ไอติมแท่งเกิดจากความ "ขี้ลืม" ของเด็ก 11 ขวบ
  1. ไอติมแท่งเกิดจากความ "ขี้ลืม" ของเด็ก 11 ขวบ

ไอติมแท่งเกิดจากความ "ขี้ลืม" ของเด็ก 11 ขวบ

ไอติมแท่งไม่ได้เกิดจากการคิดค้นในห้องแล็บอาหารสุดล้ำ หรือเชฟขนมหวานชื่อดังคนไหน แต่มันถือกำเนิดขึ้นจากความ "ขี้ลืม" และ "ความบังเอิญ" ของเด็กชายวัยเพียง 11 ขวบ
writerProfile
7 ม.ค. 2026 · โดย

เชื่อไหมครับว่า ของหวานคลายร้อนที่เราคุ้นเคยกันมาตั้งแต่เด็กอย่าง "ไอติมแท่ง" หรือที่เรียกกันว่า Popsicle ไม่ได้เกิดจากการคิดค้นในห้องแล็บอาหารสุดล้ำ หรือเชฟขนมหวานชื่อดังคนไหน แต่มันถือกำเนิดขึ้นจากความ "ขี้ลืม" และ "ความบังเอิญ" ของเด็กชายวัยเพียง 11 ขวบคนหนึ่งเท่านั้น

.

นี่คือเรื่องราวของ Frank Epperson เด็กชายผู้เปลี่ยนน้ำหวานที่ถูกลืมทิ้งไว้ ให้กลายเป็นตำนาน

.

1.คืนที่หนาวเหน็บในปี 1905

.

ย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1905 ที่เมืองซานฟรานซิสโก (San Francisco) ประเทศสหรัฐอเมริกา

.

ในยุคนั้น เครื่องดื่มยอดฮิตของเด็กๆ ไม่ใช่น้ำอัดลมกระป๋องแบบเปิดปุ๊บดื่มปั๊บ แต่เป็น "ผงโซดา" ที่ต้องนำมาผสมน้ำเองเพื่อให้เกิดรสชาติซ่าหวานชื่นใจ เด็กชาย Frank Epperson วัย 11 ปี ก็เป็นหนึ่งในคนที่ชอบเครื่องดื่มนี้

.

เย็นวันหนึ่ง แฟรงค์ผสมผงโซดากับน้ำใส่แก้ว แล้วใช้แท่งไม้กวนให้เข้ากัน แต่ด้วยความที่เป็นเด็ก เขาวิ่งเล่นเพลินจนลืมแก้วน้ำทิ้งไว้ที่ระเบียงหน้าบ้าน พร้อมกับแท่งไม้ที่คาอยู่ในแก้ว และความบังเอิญแรกคือคืนนั้นอุณหภูมิที่ซานฟรานซิสโกลดต่ำลงเป็นประวัติการณ์จนถึงจุดเยือกแข็ง

.

2.เช้าวันใหม่กับการค้นพบโดยบังเอิญ

.

เช้าวันรุ่งขึ้น แฟรงค์ตื่นมาเจอแก้วน้ำที่เขาลืมทิ้งไว้ สิ่งที่เขาพบคือ "ก้อนน้ำแข็งรสหวาน" ที่แข็งโป๊กคาแก้ว ด้วยความอยากลอง เขาพยายามดึงแท่งไม้ที่คาอยู่ตรงกลางออกมา ปรากฏว่าก้อนน้ำแข็งนั้นหลุดออกมาทั้งแท่ง กลายเป็นไอศกรีมที่มีด้ามจับโดยไม่ได้ตั้งใจ

.

เขาชิมมันแล้วพบว่า "เฮ้ย! มันอร่อย!" แถมกินง่ายเพราะมีไม้ถือ ไม่เลอะมือ แฟรงค์เรียกสิ่งประดิษฐ์นี้ว่า "Epsicle" (มาจากนามสกุล Epperson + Icicle ที่แปลว่าแท่งน้ำแข็ง)

.

3.จาก "Epsicle" สู่ "Popsicle"

.

แม้จะค้นพบตั้งแต่ 11 ขวบ แต่แฟรงค์เก็บความลับสูตรเด็ดนี้ไว้นานถึง 18 ปี จนกระทั่งปี 1923 เขาเริ่มทำขายอย่างจริงจังที่สวนสนุก Neptune Beach ในแคลิฟอร์เนีย ซึ่งผลตอบรับดีถล่มทลาย

.

ตอนแรกเขาจดสิทธิบัตรในชื่อ "Epsicle" แต่จุดเปลี่ยนสำคัญมาจากลูก ๆ ของเขาเอง เวลาลูก ๆ ของแฟรงค์อยากกินไอติมของคุณพ่อ พวกเขาจะไม่เรียกว่า Epsicle แต่จะอ้อนว่า "Pop, can we have a 'sicle?"

.

คำว่า "Pop's 'sicle" (ไอติมของป๊อป) จึงเพี้ยนและกร่อนเสียงจนกลายเป็นคำว่า "Popsicle" ที่ฟังดูน่ารักและติดหูมากกว่า แฟรงค์จึงตัดสินใจเปลี่ยนชื่อแบรนด์ตามที่ลูกเรียก และนั่นคือชื่อที่เราใช้เรียกไอติมแท่งมาจนถึงทุกวันนี้

.

4.ตอนจบที่ไม่ได้หวานเหมือนไอติม

.

แม้แฟรงค์จะเป็นผู้ให้กำเนิด แต่เขาไม่ได้ร่ำรวยล้นฟ้าจากมัน ในปี 1925 (เพียง 2 ปีหลังจากจดสิทธิบัตร) แฟรงค์ประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก จนต้องตัดสินใจ "ขายสิทธิบัตร" ทั้งหมดให้กับบริษัท Joe Lowe Company

.

หลังจากนั้น Popsicle ก็โด่งดังเป็นพลุแตกและทำเงินมหาศาลไปทั่วโลก โดยที่แฟรงค์ได้แต่มองดูความสำเร็จนั้นจากที่ไกลๆ

.

Fact & Check: บทสรุปข้อเท็จจริง

ผู้ค้นพบ: Frank Epperson (แฟรงค์ เอปเปอร์สัน)

ปีที่ค้นพบ: ค.ศ. 1905 (ขณะอายุ 11 ปี)

สถานที่: ย่าน Bay Area, San Francisco / Oakland

จดสิทธิบัตร: ปี ค.ศ. 1923/1924 (สิทธิบัตรเลขที่ 1,505,592)

ส่วนผสมตั้งต้น: ผงโซดา + น้ำเปล่า (ไม่ใช่ผลไม้สดตามความเข้าใจบางแหล่ง แต่รสผลไม้มาทีหลัง)

ชื่อเดิม: Epsicle (เปลี่ยนเป็น Popsicle ตามคำเรียกของลูก ๆ)

เกร็ดความรู้เพิ่มเติม

.

หลังจากการขายสิทธิบัตรไปแล้ว ในปี 1939 บริษัท Joe Lowe Company ได้เปิดตัว "Popsicle Pete" ซึ่งเป็น Mascot ที่ทำให้ไอติมแท่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของเด็กๆ ทั่วอเมริกาในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ (Great Depression) เพราะมีราคาถูกเพียง 5 เซนต์ และมีการออกแบบให้มี "สองไม้ในแท่งเดียว" เพื่อให้เด็ก ๆ แบ่งกันกินได้ (ซึ่ง Frank ไม่ได้เป็นคนคิดไอเดียสองไม้นี้ แต่เป็นกลยุทธ์ของบริษัทที่ซื้อต่อมา)

.

เอกสารอ้างอิง (References)

United States Patent and Trademark Office. (1924). U.S. Patent No. 1,505,592: Frozen Confectionery. Inventor: Frank W. Epperson. Washington, DC: U.S. Patent Office.

Kennedy, P. (2015). "How An 11-Year-Old Boy Invented The Popsicle". NPR (The Salt). เผยแพร่เมื่อ 22 กรกฎาคม 2015.

Jones, T. (2010). "A Brief History of Popsicles". Smithsonian Magazine. เผยแพร่เมื่อ 7 กรกฎาคม 2010.

Lemelson-MIT Program. (n.d.). "Frank Epperson: Popsicle". Massachusetts Institute of Technology. สืบค้นจาก lemelson.mit.edu

Popsicle (Unilever). (n.d.). "The History of the Popsicle". สืบค้นจาก popsicle.com/us/en/about.html

#Wongnai #WongnaiStory