4.4
5 เรตติ้ง (5 รีวิว)
เปิดอยู่จนถึง 22:30
หน้าร้าน Maison de la truffe
หน้าร้าน
ทรัฟเฟิลแบบตู้มๆ หอมๆ เลยค่าเป็นคนชอบทรัฟเฟิลมากค่ะ มีโอกาสไปเที่ยวปารีสเลยขอไปชิมอาหารในร้านที่อาหารทุกจานมีทรัฟเฟิล "Maison de la Truffe" หรือ"บ้านทรัฟเฟิล" เป็น luxury food shop ที่มีทั้งส่วนที่ขายทรัฟเฟิลสดและผลิตภัณฑ์แปรรูปทั้งหลายของทรัฟเฟิลและส่วนที่เป็นร้านอาหาร ร้านก่อตั้งมาร่วม 80 กว่าปีและกำลังขยายธุรกิจ(อย่างรวดเร็ว) เฉพาะที่ปารีสก็มีหลายสาขา (Madeleine, Gourmet, Galleries Lafayette, La Grande Epicerie de Paris) และยังมีสาขาที่ กทม ถึง 2 สาขาคือ ที่ทองหล่อและสยามพารากอน ร้านจะรีวิวเป็นสาขาแรกเริ่ม ต้นฉบับเลยคือ Madeleine **การเดินทาง** Metro: ลงสถานี Madeleine (สาย 8, 12, 14) หรือเดินๆอยู่แล้ว Place de Concorde สามารถเดินมาได้ ไม่ไกลมาก **อาหาร** ฝรั่งเศสที่มีทรัฟเฟิล มีไวน์ให้เลือกไม่มากนัก **บรรยากาศร้านและการบริการ** เดินเข้ามาในร้านกลิ่นทรัฟเฟิลตลบอบอวล แค่กลิ่นก็ฟินแล้วค่ะ ^_^ ร้านเป็น casual dining สบายๆ ไม่มี dress code สามารถห้องอาหารไม่กว้างมาก ขนาดประมาณตึก 1 คูหา ตกแต่งแบบคลาสสิคโทนซีเทาออกฟ้าๆ โต๊ะอาหารค่อนข้างชิดกัน เวลาคุยกันต้องคุยเบาๆ(กลัวโต๊ะข้างๆรำคาญ) พนักงานสุภาพมาก บริการดี ว่องไว พูดภาษาอังกฤษได้คล่อง **น่ารู้เกี่ยวกับทรัฟเฟิล** - เป็นอัญมณีแห่งวงการอาหาร ได้ชื่อว่าเป็นอาหารที่แพงที่สุดในโลก (กิโลละประมาณ 70000 บาทสำหรับ black truffle ส่วน white truffle จะแพงกว่าอีกประมาณ 3 เท่า! - อยู่ในตระกูลเดียวกับเห็ด แต่จะขึ้นใต้ดินตามรากไม้ของพืชบางชนิดเช่นต้นโอ้ค ต้นเฮเซลนัท - ต้นทุนของการทำฟาร์มทรัฟเฟิลสูงมาก ต้องปลูกต้นไม้ (ต้นโอ้ค ต้นเฮเซลนัท) ต้องควบคุม คุณภาพของดินให้เหมาะสม(ตลอดเวลา) ต้องเฝ้าระวังหมูป่า ต้องใช้เวลานานถึง 7-8 ปีกว่าทรัฟเฟิลจะขึ้นตามรากต้นไม้ที่ปลูก และต้องมีสุนัขที่ได้รับการฝึกมาอย่างดีในการช่วยล่าทรัฟเฟิล - ในอดีตทรัฟเฟิลส่วนใหญ่มาจากยุโรป (ฝรั่งเศส อิตาลี) แต่ปัจจุบันมีฟาร์มทรัฟเฟิลหลายแห่งทั่วโลกเช่น นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย USA รวมทั้งจีนด้วย - Chinese black truffle (Tuber sinensis, Tuber indicum, Tuber himalayensis) มีราคาถูกกว่า European black truffle (Tuber melanosporum)มากๆๆ แต่คุณภาพไม่ดีเท่า - ทรัฟเฟิลมีกลิ่นที่เฉพาะตัวมากและบอบบางมากเช่นกัน ทรัฟเฟิลนำมาในในอาหารที่หลากหลายแต่หลักการกินคือ กินสดดีที่สุดได้ทั้งกลิ่นและรสเต็มๆ แต่ห่างจะต้องนำไปประกอบอาหารที่ผ่านความร้อนไม่ควรใช้ความร้อนสูงมากเพราะความร้อนจะทำลายกลิ่นและรสชาติของทรัฟเฟิล นอกจากนี้ ทรัฟเฟิลต้องเป็นนางเอกบนจาน อาหารจึงควรมีรสที่ไม่ซับซ้อนมาก หรือมีกลิ่นหรือรสอื่นที่แรงกว่าจนกลบกลิ่นของเธอ - นอกจากเนื้อทรัฟเฟิลสดๆ มีผลิตภัณฑ์อื่นๆที่เพิ่มกลิ่ของทรัฟเฟิลเช่น น้ำมันมะกอก เกลือ และเนยที่บ่มในเนื้อทรัฟเฟิล ช่างบอบบางและดูเลอค่าจริงๆ มาลองชิมกันว่าเธอจะอร่อยแค่ไหนนะคะ อาหารมีให้เลือกไม่มาก โดยแต่ละเมนูสามรถระบุได้เลยว่าจะโรยทรัฟเฟิลมาหรือไม่ ถ้าต้องการจะใช้ทรัฟเฟิลชนิดไหน มีให้เลือกสามชนิดคือ season truffle, black truffle และ white truffle ซึ่งอย่างหลังไม่ได้มีให้สำหรับทุกเมนู สังเกตได้จากเมนูเลยค่ะ สัญลักษณ์ไว้ ราคาจะต่างกันด้วย ตอนเรามาไม่ได้จองนะคะ แต่ก็ยังมีโต๊ะให้ มีลูกค้านั่งพอสมควร ไม่แน่นมาก * baguette เป็น complimentary จากร้าน เติมได้เรื่อยๆ กินกับน้ำมันมะกอกทรัฟเฟิล อร่อยมากก * Amuse-bouches อภินันทนาการจากเชฟ ^_^ เหมือนบิสกิต(bread) หรือสโคนเนื้อแน่นๆ หอมๆ มีเนื้อทรัฟเฟิลบางๆโปะหน้า * Baked Potato, Truffled cream and black Melanosporum truffle pearls 32 ยูโร มันฝรั่งอบยัดไส้ด้วยมันฝรั่งบดผสมเนื้อทรัฟเฟิล ตกแต่งด้วยทรัฟเฟิลเพิร์ล * Suprême de volaille ไก่ครีมซ้อส เสิร์ฟพร้อมมันฝรั่งจิ๋ว โปรย black truffles แบบมหาศาล 54 ยูโร ไก่สุปรีมน่าจะไม่ติดกระดูกนะคะ อันนมาแบบขาเลยทีเดียว * Risotto with truffle 43 ยูโร ริซอตโต้รสบางๆ โปรย season truffle แบบตู้มมาก * Black Augus Ribsteak 250 กรัม 62 ยูโร เสิร์ฟ Maitre d'Hotel butte (เนยปรุงกับน้ำมะนาว พาสลีย์ เกลือและพริกไทย)และสลลัด ปกคลุมไปด้วย black truffles 62 ยูโร **ความเห็นส่วนตัว** รสชาติอาหารโดยรวมรสจะบางๆ นัวๆ อาจจะเป็นเพราะต้องการให้รสชาติและกลิ่นของทรัฟเฟิลโดดเด่น ได้ยินโต๊ะข้างๆพูดตอนที่บริการเดินไปถามเรื่องรสชาติอาหารว่า รสมัน bland ไปหน่อย ส่วนตัวแล้วเห็นด้วยเลย แต่เรื่องความสดและความตู้มของทรัฟเฟิลต้องยกให้เค้าจริงๆค่ะ... อ่านต่อ
5 Likes0 Comment
photo