- หน้าแรก
/
- รูป VOGUE Lounge


บาร์สวยเด่นเลิศหรู
[BRW] เลาจน์สุดเลิศหรูแห่งแรกในโลกสร้างสรรค์ตามนิตยสารแฟชั่นระดับโลก #VOGUE เมื่อแฟชั่นและอาหารเครื่องดื่มมาบรรจบเจอกันเลาจน์ภายใต้แบรนด์นิตยสารแฟชั่นระดับโลกในชื่อของ “VOGUE Lounge” แห่งแรกในโลก เริ่มเปิดตัว Q4 2014 จริงๆแล้วมีร้านอาหารสไตล์ Café ภายใต้แบรนด์นี้เช่นกันคือ VOGUE Café แต่สไตล์การตกแต่งร้านคนละแบบกับเลาจน์ที่เมืองไทยซึ่งเน้นไว้นั่งกินดื่มพักผ่อนช่วงค่ำถึงดึกมากกว่า ซึ่งมีการเปิดตัวไว้ก่อนหน้านี้แล้วที่ Moscow (Russia), Kiev (Ukraine), Dubai Mall (UAE)
[ข้อมูลเกี่ยวกับร้าน:]
เท่าที่ผมสอบถามทางร้านมาเลยทำให้ผมทราบข้อมูลที่น่าสนใจมากคือ VOGUE Lounge แห่งนี้เจ้าของเดียวกันกับ Developer ที่พัฒนาพื้นที่ใจกลางย่านธุรกิจตรงนี้ให้เป็น cluster เดียวกันภายใต้โครงการอสังหาชื่อ MahaNakhon (Tower/CUBE) พื้นที่ออฟฟิตใจกลางเมืองแบบ upscale & high class รวมถึง luxury retail รวมถึง owner เดียวกันกับร้านอาหารฝรั่งเศส (L’Atelier de Joël Robuchon Bangkok) ดีกรีเชฟระดับมิชลินสตาร์ที่อยู่ชั้นล่างของเลาจน์นี้ด้วย และยังรวมถึงคาเฟ่และร้านเบเกอรี่ชื่อดังด้านล่างของตึกนี้ Dean & DeLuca
สรุปดังนั้นโครงการอสังหาบริเวณนี้ทั้งหมดรวมถึงร้านอาหารและเลาจน์นี้ที่ผมพูดมาทั้งหมดซึ่งเค้าซื้อลิขสิทธิ์หรือเชนมาจากเมืองนอกจึงเป็นของ owner เดียวกันทั้งหมดเลยครับ ดังนั้นเค้าจึงบริหารทรัพยากรหลายๆเรื่องอย่างวัตถุดิบอาหารรวมถึงพนักงานให้บริการได้อย่างยืดหยุ่นหรือ Cross function กันได้ครับ สำหรับแบรนด์ VOGUE Lounge นี้ทางเจ้าของตึก MahaNakorn เค้าเป็น investor ซื้อสิทธิ์มาเปิดในเมืองไทยเป็นที่แรกจากบริษัทที่ลอนดอนครับ
[ที่ตั้งร้าน:]
ตึก Mahanakorn Cube ริมถนนนราธิวาสฯ คือถ้ามาจากสี่แยกที่ตัดกับถนนสาธร ตรงหัวมุมจะเป็นตึก Sathorn Square เลยมาหน่อยก็จะเป็นตึก Mahanakorn หลัก (ที่มีร้าน Dean & Deluca อยู่ด้านล่าง) ยังไม่ใช่ตึกนี้ครับ เลยมาอีกบล็อกหนึ่งติดกันจะเจอตึกรูปทรงลูกบาศก์ตามชื่อตึก Cube ทรงไม่สูง แปลว่าถึงแล้ว เลี้ยวเข้ามาจอดใต้ตึกเลยครับ แล้วเอาบัตรแข็งมาสแกนได้ที่ร้านอาหารเพื่อจอดฟรีได้ตามจำนวนชั่วโมงที่กำหนด เลาจน์นี้อยู่ชั้น 6 ขึ้นลิฟท์มาก็เจอร้านนี้เลยทั้ง Floor ครับ มีทั้งส่วน indoor และ outdoor ลักษณะ Rooftop มาทางรถไฟฟ้า BTS ก็สะดวกมากครับ ลงสถานีช่องนนทรี ทางออกเบอร์ 3
[ควรรู้ก่อนมา:]
• ร้านเปิดทุกวัน 17:00 – 2:00 (ตี2) แต่ก่อนเค้าเปิดช่วงมื้อเที่ยงด้วยแต่ลูกค้าน้อยเค้าเลยเปิดเฉพาะช่วงดึก
• เป็นร้านลักษณะ Fine Dining ดังนั้นการแต่งตัวจึงต้องดูเป็นทางการซะหน่อยครับเวลามา
• ราคาอาหารและเครื่องดื่มทั้งหมด แน่นอนร้านลักษณะนี้ต้องมี +SC & +VAT
• เมนูอาหารเน้นเป็นลักษณะ Tasting portion คือไม่เน้นทานอิ่ม มานั่งแฮงค์เอ้าท์หลังเลิกงานมากกว่า (แต่ล่าสุดตอนที่ผมไปเค้ามีเพิ่มเมนูลักษณะ sharing portion เข้ามาด้วยเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าหลายกลุ่มและไลฟ์สไตล์)
[บรรยากาศการตกแต่ง:]
สำหรับ VOGUE Lounge ที่เมืองไทยนั้นได้มีการดีไซน์ตกแต่งโดยรวบรวมองค์ประกอบระดับ World-class มาไว้ในที่แห่งเดียวนี้ โดยคงคอนเซปท์และได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์จากนิตยสารแฟชั่นชื่อดังระดับโลก “VOGUE” โดยฝีมือการออกแบบภายในของสตูดิโอส่งตรงจากลอนดอนชื่อว่า David Collins Studio
พอเปิดประตูลิฟท์ออกมาก็เห็นเป็นระเบียงทางเดินยาวมีตกแต่งด้วยรูปภาพแฟชั่นนางแบบที่กำแพงตลอดแนวทางเดิน แปลว่ามาถึงที่แล้วแน่นอนครับ พอเดินเข้ามาสิ่งแรกที่เห็นสะดุดตาเลยคือบาร์ยาวตลอดแนวตกแต่งสวยงามด้วยขวดเครื่องดื่มสีสันสวยงามและรูปภาพขนาดใหญ่ของนางแบบแฟชั่นอยู่ด้านหลัง ที่นั่งเป็นเบาะโซฟาตัวใหญ่ๆเอนหลังสบายๆพักผ่อนสมเป็นเลาจน์จริงๆครับ และยังมีที่นั่งด้านนอกตึกลมพัดเหมาะสำหรับช่วงค่ำๆด้วยสไตล์ Rooftop
[The FOODs:]
เมนูอาหารจะเป็นแนวฝรั่งเศส ลักษณะเป็น Tasting Portion หรือแบบพอดีคำ (bite-sized) โดยมีการจัดจานอาหารหรือรูปแบบการนำเสนออาหารได้เลิศเลอหรูหราสไตล์ร้านอาหารฝรั่งเศส โดยเมนูอาหารที่ร้านเค้าจะมีการปรับเปลี่ยนอยู่เรื่อยๆตลอดทุกเดือนเพื่อให้มีความเหมาะสมกับช่วงเวลา โดยตอนที่ผมไปนั่งใช้บริการในเมนูเค้ามีการปรับเปลี่ยนโดยเพิ่มเมนูที่เป็นลักษณะ Sharing portion (หรือทานแชร์กันเป็นจานใหญ่) เพิ่มเข้ามาด้วยนอกเหนือจากเมนูแบบลักษณะคำเล็กๆเน้นพอลิ้มลองรสชาติ เท่าที่ลองสอบถามทางร้านดูทราบว่าเคยมีลูกค้าเสนอมาว่าควรมีอาหารจานใหญ่เสิร์ฟด้วยเพราะบางครั้งอยากได้ความสะดวกทานจบในที่เดียวไม่ต้องทานมาจากที่อื่นก่อนแล้วมานั่งดริ้งท์สังสรรค์กันที่นี่ครับ ทีมรังสรรค์อาหารของที่ร้านนี้นำโดย Chef Vincent Thierry (น่าจะเป็นทีม cooking เดียวกับร้านฝรั่งเศสชั้นล่าง)
[The DRINKs:]
นำทีมโดย Mixologist Hideyuki Saito คิดค้นค็อกเทลและเครื่องดื่มหลากหลายเมนู เหมาะสำหรับลูกค้ามานั่ง chill out ในบรรยากาศสไตล์เลาจน์ พร้อมดนตรีมิกซ์สไตล์ deep house, nu-disco and dance class โดยที่ทางร้านมีจุดขายอีกอย่างคือมีดีเจชั้นนำที่ได้รับรางวัลการันตี มาร์ติน เกอเธียร์ โดยจะมีเฉพาะช่วงวันศุกร์ดึกประมาณปลายเดือนหรือต้นเดือน (เค้าแนะนำว่าติดตามได้จากแฟนเพจของร้าน)
---------------
รีวิวนี้สำหรับร้านอาหารซึ่งเข้าร่วม campaign ร่วมกับวงในที่ชื่อว่า “Bangkok Restaurant Week” โดยผมได้ซื้อ e-Voucher สำหรับมื้อเย็น 3-course ของที่ร้านนี้ไว้และได้ไปทานตั้งแต่ช่วงหัวค่ำพร้อมนั่งเคล้าเสียงเพลง ก่อนอื่นเลยต้องทราบเกี่ยวกับการใช้ e-Voucher ที่ซื้อมาสำหรับร้านนี้ครับ
1. 3-course dinner ราคา ฿699++ (ยังไม่รวมใช้ส่วนลดจาก promocode ใดๆ)
2. ร้านนี้มีดีลเฉพาะมื้อเย็นเท่านั้น เพราะเป็นร้านสำหรับนั่งแฮงค์เอาท์เปิดตั้งแต่ 17:00-2:00
3. ควรโทรไปจองที่ก่อนล่วงหน้าอย่างน้อยช่วงก่อนเที่ยงของวันนั้น โดยเฉพาะถ้าเป็นวันศุกร์ที่นี่ลูกค้าจะมากหน่อย
4. ถึงร้านบอกพนักงานก่อนเลยว่าใช้ e-voucher จากวงใน เปิดจากในหน้า My Order แล้วให้พนักงานใช้แสตมป์แบบอิเล็กทรอนิกส์ปั๊มลงบนหน้าจอมือถือเพื่อยืนยันสิทธิ์
[อาหารในมื้อเย็น 3-course:]
1. อาหารจานหลัก (Main course)
สำหรับที่ร้านนี้ส่วนใหญ่เมนูอาหารจะเป็นแบบ Tasting portion ต่อคน ดังนั้นทางร้านจึงจัดรวมอาหาร 2 courses ลงในเมนูจานหลักเลย เรียกว่า VOGUE Lounge Bites x 2 คือ
• โรลไส้ทูน่าทาร์ทาร์รมควัน (Smoked Tuna Tartare Rolls) ปกติเมนูนี้ราคา 420 บาท เป็น Signature Plate ของทางร้าน หน้าตาจานนี้คล้ายกับซูชิโรลของอาหารญี่ปุ่น (มากิหรือสาหร่ายห่อข้าวขนาดพอดีคำ) ขนาดมาตรฐานเท่ากันทั้งหมด 6 คำ ไส้ด้านในเป็นทูน่ารมควันแบบสับหยาบและดิบ (เหมือนเมนูเนื้อดิบ Tartare ในอาหารฝรั่งเศส) ด้านบนโรลแต่ละคำวางด้วยข้าวอบกรอบและตกแต่งพร้อมเสริมรสชาติความหอมมันด้วยไข่ปลาคาเวียร์ 3 สี (ดำ, แดง, เหลือง) โรยรอบๆจานตกแต่งด้วยใบสมุนไพรฝรั่งน่าจะเป็นพาร์สลีย์ เมนูนี้เค้าเสิร์ฟมาทานแบบเปล่าๆเลยไม่ต้องจิ้มซอสอะไรเหมือนอาหารญี่ปุ่นครับ คหสต.จานนี้ผมว่าอร่อยใช้ได้เวลากัดแต่ละคำจะเจอไส้ทูน่ารมควันกลิ่นหอมๆแต่ไม่เด่นชัดมาก แต่ที่ผมชอบจริงๆคือไข่ปลาคาเวียร์ทั้งเสริมรสชาติมันๆและช่วยตกแต่งให้ดูสวยงามขึ้น บวกเนื้อสัมผัสที่กรอบจากแผ่นข้าวอบด้านบนตัดกับความนุ่มของไส้ทูน่า สรุปเมนูนี้ทั้ง presentation สวยงามและรสชาติผ่านครับ
• ฟัวกราส์เป็ดเสิร์ฟพร้อมเยลลี่เบอร์รี่ในโคนเล็ก (Duck Foie Gras Cones, Red Berry Jelly) ปกติเมนูนี้ราคา 450 บาท อีกหนึ่ง Signature Plate ที่ทางร้านจัดมาในชุด campaign พิเศษนี้ หน้าตาเมนูนี้คล้ายขนมแต่เป็นของคาวครับ เป็นโคนกรอบๆขนาดเล็กทำมาคล้ายไอศกรีมโคนจิ๋ว เสิร์ฟโดยวางในแท่นอะคริลิคใสแบบตั้งตรงเรียงกัน 4 โคนครับ โดยด้านในโคนจะเป็นฟัวกราส์เป็ดหรือตับเป็ด (ผมว่าแปลกดีปกติจะเจอแต่ฟัวกราส์ห่าน) บดเนื้อสัมผัสหยาบๆแห้งๆ เสริมความลื่นคอและชุ่มชื่นหวานๆด้วยเยลลี่เบอร์รี่ที่ชุบตรงด้านบนเหนือโคนเป็นสีแดงและตกแต่งด้วยใบมิ้นท์เพิ่มความหอม คหสต.ผมว่าเมนูนี้ขายที่ไอเดียการนำเสนอที่แปลกตามากไม่เหมือนใคร ส่วนรสชาติผมชอบเมนูแรกตัวโรลมากกว่าครับ ตับเป็ดบดผมว่ารสชาติมันไม่ค่อยเด่นชัดมากออกมันแต่ออกจืดๆแต่ได้เยลลี่ช่วยเสริมความหวานทำให้ทานได้ง่ายขึ้น ส่วนโคนที่ใส่มานั้นกรอบดีครับ
2. เครื่องดื่ม (Beverage)
เป็น Signature Cocktail “The Fizz” เสิร์ฟมาในแก้วใสทรงสูงรูปร่างปกติพร้อมกับเครื่องแกล้ม 2 อย่างคือ มะกอกดอง 2 สีให้จิ้มทาน กับ ถั่วต่างๆอบแห้งและลูกเกดให้หยิบทาน หมดแล้วขอเติมเพิ่มได้ครับ เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีส่วนผสมของน้ำผลไม้รสเปรี้ยวและผมคิดว่าน่าจะมีโซดาด้วย ตกแต่งในแก้วด้วยผลส้มลูกใหญ่ฝานบางๆ ก็ถือว่าเป็นค็อกเทลที่เหมาะสำหรับดื่มคู่กับอาหารที่เป็นคำๆในชุดที่จัดมาครับ
[รีวิวตามความเห็นส่วนตัว:]
• 3-Course 1 ชุดที่จัดพิเศษมาใน Campaign เหมาะสำหรับทานคนเดียวครับ ถ้ามากัน 2 คนขึ้นไป จะสั่งพวกเครื่องดื่มเพิ่มก็ดูราคาดีๆครับ แต่ส่วนตัวผมว่าราคาเครื่องดื่มที่นี่ไม่สูงมากจนน่าตกใจเมื่อเทียบกับสไตล์ร้านที่เป็นเลาจน์แบบนี้ครับ อย่าง cocktail เริ่มต้นแก้วนึงก็ 200++ บาท
• อาหารที่ได้ใน 3-course set จากการซื้อดีลพิเศษนี้ เท่าที่ผมดูตอนไปทานปริมาณหรือ Portion จะเท่ากับเมนูปกติที่ทางร้านเสิร์ฟ ไม่ได้ลดขนาด
• ถ้าเทียบความคุ้มค่าของดีลที่ซื้อมาเมื่อเทียบกับราคาปกติของอาหารและเครื่องดื่ม ลดไปประมาณ 30+% ถือว่าคุ้มกลางๆครับ
• ร้านนี้ผมชอบอีกอย่างคือบรรยากาศโดยรวมของร้านครับ เหมาะมานั่ง chill out หลังเลิกงานหรือนั่งชิลๆกันยาวๆเลยครับ โดยเฉพาะส่วนที่เป็น Rooftop เพราะอยู่ในย่านธุรกิจใจกลางเมืองเลยและการเดินทางเข้าถึงสะดวก ส่วนลูกค้าอีกกลุ่มที่น่าจะชอบน่าจะเป็นพวก Fashionista ที่ชื่นชอบในเรื่องแฟชั่น
• สุดท้ายขอพูดถึงเรื่องการบริการ ผมบอกเลยว่าประทับใจดีครับ มีทั้งพนักงานชาวไทยและต่างชาติ โดยมีเรื่องของ Service code และการพูดจาที่สุภาพเป็นทางการมากครับ อย่างตอนที่ผมไปเค้าเรียกแทนลูกค้าว่า “คุณผู้ชาย”
สรุปผมให้ 4 ดาว เป็นร้านประเภท Fine Dining เหมาะมานั่ง hangout หลังเลิกงานได้อย่างดี เดินทางสะดวกอยู่ใจกลางเมือง ส่วนอาหารส่วนใหญ่จะเน้นเป็นแบบพอดีคำไม่อิ่ม ดังนั้นแนะนำว่าควรทานมื้อหลักมาก่อนนั่งยาวที่นี่ครับ ราคาส่วนตัวผมถือว่าไม่แรงมากถ้าเป็นร้านลักษณะเลาจน์แบบนี้ ส่วนที่ผมชื่นชอบและประทับใจในครั้งที่มาคือเรื่องการนำเสนอของจานอาหารรวมถึงบรรยากาศโดยรวมที่แปลกตา (แห่งแรกในโลก) และการบริการที่ดีมากครับ
หมายเหตุ: BRW = Bangkok Restaurant Week
21 Likes0 Comment


