- หน้าแรก
/
- รูป I-Sang


สัมผัสนิยามใหม่ของอาหารเกาหลี ผ่านคอร์สไฟน์ไดนิ่งสุดสร้างสรรค์ที่ I-SANGบรรยากาศของร้านจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความเรียบหรู อบอุ่น และแฝงความโมเดิร์นคลาสสิกไว้อย่างลงตัว แสงไฟในร้านดีไซน์ออกมาได้ละมุนตา เหมาะมากสำหรับทั้งการมาดินเนอร์ในโอกาสพิเศษ หรือมาร่วมสังสรรค์แบ่งปันเสียงหัวเราะกับกลุ่มเพื่อนสาย
ราคาคอร์สจะอยู่ที่ 3980++
Fine Dining รูปแบบใหม่ที่เห็นแล้วต้องร้องว้าว เพราะเชฟตั้งใจนำวัตถุดิบพรีเมียมจากเกาหลี มามิกซ์แอนด์แมทช์กับเสน่ห์ของวัตถุดิบไทย จนออกมาเป็นจานอาหารฟิวชันที่แปลกใหม่ แต่อร่อยอย่างเหลือเชื่อค่ะ
เพื่อให้เห็นภาพความพิถีพิถัน นี่คือส่วนหนึ่งของคอร์สเมนูที่สร้างความประทับใจตั้งแต่คำแรกจนถึงคำสุดท้ายค่ะ
1. เมนูเรียกน้ำย่อย (Appetizers)
เชฟแนะนำให้ทานเรียงจากซ้ายไปขวาเพื่อไล่ระดับรสชาติค่ะ
GYERAN-JJIM: ไข่ตุ๋นปูเนื้อเนียนนุ่มละมุน เสิร์ฟร้อน ๆ ในกระดองปู เป็นจานเปิดต่อมรับรสที่ดีมากค่ะ
HWEH: ซาชิมิสไตล์เกาหลี เชฟใช้ปลาหมึกสดมารังสรรค์ออกมาเป็น 2 คำ มอบประสบการณ์รสชาติที่แตกต่างกันด้วยสูตรลับของเชฟค่ะ
YUKHWEH: ยำเนื้อดิบเกาหลีที่เชฟดีไซน์ออกมาในรูปแบบแซนวิช ใช้เนื้อวัวดิบเกรดพรีเมียมหมักซอสโคชูจังจนเข้าเนื้อ ผสมผสานความกรอบของสาหร่าย และเพิ่มความพีคด้วยวัตถุดิบพื้นบ้านของไทยอย่าง ไข่มดแดง ที่ให้สัมผัสแตกเปร๊าะในปาก เพิ่มความมันนัวและมิติของรสชาติได้อย่างยอดเยี่ยมค่ะ
SOOL-BBANG BUN: ซาลาเปามักกอลลีไส้ซุนแด ที่นำแป้งขนมโบราณซึ่งหมักจากเหล้าข้าวเกาหลีและยีสต์ธรรมชาติไปจี่กระทะ จนด้านล่างกรอบกริ๊บส่วนด้านบนนุ่มฟู ไส้ด้านในอัดแน่นด้วยซุนแด (ไส้กรอกเลือดเกาหลี) รสเข้มข้นหนึบหนับ
วิธีทาน 2 สเต็ป: ครึ่งแรกทานแบบไม่จิ้มซอสเพื่อสัมผัสความหวานละมุนของแป้งและความหอมของซุนแด ส่วนครึ่งหลังให้จิ้มซอสโคชูจังสูตรพิเศษเพื่อเพิ่มความจัดจ้านตัดรสชาติค่ะ
2. DONGCHIMI (ซุปกิมจิเย็น)
เมนูซุปสุดสดชื่นที่เชฟนำมาตีความใหม่ในสไตล์สุกี้กิมจิเย็น ตัวน้ำซุปเป็นการสกัดร่วมกันระหว่างน้ำมะเขือเทศสดและซุปกิมจิ รสชาติเปรี้ยวหวานกลมกล่อม ในถ้วยจัดวางเครื่องเคียงแยกฝั่งซ้ายขวาอย่างสวยงาม วิธีทานให้ตักชิมน้ำซุปเพียว ๆ ก่อนเพื่อรับความสดชื่น จากนั้นค่อยตักทานเครื่องเคียงร่วมกันในคำถัดไป เป็นเมนูเคลียร์ช่องปากที่ผสมผสานความหวานของผลไม้และความเปรี้ยวของกิมจิได้อย่างไร้ที่ติค่ะ
3. PERILLA OIL KAL-GUKSU (จานซิกเนเจอร์)
บะหมี่เส้นกุ้งลายเสือซอสน้ำมันงาขี้ม่อน ความว้าวระดับสิบคือเชฟไม่ได้ใช้แป้งทำเส้นเลยแม้แต่น้อย แต่ใช้เนื้อกุ้งลายเสือล้วน ๆ มาทำเป็นเส้นที่เหนียวนุ่มเด้งสู้ฟัน ท็อปด้านบนด้วยเนื้อกุ้งลายเสือต้มสุกตัวโต คลุกเคล้ากับแตงกวาเกาหลีซอยฝอยที่ให้ความกรอบสดชื่น ด้านล่างเป็นซอสน้ำมันงาขี้ม่อนรสหอมนวลเป็นเอกลักษณ์ วิธีทานให้คลุกเคล้าทุกอย่างในจานให้เข้ากัน รสชาติจะกลมกล่อม ลุ่มลึก สมฐานะเมนูซิกเนเจอร์ค่ะ
4. EO-MANDU (เกี๊ยวปลาดุกโบราณ)
เชฟได้รับแรงบันดาลใจมาจากเมนูโปรดของคนนอนดึกอย่าง หมูต้มบ๊วย ร้านแสงชัยโภชนา นำมาตีความใหม่โดยใช้ ปลาดุก ซึ่งที่เกาหลีถือเป็นวัตถุดิบพรีเมียมราคาแพง เชฟนำปลาดุกมาเตรียมอย่างพิถีพิถันนาน 3-4 ชั่วโมงเพื่อล้างคาวและแล่เนื้ออย่างประณีต ตัวเกี๊ยวสอดไส้หอยเชลล์ (Scallop) และเต้าหู้เกาหลีเนื้อนุ่ม ห่อหุ้มด้วยเนื้อและหนังปลาดุกที่โปะข้าวบาง ๆ แล้วนำไปทอดให้ด้านนอกกรอบกริ๊บด้านในนุ่มฉ่ำ เสิร์ฟคู่กับเกี๊ยวเต้าหู้ก้อนกลม ราดด้วยซอสเบสซุปแอนโชวี่เคี่ยวเข้มข้นที่มีมิติเปรี้ยวหวานละมุนจากบ๊วย วิธีทานให้ชิมตัวซอสก่อน จากนั้นบรรจงทานเกี๊ยวปลาดุกทีละนิดเพื่อดื่มด่ำกับเลเยอร์ความกรอบนุ่มค่ะ
5. JEONBOK (หอยเป๋าฮื้อเชจู)
หอยเป๋าฮื้อพรีเมียมบินตรงจากเกาะเชจู เชฟนำมาบั้งอย่างละเอียดแล้วนำไปทอดและเซียร์ไฟแรงเบา ๆ เพื่อให้ผิวนอกตึงกรอบแต่เนื้อด้านในยังคงนุ่มเด้งฉ่ำ ไม่เหนียวเลยค่ะ ด้านล่างรองด้วยหน่อไม้ฝรั่งย่างของไทยรสหวานกรอบ เสิร์ฟคู่กับซอสเนื้อเนียนนุ่มในรูปแบบโฟมเอสพูม่าที่ทำมาจากมักกอลลี ให้รสเปรี้ยวหวานนัว ๆ แฝงอยู่ พร้อมหยดแต่งแต้มด้วยน้ำมันต้นหอมเพิ่มความหอมสดชื่น วิธีทานให้ตักเนื้อเป๋าฮื้อ หน่อไม้ฝรั่ง และปาดซอสโฟมทานพร้อมกันในคำเดียวค่ะ
6. KFC - KOREAN FRIED CRAB
เมนูสุดสนุกที่เชฟหยิบคำว่า KFC มาตีความใหม่ โดยใช้ปูนิ่มตัวโตนำไปทอดกรอบแบบ Deep-fried แล้วเคลือบซอสโคชูจังสูตรเด็ดครบรสเปรี้ยว เค็ม เผ็ด เชฟได้แรงบันดาลใจตอนไปอยู่ฮ่องกง จึงโรยท็อปปิ้งด้วยกระเทียมและหอมเจียวล้น ๆ เพื่อเพิ่มความหอมฉุนและกรุบกรอบ เสิร์ฟเคียงคู่กับยอดมะพร้าวอ่อนดองรสเปรี้ยวหวานมาตัดเลี่ยนได้อย่างลงตัวค่ะ
7. MAIN COURSE: BANSANG (สำรับอาหารเกาหลี)
จานหลักแบบสำรับดั้งเดิมที่ผสมผสานรสชาติไทย-เกาหลีได้อย่างสมบูรณ์แบบค่ะ
หมูย่างโคชูจัง: เชฟเลือกใช้เนื้อส่วนเหนียงหมู (Pork Jowl) ซึ่งเป็นส่วนโปรดของคนเกาหลี เพราะมีชั้นไขมันที่ดูดซับซอสหมักได้ดีที่สุด นำไปหมักซอสโคชูจังเข้มข้น ย่างไฟอ่อนด้วยถ่านไม้ลำไยจนได้กลิ่นหอมรมควัน และทาซอสซ้ำจนเนื้อฉ่ำเงาค่ะ
ข้าวหอมหม้อหินโบราณ: เชฟใช้เมล็ดข้าวสายพันธุ์เกาหลีที่ปลูกโดยชาวนาในจังหวัดเชียงราย นำไปหุงแบบโบราณในหม้อหินด้วยน้ำสต๊อกปลาแอนโชวี่โฮมเมดและน้ำมันงา ข้าวจะหอมนุ่มฟุ้ง ทานคู่กับหมูย่างและซุปเต้าเจี้ยวร้อน ๆ ค่ะ
3 เครื่องเคียง (Banchan): ประกอบด้วยกุ้งดองซีอิ๊วเกาหลีเนื้อเด้งหวานฉ่ำ, กิมจิสดสไตล์ส้มตำไทยที่ใช้ผักกาดหางหงส์ มะละกอ และใบโหระพา คลุกน้ำมันงาโรยข้าวคั่วไทยเพิ่มความหอมนัว, และกิมจิมะเขือเทศสดลูกโต ท็อปด้วยซอสกิมจิเบสน้ำปลาแท้ของไทย เพื่อดึงรสอูมามิที่คนไทยคุ้นเคยค่ะ
8. COCO BERRY (ของหวานล้างปาก)
จานฟิวชันที่ผสมผสานรสชาติไทย-เกาหลีได้อย่างสดชื่น เชฟใช้สตรอว์เบอร์รีสายพันธุ์ 80 จากโครงการหลวงที่เก็บเกี่ยวในช่วงฤดูหนาว นำมาล็อกความสดฉ่ำด้วยเทคนิคการเก็บรักษาแบบเกาหลี แล้วแยกทำเป็น 2 เลเยอร์ คือส่วนน้ำนำไปทำเป็นกรานิต้า (เกล็ดน้ำแข็ง) รสหวานอมเปรี้ยว และส่วนเนื้อนำไปทำเป็นเจลลี่เคี้ยวสนุก เสิร์ฟเคียงคู่กับไอศกรีมกะทิสどりรสมันนัวละมุนลิ้น และเพิ่มมิติความเปรี้ยวซ่าด้วยมะนาวสด เป็นการปิดท้ายของคาวที่รีเฟรชร่างกายได้ดีมากค่ะ
9. DAGWA (เซตขนมน้ำชาปิดท้ายมื้อ)
สำรับของว่างโบราณทานคู่กับชาเพื่อทิ้งทวนความทรงจำอันน่าประทับใจค่ะ
BANGKOK JOOAK: จูอัก หรือโดนัทข้าวเหนียวทอดในตำนานของเกาหลี เนื้อสัมผัสกรอบนอกนุ่มหนึบหนับ เคลือบน้ำเชื่อมสูตรเกาหลีโบราณรสหวานละมุนอ่อน ๆ ไม่หวานโดดค่ะ
DASIK งาดำซอสสังขยาไทย: ขอมพิมพ์กดงาดำของเกาหลีที่มีความขมปลาย ๆ ตัดรสได้อย่างไร้ที่ติกับซอสคัสตาร์ดด้านล่างที่เชฟได้แรงบันดาลใจมาจากสังขยาใบเตยไทย รสหวานน้อย พอกินคู่กันความหวานนวลของคัสตาร์ดจะเบลนด์เข้ากับความหอมมันของงาดำได้อย่างลงตัวพอดีค่ะ
ORGANIC JASMINE TEA: จิบเคียงคู่กับชามะลิออร์แกนิคผสมมินต์ สัมผัสละมุนนุ่มนวลและไม่มีความรสขื่นเลยแม้แต่น้อย ชาตัวนี้เป็นออร์แกนิคแท้ 100% จากการซัปพอร์ตชาวเขาทางภาคเหนือที่ปลูกชาใต้ร่มเงาป่าใหญ่ เพื่อส่งเสริมรายได้ให้ชุมชนแทนการทำไร่เลื่อนลอยค่ะ
ใครที่ชอบทานอาหารเกาหลีและรักรสชาติไทย ๆ บอกเลยว่าเมนูฟิวชันคอร์สนี้... ต้องหาโอกาสมาลองให้ได้สักครั้งในชีวิตค่ะ!
0 Like0 Comment



