- หน้าแรก
/
- รูป Dine In The Dark


คุณ OP กับคุณ Poonist กำลังเลือกชุดอาหารค่ะ ^^
ปิดตาเปิดใจในค่ำคืนสุดพิเศษในความมืดกับช่วงเวลาแสนเพลิดเพลินที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เป็นประสบการณ์แปลกใหม่ที่จะไม่มีวันลืมก่อนอื่นต้องขอขอบคุณทางวงในที่ให้โอกาสเราได้ไปลองสัมผัสกับ Dine in the Dark ในครั้งนี้นะคะ ขอสารภาพว่ามันเป็นอะไรที่แปลกใหม่ surprise และสนุกมากๆ เลยค่ะ เป็นดินเนอร์ที่ทำให้เราอิ่มเอม อิ่มอกอิ่มใจ และอิ่มตื้อมากๆ
Dine in the Dark เป็นห้องอาหารที่ตั้งอยู่ในโซนของห้องอาหาร Barsu บนชั้น G ของโรงแรม Sheraton Grande Sukhumvit ซึ่งสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกด้วยขนส่งสาธารณะทั้งทาง BTS สถานีอโศก และ MRT สถานีสุขุมวิทค่ะ โรมแรมตั้งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับ Terminal21 โดยมีทางเชื่อมจาก BTS เข้าไปยังชั้น 2 ของโรงแรมเลยค่ะ กรณีที่เข้ามาจากทางนี้ให้เดินเลี้ยวขวาเพื่อเดินลงบันไดเวียนเล็กๆ ทางขวามือเพื่อลงไปยังชั้น G นะคะ เดินลงไปปุ๊บจะถึงห้องอาหาร Barsu เลย
Dine in the Dark เปิดให้บริการในวันอังคารถึงวันเสาร์ เวลา 18.30 น. เป็นต้นไป และรับออเดอร์สุดท้ายเวลา 21.30 น. ทั้งนี้แนะนำให้โทรศัพท์ไปสำรองที่นั่งก่อนค่ะ เนื่องจากมีผู้เข้าใช้บริการค่อนข้างเยอะ (หมายเลขโทรศัพท์ 02-6498358)
สำหรับวันนี้ที่เรามาดินเนอร์กับชาววงใน มีการต้อนรับกันที่ห้องอาหาร Barsu ค่ะ ทางโรงแรมได้จัดเครื่องดื่มมาต้อนรับโดยบาร์เทนเดอร์จะเป็นผู้เลือกเครื่องดื่มให้ค่ะ (18+ นะคะ มีแอลกอฮอล์พอหอมปากหอมคอ) สำหรับเราได้ Zuzu margarita มาค่ะ หน้าตาฟรุ้งฟริ้งน่ากินสุดๆ เสิร์ฟมาในแก้วทรงสูง ภายในเป็นสมูทตี้รสชาติเปรี้ยวอมหวาน แต่งขอบแก้วด้วยเกลือ และปักตะไคร้ (ไม่ได้จะไล่ฝนน๊า) ตกแต่งมาด้วยค่ะ อร่อยปลื้มมากกกก แอบเหลือบไปเห็น Lychee martini ของคุณตาลที่มาในแก้วทรงเตี้ยประดับด้วยกลีบดอกบัวแล้วน่ากินสุดๆ แว่วมาว่าแรงพอดูด้วยค่ะ ส่วนแก้วที่เป็น signature ของ Barsu เราจำชื่อไม่ได้นะคะ เสิร์ฟมาในแก้วทรงเตี้ย แอบเห็นพริกในนั้นด้วยล่ะ หน้าตาน่าอร่อยมากค่ะ ใครชอบค็อกเทลอร่อยๆ ลองไปใช้บริการ Barsu ดูนะคะ สำหรับเราแล้วปลื้มปริ่มเลเว่ล 10 เลยเชียว
ถึงเวลาที่จะได้เข้าไปพบประสบการณ์แปลกใหม่กับ DID แล้ว เริ่มจากการเลือกอาหารจาก 3 ชนิด ได้แก่ Western, Asia และ Surprise!!! ซึ่งเราเลือก Surprise ไปค่ะ จากนั้นพนักงานจะสอบถามถึงอาหารที่เราไม่ชอบ และทำการโน้ตไว้ในประวัติค่ะ (ซึ่งเราก็ได้แจ้งไปว่าไม่ชอบผักค่ะ แหะๆ) ขั้นตอนต่อมาเป็นขั้นตอนการเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่ห้องอาหาร คือการสละทุกอย่างทิ้งไว้ด้านนอก พนักงานจะนำกล่องสีดำมาให้ทุกคนเก็บโทรศัพท์และทุกสิ่งที่ก่อให้เกิดแสงได้ รวมทั้งนาฬิกาที่มีแสงลงไปในกล่อง ล็อคกล่อง แล้วมอบกุญแจไว้ให้เราค่ะ ขั้นตอนต่อไปคือการฝากกระเป๋า (ไม่ฝากก็ได้นะคะ แต่เราว่าฝากไว้ดีกว่าจะได้ไม่เกะกะ) ไว้ในตู้ จากนั้นมอบผ้ากันเปื้อนให้ใส่ค่ะ (สำคัญมากจริงๆ นะ)
เมื่อทุกคนพร้อมแล้วก็ไปสัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่กันได้เลยค่ะ เย้!!!
พอถึงตอนนี้ชาววงในถูกแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มเรามีไกด์ชื่อคุณหมูซึ่งเป็นผู้พิการทางสายตาเป็นผู้ดูแลตลอดระยะเวลาดินเนอร์ค่ะ จะมีการแนะนำตัวกันก่อนที่จะเปิดม่านให้เราเข้าไปในห้องอาหาร เมื่อรู้จักกันแล้วก็ถึงเนื้อถึงตัวกันเลย เย๊ยยย ไม่ใช่อย่างนั้น เราจะต้องจับไหล่คนข้างหน้าตามลำดับที่ทางโรงแรมประกาศให้ โดยคนข้างหน้าสุดก็คือไกด์หมูนั่นเอง จากนั้นก็เริ่มเดินเข้าสู่ห้องอาหารซึ่งภายในห้องมืดมิดจนน่าตกใจจริงๆ นาทีแรกยังไม่ชินกับความมืดเท่าไหร่ แต่สักพักก็เริ่มชินค่ะ ซึ่งก็ยังมองไม่เห็นอะไรอยู่ดีแม้แต่มือตัวเอง
หลังจากที่ไกด์ส่งทุกคนไปยังที่นั่งแล้วก็มีการแนะนำอุปกรณ์ที่วางอยู่บนโต๊ะ มีด ช้อนซุป ช้อนส้อม แก้วน้ำ ณ ตอนนั้นมีขนมปังวางไว้ให้อยู่ตรงกลางระหว่างเรากับคนที่นั่งด้านตรงข้าม พอเอื้อมมือไปปุ๊บก็ไปป๊ะมือกัน ฮ่าๆ เลยได้รู้ว่าเป็นคุณดาว (user : Dow Sirirak) นั่นเอง จากนั้นก็เริ่มมีการเสิร์ฟเมนูแรกค่ะ
เมนูแรกของเรา มองไปเห็นแต่สีดำ (ก็แน่ละสิ มันมืดมากจนไม่เห็นอะไรเลย) เราเลยเริ่มจากการคลำ และเราก็เจอ “ช้อน” ที่วางอยู่ในจาน ลองเอาเข้าปาก เฮ้ย นี่มันผักนี่นา (จริงๆ น่าจะเป็นผักที่ใช้ตกแต่งอาหารค่ะ) เลยวางช้อนก่อน หันไปใช้มือคลำอย่างอื่นในจาน แล้วลองเอาเข้าปากดู หืมมม สัตว์น้ำแน่นอน ทำมาได้ดีมากค่ะคือน้ำในเนื้อยังอยู่ อร่อยเต็มปากเต็มคำมาก ต่อมาเราเริ่มจับเจอช้อนอันเดิม ไหนๆ ก็ไหนๆ กินเข้าปากเลยละกัน และแล้วกลิ่นวาซาบิก็ล่องลอยแบบเบาๆ เนื้อสัมผัสดีมากกกกกนุ่มๆ เคี้ยวสนุก ขนาดเราไม่ชอบวาซาบิยังฟิน คิดดู ...หลังหมดจานนี้ไกด์จะทำการเก็บจาน ส้อมและมีดไปค่ะ
เมนูถัดมาเป็นซุปที่เสิร์ฟมาในขวดซึ่งซ้อนอยู่บนถ้วยที่วางมาบนจาน ซับซ้อนมั้ยคะ ฮ่าๆ วิธีกินก็คือให้เปิดขวด รินน้ำซุปลงไปในถ้วย ซึ่งในถ้วยนี้จะมีอาหารบางอย่างอยู่ แต่เราแหวกแนวนิด พี่ไกด์บอกว่าซดจากขวดได้ เลยแอบจิบจากขวดพอให้รับรู้รสซุปแบบเพียวๆ ก่อนแล้วค่อยรินที่เหลือลงไปในถ้วยค่ะ ซุปนี่คือสิ่งดีงามในชีวิตมาก ซุปหอมและกลมกล่อม รสชาติละมุนละไม ควานลงไปในถ้วยแล้วเจอบางอย่าง เป็นแผ่นๆ มีไส้ด้วยค่ะ สำหรับเราแล้วรสชาติเจ้านี่ได้ถูกความอร่อยของซุปกลบไปหมดแล้ว กินหมดเกลี้ยงแทบยกถ้วยมาซดเลยค่ะ
สำหรับเมนคอร์ส ถูกเสิร์ฟมาในจานกว้างที่มีลักษณะเป็นหลุมเล็กๆ หลายๆ หลุม บางหลุมเป็นก้อนกลม กัดแล้วรู้สึกถึงความกรอบของผิวด้านนอก ส่วนด้านในนุ่ม บางอันก็เป็นก้อนซึ่งกัดแล้วคล้ายกับหัวมัน ส่วนหลุมตรงกลางเป็นส่วนของเนื้อแดงค่ะ สัตว์บกแน่นอนคราวนี้ กัดแล้วรู้สึกเลยว่าไม่ใช่เนื้อธรรมดา แต่เป็นเนื้อที่แทรกด้วยเอ็น เนื้อกับเอ็นตุ๋นมาได้นิ่มเคี้ยวง่าย รสชาติไม่เด่นมาก เราแอบเอาไปจุ่มในน้ำหลุมข้างๆ แล้วรสเด่นชัดขึ้นมา อร่อยมากกกกค่ะ แต่พอถึงจานนี้เราก็เริ่มอิ่มซะแล้วล่ะค่ะ เมนูนี้ต้องขอบคุณเชฟจริงๆ จานของเรานี่แทบไม่มีผักเลยล่ะ
เมนูสุดท้ายคือเมนูขนมหวานที่ถูกใจเราที่สุด มันเป็นอะไรบางอย่างที่มีกลิ่นหอม รสขมนิดๆ หวานกำลังพอดี ออกแบบมาให้เป็นรูปร่างที่สามารถบรรจุบางสิ่งที่เนื้อนุ่ม กลิ่นอมเปรี้ยวนิดๆ แถมยังแซมมาด้วยผลไม้สด ฟินมากกกก อยากขอเติมเพิ่มสุดๆ
ถ้าใครคาดเดาถึงความเครียดระหว่างการกินอาหารค่ำมื้อนี้ล่ะก็ ผิดค่ะ!!! มื้อนี้ครื้นเครงและสนุกสนานมาก เพราะในขณะที่ประสาทสัมผัสทางตาของเราถูกปิด ก็จะเหมือนประสาทสัมผัสทางด้านอื่นเริ่มเปิดออก ทำให้เราสามารถรับรสชาติของอาหารได้ดีขึ้น รับกลิ่นได้ไวขึ้น และความฮาก็บังเกิดในขณะที่กินแล้วพยายามแชร์รสชาติ และเดาเมนูกับเพื่อนๆ ที่อยู่รายรอบ นับเป็นอีกมื้อหนึ่งที่เราแสนจะประทับใจ (ณ ตอนนั้นเราเริ่มรู้แล้วค่ะว่าทำไมโต๊ะอื่นๆ ถึงดูครื้นเครงและเสียงดังกันนัก)
ทั้งนี้สำหรับเครื่องดื่มสามารถเลือกได้ทั้งไวน์แดง ไวน์ขาว ซอฟท์ดริงค์ต่างๆ และสามารถขอเติมน้ำได้โดยการขอความช่วยเหลือจากไกด์ค่ะ ไกด์จะนำน้ำมาใกล้ๆ แล้วรับแก้วไปจากมือเรา จากนั้นจะส่งแก้วคืนมาให้
วันนี้นอกจากเราจะได้กินแบบอิ่มหมีพีมันกับอาหารอร่อยๆ รสละเมียดแล้วยังได้สัมผัสกับประสบการณ์การมองเห็นเหมือนสิ่งที่ผู้พิการทางสายตาเป็นอีกด้วย รู้สึกได้เลยค่ะว่ามนุษย์สามารถพัฒนาตัวเองได้จริงๆ ถึงแม้ประสาทสัมผัสทางนี้จะถูกปิด แต่ร่างกายเราสามารถพัฒนาประสาทสัมผัสทางอื่นได้เสมอ นอกจากนี้เมื่อมองคุณไกด์แล้ว รู้สึกเลยค่ะว่าไกด์เก่งมาก ไกด์สามารถทำทุกอย่างในความมืดได้อย่างเพอร์เฟ็คท์ นับถือจริงๆ ค่ะ และขอแสดงความนับถือทางร้านที่ให้โอกาสกับผู้พิการทางสายตา และยังให้โอกาสคนอย่างเราไปเรียนรู้อีกด้วย
นี่เป็นรีวิวที่ยาวที่สุดเท่าที่เคยเขียนมา ถ้าอยากรู้ว่าเมนูที่เราและเพื่อนๆ ชาววงในได้ชิมไปเป็นอะไรบ้างก็คงต้องมาลองกันดูนะคะ เค้าจะเฉลยหลังจากเราจบอาหารมื้อนี้และเดินออกมาสู่แสงสว่างภายนอกค่ะ
ทั้งนี้เราลืมตาตลอดมื้ออาหารนะคะ ไม่มีอาการปวดตาหรือปวดหัวแต่อย่างใด
สำหรับราคาต่อหัว 1,400++ บาทต่อคนค่ะ ทั้งนี้ทางโรงแรมได้บริจาค 50 บาทเข้าสู่กองทุนเพื่อคนพิการทางสายตาด้วยนะคะ อิ่ม อร่อย แล้วยังได้บุญด้วย อยากให้มาลองสัมผัสกันจริงๆ มาเถอะ มาเถอะ
47 Likes0 Comment


