกวันนี้!

8ข้าว

10 อาหารสร้างอารยธรรม

พนมมือไหว้พระแม่โพสพหนึ่งทีแล้วอ่านต่อครับ ข้าวไม่ได้เป็นแค่ศูนย์กลางจานอาหารไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งที่ใช้ทำขนมปัง บะหมี่ และแป้งต่าง ๆ ด้วย พืชตระกูลข้าวเป็นพืชที่ให้พลังงานมาก (รองจากมัน) และปลูกง่าย เชื่อกันว่าคนยุคก่อนประวัติศาสตร์กินข้าวแล้วทำหก จึงพบว่าเมล็ดข้าวงอกเป็นต้นได้ แล้วก็เริ่มเปลี่ยนจากการเก็บของป่ากินมาเป็นการเพาะปลูกตั้งรกราก และขยายเป็นสังคมสมัยโบราณตามลำดับ ไม่เพียงเท่านั้นครับ การตั้งรกรากสังคมเกษตรนี้ก็นำไปสู่การขยายตัวของประชากร การเริ่มมีเวลาว่าง (เพราะปลูกอาหารกินได้เอง) และนำไปสู่การสร้างฝีมือด้านอื่น ๆ การค้า ภาษา การถ่ายทอดความรู้ต่าง ๆ เรียกได้ว่าการเพาะปลูกเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดของอารยธรรมมนุษย์ (คู่กับการเลี้ยงสัตว์)​ เลยครับ

9ฟาสต์ฟู้ด

10 อาหารสร้างอารยธรรม

หลังจากกลับไปเจาะเวลาหาอดีตมานาน ก็ยกพวกเรากลับมาปัจจุบันบ้างนะครับ ในที่นี้ไม่น่าจะมีใครไม่เคยกินอาหารฟาสต์ฟู้ด ธุรกิจฟาสต์ฟู้ดเริ่มต้นจากร้าน A&W ที่เปิดในอเมริกาเมื่อปี 1919 ภายใต้แนวคิด “อาหารที่รวดเร็วและราคาถูก” โดยเริ่มขายเบอร์เกอร์ราคาเพียง 5 เซนต์เท่านั้น อาหารจานด่วนดังกล่าวดังเป็นพลุแตก และเปลี่ยนพฤติกรรมการกินของคนอีกครั้ง ในที่สุดมนุษย์ก็มีอาหารที่กินได้รวดเร็ว มีสาขาหาได้ง่ายและรสชาติเหมือนกันไม่ว่าจะที่ใดก็ตาม ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดผุดขึ้นตาม A&W เป็นดอกเห็ดตั้งแต่ McDonald’s, Burger King, KFC ไปจนถึงแบรนด์กาแฟอย่าง Starbucks นอกจากนี้ อาหารจานด่วนในร้านฟาสต์ฟู้ดยังเป็นสาเหตุของปัญหาสุขภาพที่สำคัญอย่างโรคไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ โรคเบาหวานและโรคอ้วนในปัจจุบันด้วย

10เนื้อย่าง

10 อาหารสร้างอารยธรรม

จะสังสรรค์ให้สนุกก็ชวนกันไปกินเนื้อย่าง รู้หมือไร่ครับว่าถ้าปราศจากการเอาเนื้อสัตว์ไปย่างไฟนี้เอง มนุษย์เราคงจะมาไม่ถึงจุดนี้! เนื้อสัตว์เป็นแหล่งโปรตีนที่ใช้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ (เรียนกันมาตั้งแต่ประถมแล้ว) ในขณะที่ไฟช่วยทำให้อาหารย่อยง่ายขึ้น ใช้พลังงานในการย่อยน้อยลง ทำให้มีพลังงานมากขึ้นในการพัฒนาสมองและกล้ามเนื้อ เรียกได้ว่าสมองคนเราที่ฉลาดได้ทุกวันนี้ต้องขอบคุณเนื้อย่างเลยครับ! นอกจากนี้ การย่างไฟหรือการใช้ความร้อนยังช่วยฆ่าเชื้อโรคและทำให้เก็บอาหารได้นานขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น เนื้อสัตว์ซึ่งมีพลังงานและสารอาหารมากกว่าผักยังทำให้นมแม่ (สมัยโบราณ) มีสารอาหารมากขึ้น และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มนุษย์มีจำนวนมากขึ้น กระจายไปได้ทั่วโลก!

น่าเหลือเชื่อนะครับว่าอาหารที่เรากินอยู่ทุกวันโดยอาจจะไม่ได้ใส่ใจอะไรก็ทำให้เกิดผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ได้ ทั้งทางร้ายและทางดี ทั้งทำให้มนุษย์มีสมองที่พัฒนา มีการตั้งรกรากเป็นสังคม มีการค้าขายแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ไปจนถึงการล่าอาณานิคมและการกดขี่เพื่อนมนุษย์ และมีปัญหาสุขภาพจากการกิน นี่คืออาหารสิบอย่างที่ทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์ทุกวันนี้ครับ

Sources:

Barber, Elizabeth Wayland (1999). The Mummies of Ürümchi. New York: W.W. Norton & Co.

Ridley, R.T. (1986). "To Be Taken with a Pinch of Salt: The Destruction of Carthage". Classical Philology.

Smith, Mike (2003). "Salt". Goods & Not So Goods: Lineside Industries.

Dalton, Dennis (1996). "Introduction to Civil Disobedience”

Kurlansky, Mark. (2003) Salt: A World History. Penguin Books

Faas, Patrick, (2003). Around the Roman Table: Food and Feasting in Ancient Rome. Chicago: University of Chicago Press

Adas, Michael (January 2001). Agricultural and Pastoral Societies in Ancient and Classical History. Temple University Press.

Sen, Tansen. (2003). Buddhism, Diplomacy, and Trade: The Realignment of Sino-Indian Relations, 600–1400. Manoa: Asian Interactions and Comparisons, a joint publication of the University of Hawaii Press and the Association for Asian Studies.

Ponting, Clive (2000). World history: a new perspective. London: Chatto & Windus.

Laurence, K (1994). A Question of Labour: Indentured Immigration Into Trinidad & British Guiana, 1875–1917. St Martin's Press.

Miller, John C. Origins of the American Revolution.

Woodward, Penny (2003). "Herbs and Spices". In Katz. Encyclopedia of Food and Culture. 2. Charles Scribner's Sons

Freedman, Paul (2015-06-05). "Health, wellness and the allure of spices in the Middle Ages". Journal of Ethnopharmacology. Potent Substances: On the Boundaries of Food and Medicine.

Adamson, Melitta Weiss (2004). Food in Medieval Times. Westport, Conn: Greenwood Press.

Houyuan Lu et al. (7 January 2016). "Earliest tea as evidence for one branch of the Silk Road across the Tibetan Plateau". Nature.

Mary Lou Heiss; Robert J. Heiss (23 March 2011). The Story of Tea: A Cultural History and Drinking Guide. Random House.

Saberi, Helen. Tea, a global history. London. Reaktion books ltd.

Topik, Steven (2014-12-18). The World That Trade Created. Routledge.

Oder, Tom (June 9, 2015). "How coffee changed the world". Mother Nature Network.

Wild, Antony (March 25, 2004). Coffee: A dark history

Bert L. Vallee, "Alcohol in the Western World", Scientific American June 1998

Gately, Iain (2009). Drink: A Cultural History of Alcohol. New York: Gotham Books

http://www.smithsonianmag.com/history/how-the-potato-changed-the-world-108470605/

Nunn, Nathan; Qian, Nancy (2010). "The Columbian Exchange: A History of Disease, Food, and Ideas". Journal of Economic Perspectives.

Crosby, Alfred (2003). The Columbian Exchange: Biological and Cultural Consequences of 1492. Westport, Connecticut: Praeger.

https://www.trendhunter.com/trends/american-dudes-and-fast-food-infographic

"The Evolution of the Quick Service Restaurant". A Management Consultant @ Large.

Smith, Andrew F. (30 August 2006). Encyclopedia of junk food and fast food (1st ed.). Greenwood Publishing Group.

https://www.sciencedaily.com/releases/2012/04/120420105539.htm

https://www.livescience.com/24875-meat-human-brain.html