พิซซ่านั้นกลม แต่คนนั้นเหลี่ยม จากมื้อแรงงาน สู่จานทุนนิยม
  1. พิซซ่านั้นกลม แต่คนนั้นเหลี่ยม จากมื้อแรงงาน สู่จานทุนนิยม

พิซซ่านั้นกลม แต่คนนั้นเหลี่ยม จากมื้อแรงงาน สู่จานทุนนิยม

“จากเมนูที่ถูกปรามาศว่าอบในท่อระบายน้ำ” กลายเป็นอาหารที่กินกันทั่วโลกได้อย่างไร “บอกเลยว่าก่อนจะแมสต้องแซดมาก่อน” พร้อมแล้วมาอ่านการเดินทางของพิซซ่ากันได้เลย
writerProfile
2 ก.ค. 2024 · โดย

ดราม่าการตลาดจะเรื่องเล็กไปเลย ถ้าคุณรู้จักประวัติของพิซซ่า “จากเมนูที่ถูกปรามาศว่าอบในท่อระบายน้ำ” กลายเป็นอาหารที่กินกันทั่วโลกได้อย่างไร “บอกเลยว่าก่อนจะแมสต้องแซดมาก่อน” พร้อมแล้วมาอ่านการเดินทางสุดอัศจรรย์ของแป้งแผ่นนี้กันได้เลยกับ Wongnai Story EP. 112
.

(1.) พิซซ่ากับจุดเริ่มต้นก่อนประวัติศาสตร์

แรกเริ่ม ไม่มีบันทึกที่ชัดเจนว่าใครเป็นผู้คิดค้นพิซซ่าแผ่นแรก แต่เรื่องราวนั้นถูกบันทึกไว้ว่า สมัยก่อนพิซซ่าเป็นเพียงขนมปังแบน ๆ ที่มีเนื้อสัตว์วางด้านบน ถูกจัดเป็นอาหารของชาวบ้านในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ถึงขั้นว่าเป็นเมนูติดดินสำหรับคนจนที่ไม่มีเงินซื้ออาหารราคาแพง
.

(2.) ทฤษฎีบอกไว้ว่า

“Pizza” มาจากคำภาษาละตินว่า “Pinsa” (“Pinsere”) ซึ่งแปลว่า ขนมปัง อีกทฤษฎีนั้นโต้แย้งว่ามาจากคำภาษาละติน "picea" ที่แปลว่า "pitch" ซึ่งอาจหมายถึงลักษณะของขนมปังที่อบแล้ว อีกความเป็นไปได้ก็คือคำว่า "pizzicare" ในภาษาอิตาลีที่แปลว่าหยิก ซึ่งอาจหมายถึงการหยิกแป้งโดให้เป็นรูปร่างที่เหมาะสมทำให้ที่มาแรกเริ่มของพิซซ่านั้นยากต่อการย้อนรอย

.

(3.) เมนูนี้ปรากฏครั้งแรก

กลอนมหากาพย์ภาษาละตินที่ชื่อว่า เอเนียด (Aeneid) ของเวอจิล (Virgil) เรื่องราวของชายหนุ่มชื่อเอนีอาส (Aeneas) ที่เดินทางไปอิตาลีและกลายเป็นบรรพบุรุษของชาวโรมัน ตอนหนึ่งในกลอน เล่าถึงผู้ติดตามของเขากำลังรับประทานขนมปังแผ่นบางๆ ซึ่งอาจตีความได้ว่าเป็นพิซซ่าในยุคแรกๆ

.

(4.) เริ่มต้นจากอาหารแรงงาน

พิซซ่าสมัยใหม่ (หน้าตาใกล้เคียงกับที่เราเห็นในปัจจุบัน) มีต้นกำเนิดในแคว้นกัมปาเนีย ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอิตาลี ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองเนเปิลส์ ในช่วงศตวรรษที่ 18 พิซซ่าเป็นที่นิยมในเนเปิลส์ในฐานะอาหารราคาถูกสำหรับคนจน โดยมักจะขายตามท้องถนน พิซซ่าในยุคแรกๆ ทำจากขนมปังแผ่น ราดด้วยน้ำมัน กระเทียม เกลือ และบางครั้งก็มีชีสหรือปลาตัวเล็กๆ
.

(5.) เข้าถึงคนจนต้องทนโดนเหยียด

จากจำนวนประชากรเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก สวนทางกับสภาพเศรษฐกิจที่แย่อย่างต่อเนื่อง ค่าแรงไม่เพียงพอต่อการประทังชีวิต ประชาชนทั่วไปจึงต้องการอาหารที่กินง่ายถูกและที่สำคัญต้องมีราคาถูก พิซซ่ากลายเป็นอาหารที่ตอบโจทย์ในทันที เพราะทำจากวัตถุดิบราคาไม่แพง ณ ช่วงเวลานั้นจะทุกมุมเมืองจะเจอร้านขายพิซซ่าตลอดทาง ทั้งแบบนั่งในร้านและขายตามข้างทาง มีขายทั้งแบบกล่องใหญ่และตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ ตามแต่เงินในกระเป๋าของลูกค้าจะเอื้ออำนวย

เพราะการเป็นอาหารที่นิยมของแรงงานนี้เองทำให้พิซซ่าถูกมองว่าเป็นอาหารตัวแทนแรงงานในสายตาของชนชั้นสูง โดยหลักฐานคือ เปเญลกริโน อาร์ตูซี (Pellegrino Artusi) ซึ่งรู้จักกันในนามบิดาแห่งอาหารอิตาลี ไม่ได้กล่าวถึงพิซซ่าในหนังสือตำราอาหารของเขา La scienza in cucina e l'arte di mangiar bene (วิทยาศาสตร์ในห้องครัวและศิลปะการกินอย่างดี) ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1891 นอกจากนั้น ซามูเอล มอร์ส (Samuel Morse) นักประดิษฐ์ชาวอเมริกันผู้คิดค้นโทรเลขได้บรรยายพิซซ่าว่าเป็นอาหารท้องถิ่นที่น่ารังเกียจ โดยเปรียบเทียบว่าพิซซ่าดูเหมือนขนมปังที่ถูกนำออกมาจากท่อระบายน้ำ เนื่องจากหน้าตาและกลิ่นของมัน
.

(6.) “โชคดีที่เจอ” มะเขือเทศเพื่อนรักพาเข้าวัง

เช่นเดียวกับพาร์ทเนอร์ที่ขาดกันไม่ได้ในปัจจุบัน แต่ในอดีตนั้นพิซซ่ายังไม่รู้จักกับเพื่อนรักที่ชื่อมะเขือเทศ โดยมะเขือเทศถูกนำเข้ามาจากโลกใหม่(จากการสำรวจทางทะเล) และได้กลายนำมาใช้เป็นส่วนผสมของพิซซ่าในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ทำให้เกิดพิซซ่าที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน

โดยมีเรื่องเล่าว่าในปี ค.ศ. 1889 เชฟรัฟฟาเอเล่ เอสโปซิโต้ ได้ทำพิซซ่าเสิร์ฟให้กษัตริย์อุมแบร์โตที่ 1 และพระราชินีมาร์การิต้าแห่งอิตาลีที่เสด็จเยือนเมืองเนเปิลส์หลังจากทรงเบื่ออาหารจานหรูที่เสวยมาตลอด 3 วันปรากฏว่า พระราชินีมาร์การิต้าทรงโปรดปรานพิซซ่าหน้ามะเขือเทศ ชีสมอสซาเรลล่า และใบโหระพามากที่สุด ผู้คนจึงพากันเรียกพิซซ่าหน้านี้ว่า "พิซซ่ามาร์การิต้า"

หลังจากนั้น ด้วยพลังแห่งอินฟูยุคบุกเบิกทำให้กระแสพิซซ่านั้นมาแรงจนเริ่มเป็นที่รู้จักกันทั้งประเทศโดยมีสาเหตุจากการย้ายถิ่นฐานของชาวนาโปลีอีกแรง แต่ถึงอย่างนั้นเองร้านพิซซ่าก็ยังไม่ใช่รูปแบบสาขาจำนวนมากอย่างที่เราเห็นได้ทั่วไปในปัจจุบันแต่เป็นรูปแบบของร้านในท้องถิ่นที่หยิบจับวัตถุดิบใกล้ตัวมานำเสนอ
.

(7.) เดินทางเสี่ยงโชคสู่เมืองลุงแซม

แม้ความตึงเครียดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จะกลายเป็นเรื่องที่ไม่มีใครลืมลง แต่ ณ ช่วงเวลานั้นเองสหรัฐอเมริกาและอิตาลีไม่ได้แลกหมัดกันอย่างเดียว พวกเขายังแลกเปลี่ยนเรื่องอาหารกันอีกด้วย จากในหนังสือ Pizza A Global History ได้บอกว่าพิซซ่าถือเป็นทูตสันถวไมตรี ช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิตาลีที่แตกร้าวเลยทีเดียว เพราะผู้อพยพชาวเนเปิลส์ได้นำพิซซ่าไปยังสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงหลังสงคราม
.

(8.) พิซซ่านั้นกลม แต่คนนั้นเหลี่ยม?

"ชาวอิตาลีอาจเป็นผู้นำพิซซ่ามาที่อเมริกา แต่อเมริกาเป็นผู้นำพิซซ่าไปสู่ส่วนอื่นๆ ของโลก" ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง แฟรนไชส์ในอเมริกาเปลี่ยนจากการขายสินค้ามาเป็นการขายบริการ หลังจากจบสงครามโลกครั้งที่สอง โอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ เกิดขึ้น คนที่ไม่ได้สนใจอาหาร ไม่ได้เป็นนักทำพิซซ่าแต่เห็นโอกาศในการขาย ได้นำเทคโนโลยีด้านอาหารที่พัฒนาขึ้นแล้ว ณ ช่วงเวลานั้น ด้วยการทำแบบแมสโปรดักส์ (ระบบแบ่งส่วน, การทำแบบสายพานการผลิต)

พิซซ่ากลายเป็นหนึ่งในอาหารที่ถูกดัดแปลงสูตร จากการใช้มะเขือเทศสดเป็นการใช้ซอสมะเขือเทศ อบบนตะแกรงในเตาอบเหล็กแทนการใช้เตาอิฐและนำไปแช่แข็งเพื่อให้เก็บได้นานขึ้น สั่งมาส่งถึงบ้าน เรียกได้ว่าสะดวกสุด ๆ ตั้งแต่นั้นมาพิซซ่าก็ถูกรังสรรค์ออกมาหลากหลายรูปแบบโดยไม่ได้อิงกับความเป็นอาหารอิตาเลียนอีกต่อไป (ซึ่งจุดนี้เองที่สร้างความปวดใจให้ชาวอิตาเลียนที่รักพิซซ่าแบบต้นตำรับ เพราะความเป็นศิลปะได้หายไปหมดแล้ว) กลายเป็นอาหารที่ทุกคนเข้าถึงได้และได้รับความนิยม ซึ่งนำไปสู่การสร้างแฟรนไชส์พิซซ่าขนาดใหญ่ เช่น Pizza Hut และ Domino's ที่เรารู้จักเช่นทุกวันนี้
.

(9.) ซูปเปอร์แมสคัลเจอร์ อเมริกันพิซซ่าสู่ฮอลลีวู้ด

เมื่อพิซซ่าปรากฏในภาพยนตร์อเมริกันบ่อยครั้งมันได้เปลี่ยนภาพจำให้กับคนทั่วโลก คนรู้จักพิซซ่า พิซซ่ากลายเป็นอาหารที่ทุกคนรู้จักผ่านการสอดแทรกในวัฒนธรรมอื่น ๆ ที่มันได้อวดโฉมและโชว์ยั่วน้ำลาย จากสไปเดอร์แมนจนถึงซีรีส์ฮิตอย่างเฟรนส์ ไม่ว่าจะเป็นฉากปาร์ตี้ ฉากสังสรรค์ หรือแม้แต่ฉากธรรมดาก็หลายครั้งจะต้องมีกล่องพิซซ่าวางอยู่บนโต๊ะ การถูกหยิบยกมาใส่ในภาพยนตร์สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมอเมริกันร่วมสมัยที่คนนิยมกินอาหารรวดเร็วและสะดวกสบาย

พิซซ่าจึงกลายเป็นตัวแทนของไลฟ์สไตล์แบบชิลล์ๆ ไม่ทำอาหารเอง ชอบสังสรรค์กับเพื่อนฝูง ซึ่งตรงกับภาพแทนตัวของคนรุ่นใหม่สุด ๆ พร้อมกันนั้นยังแสดงถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของสหรัฐฯ ที่เป็นดั่ง "เมลติ้งพอต" ที่ผสมผสานอาหารข้ามชาติอย่างพิซซ่าเข้ามาเป็นของตัวเอง

#wongnai #pizza #pizzalover

—------------------------------

Reference

Carol Helstosky, Pizza A Global History Carol Helstosky 2008

A History of Pizza: https://www.historytoday.com/.../historians.../history-pizza

Who Invented Pizza? https://www.history.com/.../a-slice-of-history-pizza