ความลับของช็อกโกแลตที่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้!
  1. ความลับของช็อกโกแลตที่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้!

ความลับของช็อกโกแลตที่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้!

ช็อกโกแลตไม่ได้ดีแค่รสชาติ แต่ดีต่อกาย และใจเป็นที่สุด เรามารู้จักเรื่องราวของช็อกโกแลตแบบเจาะลึกกันดีกว่า ว่าช็อกโกแลตคืออะไร แล้วควรเลือกกินแบบไหนถึงจะดี
[Ad] • 1 พ.ย. 2017 · โดย

ช็อกโกแลตไม่ได้ FAT อย่างที่คิดนะคะทุกคน ถ้าหากเรารู้วิธีเลือกทานให้ช็อกโกแลตให้ถูกต้อง ก็จะเป็นประโยชน์ต่อร่างกายอย่างที่สุด แต่ก่อนอื่นเราไปทำความรู้จักกับช็อกโกแลตกันก่อนดีกว่า

ช็อกโกแลตทำมาจาก เมล็ดของพืชชนิดหนึ่งที่เรียกว่า คาเคาบีน (Cocoa Bean) ที่ปลูกทางตอนใต้ของทวีปอเมริกา และทวีปแอฟริกา แต่ขั้นตอนการทำช็อกโกแลตนั้นก็ต่างกันไปตามเทคนิคของแต่ละประเทศ โดยประเทศที่ได้ขึ้นชื่อว่าทำช็อกโกแลตได้ดีที่สุดในโลกนั้นก็คือ “ประเทศเบลเยียม” นั่นเอง เพราะการผลิตช็อกโกแลตที่นี่จะเน้นที่คุณภาพ และความพิถีพิถันในการคำนวณอัตราส่วนผสมของช็อกโกแลตอีกด้วย

Did you know?
รู้หรือไม่? ช็อกโกแลตคืออะไร มาจากไหน

ทุกคนอยากรู้กันไหมคะว่า ส่วนผสมในช็อกโกแลตนั้นมีอะไรบ้าง ตามมาดูกันเลยดีกว่าค่ะ!

ช็อกโกแลตหนึ่งแท่งนั้นมีส่วนประกอบหลัก ๆ อยู่ 3 อย่างนั่นก็คือ:
1. เมล็ดโกโก้เหลว (Cocoa Liquor)
เป็นเมล็ดโกโก้ที่ถูกนำไปบดจนเหลว จะมีรสชาติขมมาก เพราะเป็นเมล็ดที่ไม่ได้ผ่านการปรุงก่อนนำไปบด
2. ไขมันจากเมล็ดโกโก้ (Cocoa Butter) จะมีกลิ่นของช็อกโกแลตอ่อน ๆ แต่ไม่มีรสชาติ เป็นส่วนประกอบที่ทำให้ช็อกโกแลตมีความมันวาว
3. น้ำตาลทรายป่น ทำให้ช็อกโกแลตมีรสชาติหวานมันยิ่งขึ้น หากใส่น้ำตาลน้อย เปอร์เซนต์ของช็อกโกแลตก็จะมากขึ้น แต่หากใส่น้ำตาลน้อย เปอร์เซนต์ ของช็อกโกแลตก็จะลดลงเช่นกัน แต่ช็อกโกแลตบางชนิด อาจมีส่วนผสมของนมผง กลิ่นวานิลลา และสารให้ความคงตัวเพื่อให้ได้รสชาติ และเนื้อสัมผัสที่ดียิ่งขึ้น

แต่อย่าสับสนกันนะคะ! เพราะช็อกโกแลต ไม่ได้ทำมาจากผงโกโก้แต่อย่างใด

หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า “ผงโกโก้” และ “เมล็ดโกโก้” และอาจสับสนว่าเป็นสิ่งเดียวกัน แต่จริง ๆ แล้วสองอย่างนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง “เมล็ดโกโก้” คือ เมล็ดที่อยู่ในฝักช็อกโกแลตจะมีรสชาติขมจัด และมีกลิ่นหอมหลังผ่านการคั่วแล้ว ส่วน “ผงโกโก้” นั้นทำมาจากเมล็ดโกโก้ที่ถูกบดจนกลายเป็นเมล็ดเล็ก ๆ เรียกว่า โกโก้นิบส์ (Cocoa Nibs) ซึ่งหากนำ โกโก้นิบส์ไปบดอีกจนเป็นผงเราก็จะได้เป็น “ผงโกโก้” นั่นเอง ซึ่งไม่ได้เพียงรสชาติที่ดี แต่ยังมีประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย มาดูประโยชน์ของช็อกโกแลตกันต่อเลยดีกว่า

Chocolate ingredient
ส่วนประกอบของช็อกโกแลต
cacao powder
ความแตกต่างระหว่างเมล็ดโกโก้ และผงโกโก้

ช็อกโกแลตไม่ได้ดีแค่รสชาตินะคะ แต่ยังดีต่อกายและใจอีกด้วยเพราะ:
1. หากเรารับประทานดาร์กช็อกโกแลตวันละ 1 ชิ้น จะช่วยในการบำรุงหัวใจ เพราะดาร์กช็อกโกแลตมีส่วนช่วยให้เลือดหมุนเวียนดี
2. ช็อกโกแลตมีสารเอ็นโดร์ฟิน (Endorphine) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้ฟิน อารมณ์ดี และมีความปึ๋งปั๋ง
3. ดาร์กช็อกโกแลตสามารถช่วยลดความอ้วนได้ด้วย! เพราะรสชาติของดาร์กช็อกโกแลตจะตอบสนองความพอใจในการกิน ดังนั้นจะทำให้เราอยากของหวานน้อยลง

ส่วนวิธีเลือกช็อกโกแลตที่ดีก็ไม่ยากเลย เพียงเลือกตาม 3 ขั้นตอนนี้เท่านั้นเอง:
1. มีความเงาวาว หากเป็นช็อกโกแลตที่เก็บรักษาในอุณหภูมิที่ถูกต้อง และปราศจากความชื้น ช็อกโกแลตจะคงความเงาวาวอยู่เสมอไม่เป็นฝ้า
2. ละลายในปาก แต่ไม่ละลายในมือ! หากช็อกโกแลตถูกเก็บอย่างดีจะไม่ละลายบนมือเลย
3. หักแล้วดังเป๊าะ! ช็อกโกแลตที่ผ่านการผัด (Tempering) มาอย่างดี จะสามารถอยู่ตัวได้ในอุณหภูมิห้อง มีความแข็งและไม่เหลว หรือละลายง่าย

chocolate benefits
ประโยชน์ของช็อกโกแลต
how to choose chocolate
วิธีเลือกช็อกโกแลตที่ดี

และนอกจากนี้ หากใครอยากลองทำช็อกโกแลตแบบเพอร์เฟคสุด ๆ ที่บ้านแล้วล่ะก็ วันนี้เจ้นขอแจกเคล็ดลับการผัดช็อกโกแลต (Temper) ให้วาววับ แถมหักดังเป๊าะ! แน่นอน

วิธีผัด (Tempering) ช็อกโกแลตให้เงาวาววับ:
STEP1: ละลายช็อกโกแลตบนหม้อตุ๋นให้ได้อุณหภูมิ 45 องศาเซลเซียส
STEP2: ผัดลงบนโต๊ะหินอ่อนจนได้อุณหภูมิ 27 องศาเซลเซียส หรือจนกว่าช็อกโกแลตจะขึ้นเงาวาว
STEP3: นำช็อกโกแลตกลับมาอุ่นบนหม้อตุ๋นให้ได้อุณหภูมิ 32 องศาเซลเซียส
STEP4: จากนั้นใช้เป็นช็อกโกแลตตกแต่ง หรือช็อกโกแลตเคลือบได้ โดยต้องควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ระหว่าง 30-32 องศาเซลเซียส
TIPS. ห้ามมีน้ำหยดลงไปในช็อกโกแลตเป็นอันขาด เพราะจะทำให้ช็อกโกแลตเป็นฝ้า

Step1 45C
ละลายช็อกโกแลตให้ได้ 45C
Step3 Reheat
ผัดช็อกโกแลตบนโต๊ะหินอ่อนให้เงาวาว
Step2 Tempering
นำกลับมาอุ่นให้ได้อุณหภูมิ 30-32C
STEP4: use as chocolate cover
นำมาใช้เคลือบช็อกโกแลต หรือทำช็อกโกแลตตกแต่งได้เลย

หลังจากผัดช็อกโกแลตกันไปแล้ว เรามาดูกันดีกว่าค่ะว่าช็อกโกแลตแบบไหน ควรจับคู่กับรสชาติอะไรถึงจะเข้ากันดี เริ่มกันที่ดาร์กช็อกโกแลตกันก่อนเลย 

1. ดาร์กช็อกโกแลต x ผลไม้อมเปรี้ยว
ดาร์กช็อกโกแลต มีรสชาติขม ไม่หวานมากดังนั้นจึงนิยมนำไปทานคู่กับผลไม้ที่มีรสชาติหวานอมเปรี้ยว เช่น สตรอว์เบอร์รี ราสพ์เบอร์รี และผิวส้มเป็นต้น

Dark chocolate x fruits
ดาร์กช็อกโกแลต x ผลไม้รสเปรี้ยว

2. มิลค์ช็อกโกแลต x ถั่วชนิดต่าง ๆ 

มิลค์ช็อกโกแลต หรือช็อกโกแลตรสนมนั้นจะมีรสชาติหวานนำ ดังนั้นจึงมักทานคู่กับถั่วต่าง ๆ เพื่อให้รสชาติหวาน มัน กลมกล่อม เช่น อัลมอนด์ เฮเซลนัต แมคคาเดเมีย และถั่วอื่น ๆ 

Milk chocolate x nuts
มิลค์ช็อกโกแลต x ถั่ว

3. ไวท์ช็อกโกแลต x มิลค์ช็อกโกแลต
ไวท์ช็อกโกแลตนั้นเป็นช็อกโกแลตที่มีรสชาติหวานที่สุด และไม่มีส่วนประกอบของโกโก้เหลวอยู่เลย ดังนั้นหลายคนจึงนิยมรับประทานไวท์ช็อกโกแลตคู่กับมิลค์ช็อกโกแลต เพื่อเพิ่มรสชาติความเป็นช็อกโกแลตมากขึ้น และเพื่อสีสันที่สวยงาม

white chocolate x milk chocolate
ไวท์ช็อกโกแลต x มิลค์ช็อกโกแลต

สรุปได้ว่า “ช็อกโกแลต” นั้นมีเรื่องราวมากมายที่เราควรรู้ เพราะช็อกโกแลตไม่ได้เป็นเพียงแค่ขนมธรรมดา แต่ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพอีกด้วย บวกกับเทคนิคมากมายและการจับคู่ที่ลงตัว จะทำให้ช็อกโกแลตของเราออกมาเพอร์เฟกต์สุด ๆ รู้แบบนี้แล้ว อย่าลืมกินดาร์กช็อกโกแลตวันละ 1 แท่งนะคะ หรือใครอยากลองฝึกเทคนิคการผัด (Tempering) ช็อกโกแลตก็ลองดูได้นะคะ

แต่สำหรับใครที่อยากลองช็อกโกแลตคุณภาพดีจาก เบลเยียม ก็สามารถไปลองกันได้แล้วค่ะโดยไม่ต้องบินไปถึงเบลเยียมเลย แค่ไปที่ร้าน GODIVA ก็สามารถฟินได้กับช็อกโกแลตรสชาติเข้มข้น ทุกคนสามารถไปลองได้ทั้ง 4 สาขาเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็น เซนทรัลเวิร์ล, เซนทรัลชิดลม, สยามพารากอน และสยามเซนเตอร์ ก็มีช็อกโกแลตชั้นดีนำเข้าจากเบลเยียมให้ทุกคนได้ลิ้มลองกันแน่นอน

GODIVA
"GODIVA" ช็อกโกแลตคุณภาพจากประเทศ เบลเยียม