4.4
29 เรตติ้ง (20 รีวิว)
ปิดอยู่จะเปิดในวันเสาร์ เวลา 11:00
สตูว์ บาย เชฟอู๋  | Stew by Chef Aue
คฤหาสน์อิฐลับสีแดงที่ไม่ได้เพียงแค่ซ่อนไว้ซึ่งความงดงามของบ้านหลังประตู แต่ศิลปะของอาหารที่ได้ทานก็ประทับใจจนยากจะลืมร้านนี้นับว่าเป็นร้านที่ส่วนตัวแล้วนับว่าเป็นร้านที่exclusiveที่สุดตั้งแต่เคยทานร้านไหนมาเลยค่ะ เพราะ ทั้งร้านเนี่ยมีแค่โต๊ะเดียว! และสถานที่ตั้งร้านที่ว่าก็คือ บ้านเชฟอู๋เองเลยค่ะ แต่หลายคนอาจสงสัยใครคือเชฟอู๋ :) มื้อนี้ในฐานะเป็น chef’s table เลยขอแนะนำเชฟสักหน่อย อิอิ เชฟอู๋ หรือ คุณจิตติกร รุณทิวา เรียนจบด้านเชฟโดยเฉพาะจากNewyork เชฟมีชื่อเสียงมากในเรื่องอาหารยูโรเปียนฟิวชั่น โดยมีการใช้เทคนิคนำวัตถุดิบแบบไทยมาผสานเข้ากับอาหารยูโรปเพื่อให้ถูกปากคนไทยพร้อมทั้งได้กลิ่นไอยุโรปในมื้อเดียว โดยเชฟได้สะสมประสบการณ์จากการเป็นเชฟที่โรงแรมสุโขทัยมาอยู่หลายปีก่อนมาrenovateบ้านส่วนตัวของครอบครัวมาทำเป็น chef’s table มื้อนี้เลยรู้สึกพิเศษมากๆๆๆจริงๆ และอาหารที่เราจะได้ทานในวันนี้ก็เป็น Chef’s table ที่แท้ทรูววว เพราะ เชฟทำจานต่อจาน ทำปุ๊บเสริฟปั๊บ สดใหม่ ปุบปับๆ แต่ตลอดมื้อนั้น เสริฟทันทานไม่มีขาดตอน มืออาชีพสุดๆๆๆๆเลยค่ะ อย่างที่บอกไว้ว่าร้านนี้เป็นร้านที่ค่อนข้าง private หน่อยค่ะ ต้องจองก่อนมาทาน รับกรุ๊ปเล็กสุด4คน และกรุ๊บใหญ่สุด 22คน มื้ออาหารนั้นสามารถเลือกได้ว่าจะรับเป็น -5 Course (ราคา1,900 บาท) หรือ -8 Course (ราคา 2,500 บาท) แต่เราสามารถรีเควสวัตถุดิบอื่นๆนอกจากที่เชฟมีให้เลือกได้ค่ะ ซึ่งราคาก็อาจเปลี่ยนแปลงไปจากที่ตั้งไว้ เช่นอยากได้ main courseเป็น scallop หรือ lobster ก็ย่อมทำได้ค่ะ โดยมื้อกลางวันเลือกว่าจะสั่งแบบ 5 คอรส หรือ8 คอรสก็ได้ เริ่มต้นที่เวลา 11:30น.เป็นต้นไป แต่ถ้ามื้อเย็นจะมีแค่ 8 คอรสเท่านั้น เริ่มต้นที่เวลา 17:00น.เป็นต้นไปค่ะ วันนี้เรามาทานมื้อค่ำ จึงทานเป็น 8 คอร์สค่ะ และการมาทานนั้นต้องจองก่อน 3 วัน ไม่รับwalk in ซึ่งเราสามารถนำแอลกอฮอร์ ไวน์มาได้เองเต็มที่เลย ••พิกัติ&บรรยากาศ•• ร้านตั้งอยู่ที่ :: บ้านอิฐแดง ถ.โชคชัย 4 ซอย54ค่ะ สามารถตาม google mapมาได้ หน้าร้านอาจจะไม่มีป้ายร้าน แต่จะเป็นตัวตึกอิฐสีแดงชัดเจนอยู่ค่ะ บรรยากาศร้าน :: จะบอกว่าบรรยากาศเหมือนบ้านก็คงได้ แต่เป็นบ้านที่สวยมวากกกกก ใหญ่โต กว้างขวาง มีพื้นที่ ภายนอกเป็นตึกสีแดงสวยงามน่าค้นหา ตัดกับบรรยากาศภายในที่เน้นโทนสีเหลือง ใช้กระเบื้องแบบยุโรปดูวินเทจๆ ทุกอย่างภายในบ้านเรียบร้อย สะอาดเป็นสัดส่วนมากเหลือเกินค่ะ ซึ่งหลังจบมื้ออาหารเชฟจะพาไปชมบริเวณบ้านด้วยค่ะ คือ สวยงาม อลังการทุกชั้นน่าอยู่สุดๆ ส่วนบริเวณโต๊ะห้องอาหารก็เป็นโต๊ะยาว มีของประดับตกแต่งสวยงามน่ารัก อบอุ่น ด้านข้างๆมีประตูทะลุไปครัวได้ สามารถขอไปดูเชฟเตรียมอาหารได้ด้วยค่ะ (ครัวเชฟก็สวยมวากกกก555) ••เมนูที่ทานวันนี้•• -Baccalà mantecato เป็นอาหารอิตาลี ใช้ปลาคอตผสมกับปลาเค็มแบบไทย ท๊อปด้วยอิคุระ เนื้อหยาบๆของปลาทานเข้ากับซอสหวานอมเปรี้ยวเสริฟคู่กับขนมปังกรอบได้เทคเจอร์ที่เข้ากันมากๆค่ะ -Potato & Garlic Chives soup ซุปมันฝรั่งใส่ใบกุยช่ายท๊อปด้วยเนื้อกุ้งสับ ซุปข้นมาก ครีมมี่สุดๆ มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ทานแล้วมีสัมผัสกรึบๆกับรสหวานของกุ้งออกมาชัดเจนมากๆค่ะ ชามนี้เรียกว่าทานจนตะแคงถเวยขูดจนหมดเลย ถูกใจมวากกๆค่ะ -Pasta with blue crab meat ใช้เส้น Pasta Dischi Volanti ใส่เนื้อปูม้า โรยด้วยเปลือกมะนาวเหลือง กับขนมปังกระทียมบด เส้นพาสต้าเป็นแบบเกลียวๆคำเล็กๆสัมผัสสุกกำลังดีงามมากๆกรึบๆนุ่มๆจนต้องถามเชฟเลยค่ะว่าเป็นพาสต้าแบบไหนไม่เคยทานมาก่อน555 ส่วนเนื้อปูม้าก็ใส่มาเป็นก้อนๆเลย พอตักทานนอกจากได้สัมผัสกรุบกรอบแบบบางเบาๆจากขนมปังกระเทียมบดแล้ว ยังมีกลิ่นเปลือกมะนาวหอมๆด้วยทานแล้วสดชื่น ตัดรสชาติเลี่ยนได้ดีมากๆ จานนี้เป็นจานที่ประทับใจมากๆลำดับต้นๆของมื้อนี้เลยค่ะ ทานแล้วยิ้มเลยย -Duck breast อกเป็ดนำไปซูวีแล้วนำไปทอด ทำให้เป็ดยังมีความชุ่มน้ำด้านใน เสริฟพร้อมตับเป็ด และซอสที่ทำจากแครอทและขิงผสมกัน มีside dishเป็นสลัดแอปเปิ้ลใส่หอมแดงทานแล้วเพิ่มความสดชื่นปรับลิ้นรับรสชาติได้ดีมากๆค่ะ ตัวเป็ดหนังกรอบ เนื้อนุ่มชุ่มๆ ตับก็รสชาติเนียนละมุนลิ้น ตับไม่มีกลิ่นคาวเลย ซอสมีความหอมอ่อนๆเนียนเบาๆดี -Mahi mahi จานนี้เป็นเนื้อปลาอีโตมอญทอด ทานกับซอสวาซาบิ ใส่พริกชี้ฟ้าแดง ข้าวโพด แล้วท๊อปด้วยใบมะกรูดทอด จานนี้แค่กำลังจะเสริฟยกมาใกล้ๆๆก็ได้กลิ่นใบมะกรูดหอมเตะจมูกเรียกน้ำย่อยและน้ำลายแบบมากๆๆ55 ซอสวาซาบิไม่เผ็ดแต่มีกลิ่นหอมๆของวาซาบิผสานความหวานติดเค็มเบาๆของครีมซอสดี รสชาติครีมมี่ๆ ปลาเนื้อค่อนข้างแน่นไม่ร่วน หนังเกรียมนิสๆกำลังอร่อยเข้ากับครีมซอสดีมากค่ะ -Granita of the day มาถึงตรงกลางทางกันแล้ว😅 แม้จะจานเล็กๆ แต่ก็เริ่มรู้สึกว่าท้องเริ่มตึงแลเวค่ะ อิอิ เลยล้างปากด้วยกรานิต้าสตอเบอรี่ ผสมมะนาวดองสักหน่อย เตรียมความพร้อมก่อนไปทานจานหลักกัน จานนี้เป็นของหวานที่รสชาติค่อนข้าง surpriseมากค่ะ กลิ่นมะนาวดองเด่นชัดมาก หวานๆเค็มๆ แปลกดี ทานแล้วชุ่มคอเบาๆ แต่กลิ่นและรสมะนาวดองอาจจะรสนำสตอเบอรี่ไปหน่อย Main course มีให้เลือก 3 อย่าง ได้แก่ เป็นออสเตรเลียนหมดเลย แล้วเสริฟพร้อมมันบด กระหล่ำม่วงบด ราดซอสโรสแมรี่ -Wagyu tenderloin เราไม่ได้ทานเองคนทานบอกว่านุ่มมากและไม่มีกลิ่นเลย -Lamb tenderloin เป็นอะไรที่นุ่มมวากกกก ทานแล้วไม่ต้องออกแรงเคี้ยวเลยค่ะ เนื้อมีความชุ่มฉ่ำ ย่างหอมอ่อนๆสุกกำลังพอดี ปรุงรสชาติดีทำได้ดีไม่มีกลิ่นเลย ซอสรสชาติกลมกล่อมมากๆ ที่ชอบสุดๆก็ตอนทานกับside dishค่ะ มันก็เนียนอร่อยมีกลิ่นหอมกระเทียมทอดแทรกระหว่างคำด้วย -Kurobuta tenderloin ลองทานไปนิสนึง ย่างได้ดีมีความชุ่มฉ่ำ ส่วนสัมผัสเนื้อหมูจะแน่นกว่าเนื้อแกะนิดนึงค่ะ แต่ก็ยังนุ่มมากๆเช่นกัน -thai tea mille-feuille จานสุดท้ายนปิดท้ายด้วย Feuilleชาไทย เฉาก๊วย เสริฟกับไอศกรีมวนิลา จานนี้มีความหอมเข้มๆสไตร์ไทยๆ ทานแล้วทั้งมีสัมผัสกรอบๆของแป้งกับความนุ่มนวลเข้มข้นของชาไทย เคี้ยวทานกับเฉาก๊วยหนึบๆเหนียวๆ และไอศกรีมวนิลาหอมๆ และความกรอบของคุกกี้ครัมเบิล ทำให้จานนี้นอกจากหอมอร่อย เข้มข้นแล้ว ยังมีเทคเจอร์ที่หลากหลาย ปิดท้ายเมนูฟิวชั่นได้อย่างสมบูรณ์แบบจริงๆค่ะ สุดท้ายเชฟ นำเอาน้ำที่เชฟหมักเอง โดยหมักกับใบมะกรูด พริกแห้งทิ้งไว้ 40 วัน เชฟเตือนเลยว่าจะค่อยข้างแรงพอสมควร555 ส่วนตัวเราไม่ได้ดื่มอยู่แล้ว เลยอาศัยฟังจากคนที่ดื่มเอา ซึ่งทุกคนก็กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าแรงสมคำเตือนล่ะค่ะ555 สุดท้ายนี้แทบจะไม่มีอะไรจะกล่าวนอกเหนือจากคำว่าขอบคุณมื้ออาหารที่สุดพิเศษในค่ำคืนนี้จากเชฟอู๋ และการต้อนรับอย่างอบอุ่นและจริงใจ มื้อนี้จึงเป็นมื้อที่ประทับใจและสมบูรณ์แบบมากจริงๆค่ะ ประทับใจทั้งรสชาติอาหาร การต้อนรับ และบรรยากาศของคฤหาสน์ลับสีแดง ที่สามรถรับรองได้ว่าถ้าใครได้มาเยือนแล้วล่ะก็ จะเป็นมื้อแห่งความทรงจำไปอีกนานแสนนานเลยค่ะ ดีมาก ความสุขที่ได้รับคุ้มค่าราคาแน่นอนค่ะ... อ่านต่อ
11 Likes0 Comment
photo