- หน้าแรก
/
- รูป Sra Bua by Kiin Kiin โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ


ไก่สะเต๊ะ
อาหารไทยโมเดิร์น กับรูปแบบที่ทำให้ตื่นตาตื่นใจ กับรสชาติที่ลงตัววันนี้ขอเขียนรีวิวยาวเป็นพิเศษ เนื่องจากรายละเอียดเยอะ เพราะอาหารที่ทานไปก็เยอะ เนื่องจากไปกับเพื่อนฝรั่ง ตอนแรกๆ ก็เลยเกรงใจไม่กล้าถ่ายรูป ไปๆ มาๆ นางขอให้ถ่ายรูปให้ด้วยความตื่นเต้น
ที่นี่จะมีให้เลื้อกทั้งแบบ a la carte หรือ set menu ซึ่งก็จะมีให้เลือกระหว่างชุดเล็กราคา 2200++ หรือชุดใหญ่ 2700++ ชุดเล็กจะต่างกับชุดใหญ่ตรงที่ชุดเล็กจะไม่มีจานกุ้งมังกรกับแกงแดง และหมูพะโล้ในส่วนของอาหารเรียกน้ำย่อย แล้วก็จะได้ของหวานแค่อย่างเดียวคือตัวไอศกรีมกะทิกับเค้กกล้วย แต่ชุดใหญ่จะมีของหวานอีกสองอย่าง
wine pairing ก็มีให้เลือกแบบชุดเล็ก 1800++ จะได้ 4 แก้ว ส่วนชุดใหญ่จะได้ 7 แก้ว ราคา 2700++
ครั้งนี้ตั้งใจไปกิน set menu ใหญ่ค่ะ ส่วนไวน์เราเลือกชุดเล็ก ส่วนคนอื่นๆ เลือกชุดใหญ่
เมื่อไปถึงที่ร้าน ก็จะได้นั่งพักตรงส่วนรับรอง ดื่ม welcome drink และของทานเล่น ซึ่งนำมาเสริฟ 3 อย่างค่ะ มีรากบัวกรอบกลิ่นมะกรูด ก็จะออกหวานๆ นิดนึง กรุบๆ กรอบๆ มีเมอแรงก์ถั่วเหลืองกับเม็ดมะม่วงหิมพานต์ อันนี้จะออกเค็มๆ คล้ายรสซีอิ๊ว แล้วก็มีข้าวเกรียบกุ้งกับปลาหมึก ราดด้วยมายองเนสซอยหอยนางรม
จากนั้นก็จะได้เป็นของเรียกน้ำย่อยแบบ "street food" ก็จะมาอย่างละคำค่ะ 1 คน 1 คำ มีเมี่ยงคำ ยำทูน่าสมุนไพร สะเต๊ะไก่ หมูปิ้ง ไส้อั่ว ผัดกระเพรา และไข่ตุ๋นรสมิโซะ ที่แปลกก็คือตัวสะเต๊ะไก่ค่ะ เพราะไม่ได้มีไก่มาเป็นชิ้น แต่เสิรฟมาเป็นหนังไก่กรอบ และมูสถั่ว แต่ทานเข้าไปแล้วก็จะได้รสชาติของสะเต๊ะค่ะ
เมื่อหมดของทานเล่น ก็จะย้ายไปที่โต๊ะอาหาร แล้วก็จะเริ่มเสริฟของเรียกน้ำย่อยแบบจริงจัง
จานแรกคือ ต้มยำกุ้ง เสริฟพร้อมไวน์ตัวแรก เป็นไวน์ขาว Grüner Veltliner ปี 2012 จากออสเตรีย เค้าเสริฟแยกน้ำซุปกับตัวกุ้งค่ะ กุ้งจะมาในรูปของกุ้งบดเอามาปั้นเป็นเส้น และมีซอสที่เบสด้วยซอสหอยนางรมอยู่ก้นถ้วย ให้กินกุ้งคำซุปคำ แล้วก็มีกุ้งอีกสองแบบให้ทานคู่กันคือ ในรูปแบบของติ่มซำ รสชาติกลมกล่อมค่ะ ดูกินลำบากแต่เข้ากันดี ยิ่งจิบไวน์ด้วยยิ่งได้รสชาติ
จานที่สองคือ หอยเชลล์ซอสมะขามค่ะ จานนี้ได้หอยเชลล์ตัวโตๆ ย่างแบบไม่สุกมาก ราดด้วยซอสมะขามรสกลมกล่อม
จานที่สาม มาพร้อมกับไวน์แก้วที่สอง เป็น Riesling ปี 2012 จากเยอรมัน เป็นจานที่ตื่นตาตื่นใจพอสมควร เป็นสลัดทับทิมกับกุ้งสดและยอดดอกทานตะวัน จานนี้เสริฟมาในถ้วยเหมือโถก้นตื้น มองไกลๆ เห็นอะไรขาวๆ ฟูๆ พอมองใกล้ๆ มันคือสายไหมค่ะ พอราดซอสลงไปสายไหมก็จะยุบตัวลงไปละลายกับซอส ความกรุบกรอบของทับทิมเข้ากันได้ดีกับความหวายของกุ้งและยอดดอกทานตะวัน
จานต่อไปเป็นกุ้งมังกรผัดเครื่องแกงราดซอสแกงแดงเย็น ก็จะเสริฟกุ้งมังกรมาก่อน แล้วพนักงานก็จะเอาเครื่องไฮโดรไนโตรเจนหรืออะไรซักอย่างมาทำให้แกงแดงแข็งตัว แล้วก็ค่อยใส่ลงมาในจาน เวลาทานก็ทานพร้อมๆ กับเนื้อกุ้งมังกร คือซอสแกงจะจับตัวเป็นก้อนแต่ไม่ถึงกับเป็นน้ำแข็ง พอเข้าปากก็ละลายได้รสชาติค่ะ อร่อยมากๆ
จานเรียกน้ำย่อยจานสุดท้ายคือ หมูพะโล้ เสริฟมาเป็นเกี๊ยวหมูค่ะ มีเกี๊ยวทอดหนึ่งชิ้น เกี๊ยวนึงหนึ่งชิ้น ราดมาด้วยน้ำซุฟพะโล้รสชาติกลมกล่อม เพิ่มรสสัมผัสด้วยแคปหมูค่ะ
จานหลักมาพร้อมกับไวน์แดง Cabernet Savignon ปี 2010 จาก Napa เป็นต้มข่านกกระทาค่ะ ใส่ต้นกระเทียมด้วย เสริฟพร้อมข้าวสวย รสชาติกลมกล่อมดีนะคะ แต่อาจจะอิ่มแล้วหรือไงแต่คิดว่ามันออกเลี่ยนและธรรมดาไปหน่อยค่ะจานนี้
หมดของคาวแล้ว ก่อนจะรับของหวานก็จะมีไวน์ให้เลือกสองตัว ระหว่าง Muscat หรือ Port wine เราเลือกเป็น Muscat ค่ะ หวานนุ่มมากๆ
ของหวานจานแรก คือ เกาะสมุย จะได้มาสองถ้วยคู่กัน ถ้วยนึงจัดแต่งมาเป็นเหมือนชายหาดที่มีเปลือกหอย ข้างใต้เป็น virgin pina colada อีกถ้วยนึงเป็น sorbet สัปปะรดและงาขาว โรยด้วยใบมะกรูดขูดนิดหน่อย โอย มันอร่อยมาก
จานที่สอง คือบุปผาแห่งสยามค่ะ เป็นการรวมตัวของดอกไม้ เป็นมูสชอคโกแลตขาวประกอบด้วยใบกุหลาบขาว และเคเปอร์ รสเค็มของเคเปอร์ตัดกับตัวมูสได้แบบสุดยอดค่ะ
ป.ล.ของหวานจานแรกกับจานที่สองไม่มีในเมนู a la carte นะคะ
จานที่สามเป็น เค้กกล้วยกับไอศกรีมกะทิ ฟังดูธรรมดา แต่มันไม่ธรรมดา แค่การจัดจานก็อลังค่ะ เสริฟมาในขอนไม้สวยงาม ส่วนรสชาติไม่ต้องพูดถึง คิดว่าอิ่มแล้วก็แต่กินจนหมดค่ะ
สุดท้าย ท้ายสุด มีชากาแฟและมี petite four ให้เลือก ที่สวยงามมากคือ stone macaron รส licorice ทำออกมาหน้าตาเหมือนหินจริงๆ ค่ะ แล้วก็มี salty peanut กับ passion fruit mousse
เป็นการทานอาหารที่ตื่นเต้นตลอดเวลาค่ะ คือได้ทั้งอาหารตา และได้รสชาติที่แปลกใหม่แต่ลงตัว ถ้ามีโอกาสต้องลองค่ะ
5 Likes0 Comment


