4.0
3 เรตติ้ง (2 รีวิว)
ปิดอยู่จะเปิดในวันพุธ เวลา 10:00
Blue Kitchen
หอยเชลล์ย่างเนย
อาหารทะเลกิน8คนหัวละ 192.50 บาท หาได้ที่นี่ !!คือเมื่อ 2 อาทิตย์ก่อนได้รับโทรศัพท์จากเบอร์แปลกค่ะ ก็รับสายด้วยความงุนงงตามประสาของพัช
 ปลายสาย: สวัสดีค่ะ ติดต่อจากรีสอร์ทที่เกาะกูด จังหวัดตราดนะคะ อยากจะชวนคุณพัชมาพักที่นี่สักคืน คุณพัชสะดวกมั้ย (วันนั้นเป็นวันพฤหัสค่ะ) 
พัช: อ๋อได้ค่ะไม่มีปัญหา ทางรีสอร์ทสะดวกวันไหนเอ่ย ปลายสาย: วันเสาร์นี้เลยค่ะ
พัช: . . . ห๊ะ ! ปลายสาย: ถ้าไม่สะดวกก็ไ... 
พัช: สะดวกค่ะ สะดวกมากด้วยค่ะ ยินดีเลยค่ะ นั่นแหละค่ะคือสาเหตุที่คืนวันศุกร์พัชมีโอกาสนั่งแช่อิ่มตัวเองจากกรุงเทพไปตราดถึง 5 ชั่วโมง 555 แต่การเดินทางไม่ยากเลยค่ะ ขึ้นรถตู้โดยสารที่อนุสาวรีย์ ราคา 300 บาทค่ะ (แต่ถ้านั่งรถทัวร์จากเอกมัยหรือหมอชิต ไป-กลับ 500 บาท แต่ระยะเวลาการเดินทางจะเป็น 6 ชั่วโมงนะคะ) บอกคนขับว่าลงที่สถานีขนส่งจังหวัดตราด หลังจากนั้นเราสามารถนั่งรถ2แถวไปที่ท่าเรือ ‘แหลมศอก’ เพื่อขึ้นเรือได้เลยค่ะ จากตัวเมืองไปท่าเรือใช้เวลาเพียง 30 นาที เรื่องท่าเรือไปเกาะกูดสามารถสอบถามจากพนักงานในสถานีขนส่งได้เลย เพราะเค้าจะมีท่าเรืออยู่หลายแห่งเหมือนกัน ราคาและบริษัทมีดังต่อไปนี้ค่ะ 
1. เกาะกูดPrincess Boat จาก ท่าเรือบ้านแหลมศอก-ท่าเรืออ่าวสลัด (เกาะกูด) 
เรือออกเวลา 12:30 ระยะเวลา 1.30 ชั่วโมง ราคา 350 บาท
 จาก ท่าเรืออ่าวสลัด (เกาะกูด)-ท่าเรือบ้านแหลมศอก 
เรือออกเวลา 10:00 ระยะเวลา 1.30 ชั่วโมง ราคา 350 บาท
 2. เกาะดู Express จาก ท่าเรือบ้านแหลมศอก-ท่าเรือสะพานน้ำลึก (เกาะกูด) เรือออกเวลา 12:30 ระยะเวลา 1.30 ชั่วโมง ราคา 350 บาท จาก ท่าเรือสะพานน้ำลึก (เกาะกูด)-ท่าเรือบ้านแหลมศอก เรือออกเวลา 10:00 ระยะเวลา 1.30 ชั่วโมง ราคา 350 บาท 3. เรือบุญศิริ คาตามาราน
จาก ท่าเรือบ้านแหลมศอก-ท่าเรืออ่าวสลัด (เกาะกูด) เรือออกเวลา 10:45 ระยะเวลา 1.15 ชั่วโมง ราคา 600 บาท เรือออกเวลา 14:00 ระยะเวลา 1.15 ชั่วโมง ราคา 600 บาท จาก ท่าเรืออ่าวสลัด (เกาะกูด)-ท่าเรือบ้านแหลมศอก เรือออกเวลา 9:00 ระยะเวลา 1.15 ชั่วโมง ราคา 600 บาท เรือออกเวลา 12:00 ระยะเวลา 1.15 ชั่วโมง ราคา 600 บาท เรือที่นี่ออกเร็วมากค่ะ ตรงเวลาเป๊ะๆ พัชกับเพื่อนจะไปรอบ10โมง ตอนนั้นไปถึงตอน 10:05 คือเรือออกไปแล้ว -o- ก็นั่งแหง่วรอกับเพื่อนเพื่อรอเรือรอบเที่ยงครึ่ง ในเรือที่พัชนั่งไปจะมีที่นั่งให้ 2 ส่วนค่ะ คือแบบในห้องแอร์ติดกระจกกับที่นั่งด้านนอกชมวิวเพลินๆ ระหว่างที่อยู่บนเรือควรใส่เสื้อชูชีพด้วยนะคะ เพื่อความปลอดภัย :) จะบอกว่า...น้ำใสมากกกกก ลมก็เย็นค่ะ เดินทางประมาณ ชั่วโมงกว่าๆก็ถึงท่าเรือของเกาะกูดแล้ว พนักงานบนเรือเค้าจะถามผู้โดยสารค่ะว่าพักอยู่ที่ไหน แล้วจะมีคนขับรถไปส่งให้ถึงที่ แต่ด้วยความคึกคะนองของพัชกับเพื่อนอีก2คน เห็นว่าที่พักอยู่ไม่ไกล เลยตัดสินใจกระโดดลงจากเรือแล้วเดินผ่านทางชายหาดเข้าไปเลย แบกของกันพะรุงพะรัง แรกๆก็กิ๊วก๊าวค่ะ พอเดินไปได้ครึ่งทาง เท้ามันจะจมลงไปในทรายด้วยไงคะ บวกกับแดดร้อนๆและของหนักๆ ทีนี้ก็เริ่มโบ้ยกันแล้วว่าเป็นไอเดียใครที่ให้เดินเท้าเข้าไปเนี่ย 5555 รีสอร์ทที่พัชมาพักวันนี้มีชื่อว่า สีฟ้ารีสอร์ท (Sea Far Resort) ค่ะ ตั้งอยู่บนอ่าวหาดตะเภา ซึ่งอยู่ติดกับชายหาดเลย ห้องพักของที่นี่มี 3 แบบใหญ่ๆก็คือ Blue Box on The Beach เป็นห้องพักที่ทำมาจากตู้คอนเทนเนอร์สีฟ้า จากหน้าต่างภายในมองออกมาสามารถเห็นวิวของทะเลได้แบบ 180 องศาเลยทีเดียว ที่สำคัญคือตัวห้องพักตั้งอยู่บนชายหาดเลยค่ะ เรียกได้ว่าพอเปิดประตูเดินออกมาไม่เกิน 10 ก้าวเท้าเราก็สัมผัสกับทรายขาวๆอุ่นๆแล้ว :) 2. Canal House เป็นห้องพักสไตล์โรงแรมค่ะ ภายในห้องมีเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆต้อนรับเราอยู่พร้อมเลย ไม่ว่าจะเป็น แอร์ ตู้เย็น ทีวี และ เครื่องทำน้ำอุ่น ห้องนี้เหมาะสำหรับนอน2ท่านค่ะ 3. Happy House หลังนี้เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวหรือเพื่อนที่มีสมาชิก4-5คน เพราะจะเป็นเตียง Queen Double 2 เตียงอยู่ในห้องเดียวกัน และแชร์ห้องน้ำ/ห้องอาบน้ำ กันค่ะ ส่วนเครื่องอำนวยความสะดวกก็จะมีให้เราแบบครบครันเหมือนกับห้อง Canal House เลย สิ่งแรกที่ทางพนักงานนำมาต้อนรับแขกของรีสอร์ทก็คือ ‘น้ำสีฟ้า’ ซึ่งเป็นน้ำอัดลมที่มีสีฟ้า รสชาติหวานๆของเค้าช่วยทำให้พัชและเพื่อนๆกระชุ่มกระชวนขึ้นมาทันทีหลังจากผ่านการเดินลุยหาดทรายตอนเที่ยงๆ :P นั่งพักได้ไม่นานคุณลุงคนขับรถของรีสอร์ทก็เดินเข้ามาถามพวกเราค่ะว่า อยากจะไปดูหมู่บ้านชาวประมงมั้ย พวกเรามองหน้ากันและหันไปตอบโดยที่ไม่ต้องนัดหมายว่า “ไปค่ะ/ครับ” แล้วก็กระโดดขึ้นรถ2แถวที่จอดรออยู่ใกล้ๆโดยที่ลืมความเหนื่อยไปโดยสิ้นเชิง สองข้างทางของเกาะกูดต้องบอกเลยค่ะว่ายังคงความเป็นธรรมชาติเอาไว้เยอะมากๆ เราจะเห็นแต่ต้นไม้สีเขียวๆระรานตาไปหมด อากาศก็เย็นสบาย ระหว่างทางก็มีโอกาสได้พูดคุยกับพี่ๆที่เป็นกลุ่มคุณครูจากจังหวัดจันทบุรี ซึ่งพากันมาพักผ่อนช่วงเสาร์-อาทิตย์ และทราบมาว่าพวกพี่ๆเค้าจะไปหาซื้ออาหารทะเลมาให้แม่ครัวของรีสอร์ทจัดการ พัชกับเพื่อนเลยขอร่วมวงอาหารค่ำมื้อนั้นด้วย นั่งรถไปไม่เกิน15นาทีก็ถึงหมู่บ้านแล้วค่ะ ระหว่างทางเดินลงไปยังร้านที่ขายอาหารทะเลก็จะมีพวกกุ้งแห้ง ปลาแห้งตากอยู่เต็มไปหมด (แอบนึกในใจ เค้าก็ไม่กลัวใครหยิบกินเลยหรือไงนะ) ร้านที่คุณลุงคนขับรถพาไปเป็นบ้านไม้ริมทะเล ที่หน้าบ้านถูกจัดวางให้เป็นร้านขายของ ซึ่งมีทั้งตู้แช่และตู้เย็นไซส์ต่างๆตั้งอยู่ด้านหน้า อาหารทะเลที่นี่จะมีให้เลือก2ตัวเลือกค่ะ คือทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่และแบบที่แช่ฟรีสไว้ เรื่องตรงนี้พัชยกให้พวกพี่ๆเค้าเป็นคนจัดการเลย มีหน้าที่หารเงินอย่างเดียว 555 สรุปมื้อนั้นพวกเราได้กุ้งมา 1 กิโล หอยเชลล์ 1 กิโล กุ้งไซส์กลาง 1 กิโล กั้ง 1 กิโล หมึกหอม 1.2 กิโลและปูอีก 2 กิโล พอรู้ปริมาณพัชเชื่อว่าหลายๆคนคงคิดแล้วว่ามื้อนี้จะตกอยู่เท่าไร....ทั้งหมดคิดเป็นเงิน 1,546 บาทเองค่ะ D: !! (ได้ลด6บาท มื้อนั้นมีสมาชิก8คน หารกันเหลือคนละ 192.50 บาท) มีที่ไหนล่ะ อาหารทะเลสดๆราคาแบบนี้เนี่ย ส่วนเรื่องค่าปรุงอาหารเราจะต้องคุยกับทางรีสอร์ทด้วยค่ะ ซึ่งราคาจะขึ้นอยู่กับเมนูที่เราจะสั่งให้เค้าทำ มื้อเย็นวันนั้นพวกเรานั่งทานกันที่ Blue Kitchen ซึ่งเป็นร้านอาหารของทางสีฟ้ารีสอร์ทที่เป็นแบบเปิดโล่งและหันหน้าออกไปยังชายหาด บรรยากาศรอบๆก็เงียบสงบมากค่ะ มันจะโรแมนติกอะไรขนาดนั้น ! พอหันกลับมาที่โต๊ะก็มีทั้งปูต้ม กุ้งต้ม กั้งทอดกระเทียมพริกไทย หอยเชลล์ย่างเนย หมึกย่าง ปลาราดพริกกรอบ กุ้งผัดกะหล่ำปลี และต้มยำทะเลน้ำใส รอให้สมาชิกทั้ง8คนจัดการอยู่ พัชขอเริ่มจากจานแรกเลยนะคะ ปูกับกุ้งต้ม เนื้อหวานมากค่ะ เนื้อกุ้งเด้งไม่ยุ่ย แสดงว่าร้านที่คนขับพาไปซื้อนี่ของเค้าสดจริง ยิ่งทานคู่กับน้ำจิ้มซีฟู๊ดที่ทางร้านยกมาเสิร์ฟให้ด้วยแล้ว บอกตรงๆค่ะว่ามื้อนั้นพัชไม่รู้จักคำว่า โคเรสเตอรอล น้ำจิ้มของเค้าจะเปรี้ยวนำและหวานตาม มีกลิ่นมะนาวแทรกเข้ามาบวกกับรสชาติที่ไม่เปรี้ยวโดดพัชการันตีได้เลยว่าทางร้านใช้มะนาวแท้ค่ะ ไม่ใช่น้ำส้มสายชู จานต่อมาที่พัชชิมก็คือ ปลาราดพริกกรอบ ซึ่งเป็นเมนูที่ทางร้านจัดหาวัตถุดิบและปรุงมาให้เอง พริกของเค้ามีกลิ่นหอมดีค่ะ ไม่มีกลิ่นหืน จานนี้มีรสชาติเค็มนำ ปลาก็สดและไม่เหม็นคาวค่ะ หอยเชลล์ย่างเนยกับหมึกย่างก็เนื้อเด้งค่ะ สุกกำลังดีทำให้เนื้อของพวกเค้าไม่แข็งจนเกินไป ส่วนกุ้งผัดกะหล่ำปลี ก็หอมกระเทียมและมีกลิ่นน้ำปลาที่กำลังพอดี ถ้าเบื่ออาหารแห้งก็หันไปซดต้มยำทะเลน้ำใสได้ค่ะ น้ำซุปของเค้าก็ไม่เผ็ดแผดบวกกับกลิ่นเครื่องต้มยำต่างๆแล้ว เมนูนี้ถือว่าทำออกมาได้รสชาติดีทีเดียว ไฮไลท์ของพัชอยู่ที่ กั้งทอดกระเทียมพริกไทย เนื่องจากคนตราดชอบทานหวาน เมนูนี้เลยมีรสหวานนำและติดเค็มนิดๆ แต่เป็นรสชาติที่กลมกล่อมค่ะ แม่ครัวใส่กระเทียมไม่ยั้งจริงๆ (มนุษย์กระเทียมชอบค่ะ) แถมผ่ากั้งมาให้เราพร้อม ทำให้กองทัพรอบโต๊ะทานกันได้อย่างเมามันยิ่งขึ้น มื้ออาหารของพัชจะจบไม่ได้ค่ะถ้าไม่มีของหวาน (คือวันนั้นไหนๆก็รับทั้งแคลลอรี่และโคเรสเตอรอลเข้ามาเต็มที่แล้วไง ไม่ต้องกั๊กแล้ว) พนักงานก็แนะนำของหวานมา2ชนิดค่ะ ซึ่งก็คือ วาฟเฟิลและเครปไอศครีม ตัววาฟเฟิลแป้งไม่หนามากและไม่จับตัวกันเป็นก้อน กรอบนอก และมีความหวานที่พอดี ทานไปพร้อมกับไอศครีมมันเป็นอะไรที่ลงตัวมากค่ะ ส่วนเจ้าเครปไอศครีม เนื้อเครปก็นุ่มไม่แห้งเกินไป แป้งไม่จับตัวกันเป็นก้อน หวานกำลังพอดี เมนูนี้พัชกับเพื่อนๆเบิ้ล2กันเลยทีเดียว :P สิ่งที่เป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของที่นี่ก็คือ Beach Bar ซึ่งเป็นบาร์ที่ตั้งอยู่บนชายหาดและเปิดโล่งทั้ง 360 องศา มีบริการทั้ง Cocktail, Mocktail รวมไปถึงเครื่องดื่มแบบshotต่างๆ วันนั้นบาร์เทนเดอร์แนะนำเป็นค็อกเทลที่มีชื่อว่า ต้มยำ แก้วนี้ต้องให้รางวัลกับความคิดสร้างสรรค์ของเค้าจริงๆค่ะ ที่นำเอาเครื่องต้มยำทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น พริก ใบมะกรูด หอมแดง มะนาว มาผสมรวมกับวอดก้า เนื่องจากบาร์เพิ่งเปิดบริการได้ไม่นาน เรื่องรสชาติเลยยังไม่ค่อยลงตัวเท่าไรค่ะ พัชคิดว่าเจ้าแก้วนี้ขาดความเปรี้ยวและกลิ่นของเครื่องต้มยำไป ถ้าทางบาร์เทนเดอร์สามารถดึงพวกเค้าออกมาได้ รับรองว่ากลายเป็น Recommended drink ประจำรีสอร์ทได้ไม่ยากเลย :) สรุปประสบการณ์การท่องเที่ยวแบบเร่งด่วนครั้งนี้ของพัชถือว่าประทับใจมากค่ะ เพราะสถานที่สวย อาหารอร่อย พนักงานบริการดี ที่สำคัญไม่มีเสียงเอะอะรบกวนเหมือนกับสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ รูปอื่นๆมีอีกเยอะเลยค่ะ ติดตามได้ที่ Tiny Chef Facebook Fanpage (www.facebook.com/foodie.tinychef นะคะ) _______________________ Follow me at: FB: www.facebook.com/foodie.tinychef IG: @pachy_w Wongnai: www.wongnai.com/users/pachy_w... อ่านต่อ
4 Likes0 Comment
photo