- หน้าแรก
/
- รูป Restaurant Gordon Ramsay


บริออช
ประสบการณ์ 3 ดาวมิชลิน ครั้งแรกของผมมาลอนดอนครั้งนี้ มีเวลาอยู่ลอนดอนไม่เกิน 3 วัน แต่ผมก็พยายามอัดร้านอาหารเจ๋งๆ เข้ามาให้มากที่สุดไม่ให้เสียเที่ยว และ 1 ในร้านที่ตั้งตารอก็คือ Restaurant Gordon Ramsay ของเชฟชื่อดังแห่ง Hell's Kitchen ครับ
การจอง:
ผมจองผ่าน Opentable ล่วงหน้าประมาณ 3 เดือน (เค้าเปิดให้จองล่วงหน้านานสุด 3 เดือน) โดยจองมื้อกลางวันเวลา 12.15 เนื่องจากช่วงเย็นวันอื่นโปรแกรมเต็มหมด ตอนจองยังมีที่ว่างเหลือเยอะ แต่ตอนมาทานจริงก็เต็มทุกโต๊ะครับ
เมนู:
มื้อกลางวันมีเมนูให้เลือก 3 แบบคือ เมนู 3-course ที่เป็น signature dish ราคา 95 ปอนด์
เมนู 7-course Prestige ราคา 135 ปอนด์ และเมนู 3-course Lunch (ซึ่งเป็นจานที่มีวัตถุดิบราคาถูกกว่า) ราคา 55 ปอนด์
ราคาไม่รวมเครื่องดื่ม ยกเว้น tap water ที่ฟรี และยังมี Service Charge อีก 12.5%
โดยเค้าจะถามก่อนด้วยว่า ใครเป็น host มื้อนี้ และเมนูที่ให้เราดูจะมีราคาเฉพาะคนที่เป็น host เท่านั้นด้วย
เราสั่ง Signature 3-course และ Prestige 7-course อย่างละหนึ่งที่ (แต่ก็กินแชร์กันข้ามไปข้ามมานะ)
เครื่องดื่ม:
เป็นน้ำแร่ Evian ขวดแก้ว และสำหรับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทางร้านจะเริ่มเสิร์ฟตั้งแต่ Apéritif (เครื่องดื่มที่ไว้ทานก่อนอาหาร) พวกแชมเปญต่างๆ และจึงจะนำ Wine List มาให้ดู
ไวน์ลิสต์เล่มหนาใหญ่เท่าบ้าน มีตั้งแต่ราคาขวดละ 30-40 ปอนด์ ไปจนถึงหลายพันปอนด์ Wine by Glass ก็มีให้เลือกเยอะครับ มีตั้งแต่ 7-8 ปอนด์ ถึง 30+ ปอนด์ ต่อแก้ว ผมสั่งไวน์แดงจาก Bordeaux ให้ตัวเองและสั่งไวน์ขาวจาก Italy ให้ภรรยา
อาหาร:
ทางร้านจะเริ่มเสิร์ฟขนมปังก่อน โดยจะมีพนักงานมาเสิร์ฟ ให้เราเลือก 4 อย่าง มี Brioche, ขนมปังไรย์จาก Scot, ขนมปังขาว, และ German Pretzel โดยเราเลือกทานได้เรื่อยๆเพราะเค้าเสิร์ฟตลอด ไม่ต้องกลัวไม่อิ่ม เนยเค้าให้เลือกระหว่าง salted กับ unsalted ซึ่งเราเลือกสองอย่างเลยก็ได้เหมือนกัน ขนมปังรสชาติดีหมดทุกชนิด (ผมชอบขนมปังไรย์และ Pretzel เป็นพิเศษ) แต่ก็ไม่ถึงกับโอ้โห
หลังจากนั้นก็ถึงคิว Amuse-bouche ซึ่งเชฟทำเป็นมูสมันฝรั่งกับไข่ใส่เห็ดทรัฟเฟิล เสิร์ฟมาในถ้วยทรงไข่ รสชาติเค็มๆหอมทรัฟเฟิล หน้าตาโดดเด่น
- Prestige Course -
อาหารจานแรกที่มาคือ pressed foie gras เป็นตับห่านบดเสิร์ฟเย็น กับซอส smoked duck เป็นเยลลี่ อร่อยและเข้มข้น รสชาติปราณีต เสิร์ฟกับขนมปังปิ้งด้วย
อาหารจานที่สองคือ ravioli ไส้ lobster กับ langoustine (กุ้งเปลือกแข็ง) และแซลมอน พูดง่ายๆก็คือเป็นเกี๊ยวกุ้งยักษ์ ที่เนื้อแน่นมาก เสิร์ฟกับคาเวียร์ และซอสสองสี สวยมาก มาเทให้ที่โต๊ะ
อาหารจานถัดมาคือ ปลาฮาลิบัท poach กับเนื้อ king crab เสิร์ฟมาในซอสใสกลิ่นดอกไม้ มาเทให้ที่โต๊ะอีกแล้ว สวยงามอลังการ เนื้อปลานุ่มสุกกำลังพอดี กับซอสใสที่รสชาติอ่อนๆเบาๆแต่หอม
อาหารจานถัดมาเป็น main dish ละ เป็น lamb จากพื้นที่ส่วน Cotswold ของอังกฤษ (ที่ๆเพิ่งขับรถผ่านมา คล้ายๆเขาใหญ่ประมาณนี้!) โดยมีเนื้อสองส่วน เป็นสเต็กกับเป็น braised ทานกับซอส Au jus รสแกะอีก
ถัดมาเป็น fruit juice มะม่วงและเสาวรส เสิร์ฟมาให้คนละที่เลย (ใจดี) รสชาติสดชื่นมาก
จานถัดมาเหมือนเป็นจานล้างปากจากอาหารคาวให้ปากสดชื่นขึ้นไปอีก เป็นครกเย็นมาให้บดสมุนไพรแช่แข็ง (น่าจะใช้ไนโตรเจนเหลว) พร้อมทั้งให้ใส่ sorbet cucumber ลงไปผสม โห รสชาติเขียวมากๆ ทั้งหอมทั้งฉุนกระตุ้นปาก สนุกจริงๆ
จานสุดท้ายเป็นของหวานที่อลังการสุด ในเมนูเขียนว่า Lemonade Parfait แต่เท่าที่ผมทานคือเหมือนเป็นเค้กไอศครีมรสเลมอน กับไอศครีมรสโยเกิร์ต กับน้ำผึ้งที่ทำให้แข็งตัวเป็นรูปวงกลม อร่อยและสวยงามอลังการครับ
- Signature Course -
จานแรกของ Signature Course เป็นฟัวกราส์เหมือนกัน แต่เป็นฟัวกราส์ไม่บด เสิร์ฟกับ squash และซอสฟองๆ อร่อยแบบเต็มปากเต็มคำ
Main dish เลือกเป็น pigeon ซึ่งเสิร์ฟมาเป็นเนื้ออกนกพิราบ และเนื้อน่องอีกนิดหน่อย เนื้อทำมาแบบ medium rare นุ่ม ซอสอร่อยด้วย
ของหวานเป็นซูเฟล peppermint เสิร์ฟกับไอศครีมช็อกโกแล็ต ไอศครีมเข้มข้นมากๆ ส่วนซูเฟลฟูสุดๆ แต่ทานไม่หมดเพราะใหญ่มาก
ท้ายสุดของมื้อ ทางร้านมีขนม complimentary ให้อีก อร่อยด้วย ประกอบด้วย White Choc ไส้ไอศครีมสตรอเบอรี่ ช็อกโกแล็ตบาร์ และเยลลี่
และปิดท้ายด้วย espresso ครับ
รวมทั้งหมด ใช้เวลาเกือบสามชั่วโมงในการทานอาหาร อิ่มมากครับ
การตกแต่ง:
ร้านเป็นห้องเล็กๆ จุได้ไม่ถึง 20 โต๊ะ เป็นโต๊ะกลมขนาดเล็ก ที่ดูหรูหราคลาสสิก โทนออกขาว ทอง ม่วงอ่อน
ผ้าปูโต๊ะและผ้าเช็ดปากสีขาวดูสะอาดมาก จานรองและช้อนส้อมจะเป็นสีเงินหรือทองอ่อนๆ ดูหรูหรา
แก้วน้ำและแก้วไวน์ที่ใช้ก็ปากแก้วบางมากจนเราต้องดูยี่ห้อเพื่อไปซื้อเลียนแบบต่อไป
บริการ:
การบริการที่นี่ผมถือว่ามาก เยอะ แต่ไม่เยอะไป โดยบริกรทุกคนจะแต่ง formal สูท+เนคไท หน้าตาดีและหุ่นดีไม่มีอ้วน ในหนึ่งโต๊ะจะมีพนักงานดูแล 7-8 คนเพราะแต่ละคนก็ทำหน้าที่ต่างกันไป เช่น host พนักงานรับออเดอร์ ไวน์ sommelier คนเสิร์ฟ คนเก็บจาน คนเรียงช้อนส้อม คนเสิร์ฟขนมปัง เป็นต้น โดยที่พนักงานมีจำนวนประมาณครึ่งหนึ่งของลูกค้าเลย เดินกันฉับๆๆในพื้นที่แคบๆ แต่ amazing มากที่เค้าไม่เดินชนกัน และสามารถสอดประสานกันได้อย่างดี อาหารก็ออกไม่เร็วหรือช้าจนเกินไป เรามีเปลี่ยนอาหารกลางคัน (เนื่องจากคิดว่าไม่สามารถทานชีสบอร์ดไหวเลยเปลี่ยนเป็นอีกอย่าง) ก็ไม่มีปัญหาติดขัดแต่อย่างไร
บางครั้งบริการเกือบจะเยอะไปนิด เช่นเวลาลุกไปเข้าห้องน้ำเค้าจะวิ่งแซงเราไปเพื่อเปิดประตูให้ แต่โดยรวมผมโอเคครับ และยังมีช็อตที่เราสั่ง espresso เพิ่มหลังจากที่บอก check ไปแล้ว บอกให้เค้าทำบิลมาใหม่เพื่อคิดเงินเพิ่ม เค้าบอกว่า “It’s ok. It’s on the house.” ถือว่าเป็นบริการเล็กๆที่ทำให้ประทับใจครับ
ราคา:
สามร้อยปอนด์โดยประมาณ ประมาณหมื่นต้นๆครับ สำหรับสองคน ราคารวมน้ำแร่และไวน์สองแก้ว
โดยรวม:
คิดว่าเป็นประสบการณ์ที่ใกล้เคียงคำว่า perfect ที่สุดแล้วสำหรับมื้อนี้ เปรียบเทียบกับร้าน 1 ดาวในลอนดอนที่ไปกินมาเมื่อสองวันก่อน (ซึ่งไม่อิ่ม ไม่ค่อยประทับใจ) ยิ่งเห็นภาพชัดครับ ถึงแม้ราคาจะแพง แต่บริการเค้าเยี่ยมมาก และอาหารก็ทั้งอร่อยและอิ่ม วัตถุดิบก็ใช้ของดีครับ เป้ะเว่อร์ เป็นร้านที่ประทับใจที่สุดในรอบหลายๆปีครับ
15 Likes0 Comment


