- หน้าแรก
/
- Madagascar Hot Chocolate Bar • เข้มข้นทีเดียว ร้าน Darcis Hasselt


Madagascar Hot Chocolate Bar • เข้มข้นทีเดียว
The Belgian Chocolate Trail : DarcisDarcis – ร้านที่ชื่อคลับคล้ายกับจะชวนให้นึกถึง Mr. Darcy จากนิยายเรื่อง Pride and Prejudice ของ Jane Austen นี้เป็นร้านที่ก่อตั้งโดย Jean-Philippe Darcis ค่ะ เพียงเดินผ่านหน้าร้านก็จะเห็นเค้กและขนมหวานชนิดต่างๆวางเรียงรายในตู้โชว์หน้าร้าน แต่ละชิ้นตกแต่งอย่างสวยงามดูน่าอร่อยไปซะทั้งหมด เรียกว่าต่อให้ไม่ได้รู้จักร้านนี้ในฐานะของร้านช็อคโกแลตมาก่อน แค่เห็นหน้าร้านก็แทบจะโดนบรรดาขนมหวานดึงดูดพาเดินเข้าร้านไปได้ง่ายๆแล้วล่ะค่ะ แต่ครั้งนี้จุดมุ่งหมายของเราคือช็อคโกแลต เลยไม่ได้ลองพวกเค้กนะคะ
***-Profile-***
Jean-Philippe Darcis นั้นเป็นทั้ง pâtissier และ master chocolatier ที่สร้างชื่อเสียงไว้โด่งดังพอตัวทีเดียวค่ะ โดยนอกจากจะเคยผ่านประสบการณ์การทำงานใน patisseries ชั้นนำอย่าง Lenôtre , Belouet และ Wittamer มาแล้ว ยังเคยได้รับรางวัลมามากมายเช่น...
ปี 2001 : ได้รับ International Belgian Chocolate Award & Lifetime Title of Belgian Chocolate Ambassador
ปี 2002 : ได้รับ Gold Medal Chocolate Showpiece World Pastry Championship ที่ Las Vegas และได้ Bronze Team Medal จากการแข่งขันในงานเดียวกัน
ปี 2003 : ได้เหรียญเงินจากการแข่งขัน World Cup of Ice Cream ที่ Turin
นอกจากนี้ยังได้รับเลือกเป็นตัวแทนประเทศเบลเยี่ยมในงาน Shanghai World Expo ในปี 2010 , ร่วมเป็นกรรมการตัดสินในการแข่งขัน World Chocolate Masters และได้รับเลือกเข้าร่วมเป็นสมาชิกของ Relais Dessert ซึ่งเป็นองค์กรระดับ elite ในแวดวง Pâtisserie ที่ก่อตั้งขึ้นที่ประเทศฝรั่งเศส มีประเทศสมาชิกอยู่ 19 ประเทศด้วยกัน ว่ากันว่า pastry chef ผู้ได้รับเลือกให้เข้าร่วมองค์กรนี้จะต้องเป็นเชฟระดับ ‘crème de la crème’ ในประเทศของตนเลยทีเดียว สำหรับเบลเยี่ยมนั้นมีเชฟที่ได้รับการยอมรับเข้าเป็นสมาชิกอยู่ 5 คน - หนึ่งในนั้นก็คือ Paul Wittamer แห่งร้าน Wittamer ที่เคยรีวิวไปแล้วนั่นเอง ส่วน Jean-Philippe Darcis นั้นไม่ใช่เป็นแค่ member ธรรมดา แต่ยังได้รับเลือกเป็น regional manager อีกด้วยค่ะ
***-Concept-***
Jean-Philippe Darcis นั้นจัดเป็นอีกหนึ่ง master chocolatiers รุ่นแรกๆที่นำเอาปรัชญา bean-to-bar มาใช้ คือลงไปคัดสรรเมล็ดพันธุ์โกโก้ชั้นเลิศถึงแหล่งกำเนิดในประเทศต่างๆและดูแลการผลิตเองทุกขั้นตอนจนนำไปถึงการผลิตช็อคโกแลตแท่งแบบ single origin แม้เมื่อเทียบกันด้วยชื่อเสียงในระดับนานาชาติและจำนวนสาขาร้านแล้ว Darcis จะยังจัดเป็น “รุ่นน้อง” ของเชฟบิ๊กเนมที่ยึดแนวทางเดียวกันอย่าง Pierre Marcolini อยู่บ้าง แต่ก็ดูว่าทาง Darcis เองก็กำลังขยายธุรกิจให้เป็นที่รู้จักกว้างขวางยิ่งขึ้น โดยนอกจากสาขาหลักใน Brussels แล้วก็ยังมีสาขาในอีกหลายเมืองทั่วประเทศเบลเยี่ยม รวมไปถึงในต่างประเทศอย่างสิงคโปร์และญี่ปุ่นอีกด้วยค่ะ
***-ทำเลที่ตั้ง/บรรยากาศ-***
สำหรับสาขาที่เราไปนั้นอยู่ที่เมือง Hasselt ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆที่ไม่ค่อยมีแหล่งท่องเที่ยวมากนัก (ฉะนั้นถ้าใครไม่ได้จะแวะที่เมืองนี้ก็ลองเช็คหาสาขาที่เมืองอื่นๆได้จากเว็บไซต์ของทางร้านนะคะ สาขาที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดนั้นก็ต้องเป็นที่ Brussels ล่ะค่ะ) ที่ตั้งร้านอยู่บนถนน Kapelstraat ใกล้กับโบสถ์ The Virga-Jesse Basilica ถ้าตั้งต้นเดินจากสถานีรถไฟ Hasselt ก็ใช้เวลาเดินราว 10-15 นาทีก็ถึงค่ะ ร้านตกแต่งด้วยสไตล์ minimalist เน้นโทนสีขาว-ดำ แฝงด้วยความเรียบหรูแบบร่วมสมัย หน้าร้านเป็นกระจกใสทั้งหมดเผยให้เห็นบรรดาขนมหน้าตาน่าทานในร้านได้อย่างชัดเจน ด้านในร้านแม้จะไม่ได้กว้างขวางมาก แต่ก็มีโต๊ะเก้าอี้ให้นั่งสบายๆ จุได้ราวๆ 10 คน ซึ่งก็จัดว่าน่าสบายใช้ได้ทีเดียวค่ะ
***-เมนูที่ได้ลอง-***
[Chocolates]
อันที่จริงแล้วสำหรับช็อคโกแลตนี่ร้าน Darcis จะภูมิใจนำเสนอ Chocolate bars ที่เป็น Single Origin Chocolates จากแหล่งต่างๆทั่วโลก (มีเวียดนามด้วยนะ) ตามคอนเซ็ปต์ Bean-to-bar ที่ Jean-Philippe Darcis ยึดถืออยู่ค่ะ แต่เนื่องจากยังไง้-ยังไงเราก็โปรดปรานช็อคโกแลตสอดไส้มากกว่า เลยขอลองไปแต่แบบ chocolate pralines ตามความชอบส่วนตัวนะ
เท่าที่สังเกตดู ร้านช็อคโกแลตรุ่นใหม่ๆที่ก่อตั้งโดย pâtissier ชื่อดังทั้งหลายนั้น มักจะทำช็อคโกแลตสอดไส้ในรูปลักษณ์ที่เป็นชิ้นเล็กพอดีคำเพื่อให้รับรสชาติของทั้งชิ้นได้สัดส่วนพอดีตามที่เชฟดีไซน์มา (ต่างกับพวกแบรนด์คลาสสิคโบร่ำโบราณที่ทำเป็นชิ้นโตกัดได้ 2-3 คำและมีรูปแบบพิมพ์ต่างๆกันไป) chocolate shell นั้นจะบางเฉียบให้ความรู้สึกละลายในปากแบบไม่ต้องเคี้ยวต้องขบ ในแง่รสชาติก็จะต้องมีการปรุงแต่งให้กลมกล่อม ไม่ได้เน้นแต่แค่ความหวานมันและรสชาติของเมล็ดโกโก้เข้มข้นเหมือนอย่างร้านแนว traditional ค่ะ - อย่างของ Darcis นี้บางรสชาติก็จะมีรสเค็มแฝงอยู่ในเนื้อช็อคโกแลตนิดๆ เพื่อให้เกิดความรู้สึกสมดุล แม้จะทานหลายชิ้นก็ไม่รู้สึกเอียนเลี่ยนหรือหวานจนแสบคอเหมือนช็อคโกแลตทั่วไป ซึ่งสำหรับเราแล้วเป็นสไตล์ที่ถูกจริตมาก – นอกจากนี้ร้านช็อคโกแลตรุ่นใหม่สาย avant-garde ทั้งหลายยังขยันผสมผสานรสชาติใหม่ๆ ไส้แปลกๆที่ไม่เคยเห็น หรือนำไส้เดิมๆมาปรุงรสชาติให้ต่างออกไปหรือมีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อเน้นจุดแข็งของเหล่าบรรดาเชฟชื่อดังผู้เป็นเจ้าของแบรนด์ - คือทักษะความสามารถในการผสมผสานและครีเอทรสชาติที่ (ควรจะ) เหนือกว่าบรรดา chocolatiers ที่ไม่ได้มีพื้นฐานจากการเป็นเชฟมาก่อนนั่นเอง ว่าแล้วเราก็ลองไปตามนี้เลยค่ะ..
● Fleur de Sel – Dark chocolate ไส้ caramel fleur de sel ที่ได้ความหวานมันเจือความเค็มนิดๆจาก sea salt ..รสชาติของ dark chocolate ที่เคลือบอยู่ก็หอมเข้มข้น ..แค่ชิมชิ้นแรกก็อร่อยแบบต้องหลับตาพริ้มแล้วถอนหายใจยาวๆกันทีเดียว..
● Belgian Owl – ชิ้นนี้ตัว shell จะไม่ใช่ white chocolate ทั่วๆไป แต่มีการผสม caramel ทำให้ได้สีสันเป็นสีน้ำตาลอ่อน ไส้เป็น “Belgian Owl” ซึ่งก็คือ whisky ชนิดหนึ่ง ได้กลิ่นรสกลมกล่อมผสมผสานกันดีใช้ได้ค่ะ
● Vanilla –เป็น white chocolate ไส้ vanilla จาก Madagascar จัดว่าอร่อยใช้ได้ แต่เราชอบพวกรสที่เป็น dark chocolate มากกว่าค่ะ
● Earl Grey &Kalamansi –ชิ้นนี้ได้กลิ่นรสของชา Earl Grey ชัดเจนดีอยู่ วัดดีกรีความฟินเทียบกับชิ้นอื่นๆแล้วอยู่ในระดับกลางๆ 3/5 ค่ะ
● Citron &Yuzu – ตัวนี้ไส้จะให้รสเปรี้ยวค่อนข้างแหลมมาก ต่างจากพวกช็อคโกแลตไส้รสส้มที่เคยกินกันทั่วไป ซึ่งเป็นเพราะใช้ส้ม Yuzu แล้วยังผสมมะนาวลงไปด้วยนั่นเอง เป็นรสชาติแปลกใหม่ที่สดชื่นดีทีเดียวค่ะ
● Arabica – เป็น dark chocolate ไส้ praline รสกาแฟ Arabica จาก Brazil ได้อารมณ์แบบหอมเข้มมาทีเดียว ชอบเลย
●Cacahuate – Milk Chocolate ไส้ peanut praline...ทั้งๆที่เป็น praline รสถั่วลิสง ฟังดูไม่ไฮโซเลยซักนิด แต่กลับได้กลิ่นรสเข้มข้นกลมกล่อมแบบฟินเว่อร์ ...ทำได้ไงเนี่ย
● Pralinéà l'Ancienne – ก็คือ milk chocolate ที่มีไส้เป็น almond & hazelnut praline เนื้อเนียน มีความกรุบกรอบของ nuts เป็นอณูเล็กๆแทรกอยู่เล็กน้อย อร่อยมากๆ บอกเลย
● Speculoos – อันว่าเจ้า speculoos ซึ่งดั้งเดิมเป็น biscuit รสขิงผสมเครื่องเทศนี้เป็นของโปรดของเราอยู่แล้วค่ะ พอเอามาบดผสมกับไส้ almond-hazelnut praline อยู่ในช็อคโกแลตชิ้นจิ๋วนี่ยิ่งล้ำเลิศขึ้นอีก ถูกใจสุดๆ
[Macarons]
ได้ลองไป 2 ชิ้น 2 รสตามนี้เลยค่ะ
● Karamel – ปกติแล้วเราไม่ใช่แฟนขนม macaron เท่าไหร่นัก แต่ชิ้นนี้นี่แค่กัดเข้าไปคำแรกก็อร่อยว้าวตาโตเลยล่ะค่ะ texture ของ macaronนั้นกรอบนอกนุ่มใน ความพรุนกำลังดี ไส้ก็ได้รสคาราเมลแบบกึ่งหวานกึ่งเค็มเหมาะเจาะ เหนียวหนึบเคี้ยวเพลิน ปลื้มสุดๆไปเลย
● Peru Chocolate – ชิ้นนี้ได้รสช็อคโกแลตเข้มข้นใช้ได้อยู่ texture ดีงามเช่นเดียวกับชิ้นที่แล้ว แต่เราว่ารสคาราเมลอร่อยกว่าอยู่นิดนึงนะ
ตอนที่ได้ชิมนั้นก็นึกอยู่ว่า macaron ที่นี่นั้นมันแสนจะอร่อยเว่อร์วัง ฟินกว่าของที่ฝรั่งเศส (ในภาพรวมทั่วไป) ตั้งมากมาย และจะว่าไปแล้วก็จัดเป็น macaron ที่อร่อยที่สุดจากที่ได้ลองมาทุกร้านในทริปนี้ ..ภายหลังลอง search ดูถึงได้ทราบว่า Jean-Philippe Darcis นั้นโด่งดังมาจาก macaron ก่อนที่จะมามีชื่อเสียงด้านช็อคโกแลตเสียอีก โดยถึงกับได้รับสมญาว่าเป็น “Belgium’s macaron king” เลยทีเดียวค่ะ (งี้แปลว่าลิ้นเราก็ใช้ได้อยู่สินะ 555) น่าเสียดายที่เราไม่เคยลอง macaron ของ Pierre Hermé จึงไม่สามารถเปรียบเทียบรสชาติได้ว่าฝีมือระดับราชามาการองของเบลเยี่ยมกับของฝรั่งเศสนั้นจะดีหรือด้อยกว่ากันอย่างไร แต่ที่แน่ๆเรื่องราคานี่ของ Darcis ดีงามมากๆ เพราะแค่สั่งกาแฟราคาแก้วละ 2.50-3.25 euro (คิดเป็นเงินไทยก็ราว 100-130 บาท) ก็มี macaron แถมมาให้ฟรีๆด้วยแล้ว 1 ชิ้น ส่วนราคามาการองเดี่ยวๆนั้นไม่รู้เท่าไหร่ แต่คิดว่าก็ต้องถูกกว่าราคาเครื่องดื่มล่ะค่ะ คุ้มค่าความอร่อยสุดๆ
[Drinks]
สำหรับเครื่องดื่มนั้น นอกจากจะมีกาแฟและโกโก้ตามแบบอย่างของร้านช็อคโกแลตทั่วไปแล้ว Darcis ยังจริงจังเรื่องเครื่องดื่มชาชนิดต่างๆด้วยค่ะ โดยจะเห็นวางโชว์ให้เลือกหลากกลิ่นหลายพันธุ์ทั้งที่เป็นชาฝรั่งและชาจีน/ญี่ปุ่น ติดป้ายยี่ห้อของทางร้านบ่งบอกว่าเป็นชาที่ได้รับการครีเอทรสชาติเป็นสูตรเฉพาะของแบรนด์นี้เลย ถ้าใครสั่งเป็นขนมเค้กหรือ macaron มาทานแกล้มกับชาก็น่าสนใจค่ะ แต่สำหรับเราครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่ช็อคโกแลต เลยคิดว่าสั่งเป็นกาแฟกับโกโก้น่าจะเข้ากันมากกว่านะคะ
● Lungo Forte (ราคา 2.50 euro) – กาแฟที่นี่ใช้ของ Nespresso ทราบมาว่าเกรดที่ทำส่งให้ตามร้านแบบนี้จะใช้กาแฟเข้มข้นกว่าแคปซูลที่ขายให้มาชงกันเองที่บ้านค่ะ เท่าที่ชิมดูก็หอมกรุ่นถูกใจใช้ได้ทีเดียว
● Hot Chocolate Bar – Madagascar 67.4 % (ราคา 3.75 euro) – Jean-Philippe Darcis นั้นเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าเขาโปรดปรานรสชาติของเมล็ดโกโก้สายพันธุ์จาก Madagascar เป็นพิเศษ เราจึงเลือกสั่งเป็นแก้วนี้ค่ะ ได้รสชาติช็อคโกแลตแบบเข้มข้นถึงอกถึงใจดีจริงๆ สำหรับขนมที่แถมเคียงมาจะเป็นข้าวพองเคลือบช็อคโกแลตอย่างดี 2 ชิ้น อร่อยมากอีกเช่นกันค่ะ
***-การบริการ-***
ขอกล่าวถึงไว้ซักนิดด้วยความชื่นชม เพราะหนุ่มคนขายที่สาขา Hasselt นี้อัธยาศัยดีและบริการเลิศสุดๆค่ะ ดูเต็มอกเต็มใจอธิบายโปรดักส์ในร้านและช่วยให้คำแนะนำเป็นอย่างดี แถมแนะนำไม่พลาดเสียด้วยเพราะเมนูที่หนุ่มเลือกให้นั้นอร่อยเด็ดทุกตัว ขอถ่ายรูปในร้านก็ไม่ว่าซักคำแถมทำท่าสนใจใคร่รู้ซะอีกว่าถ่ายไปทำอะไร (รู้จักวงในไหมจ๊ะ? 555) เรื่องแชะก่อนชิมนี่หลายๆร้านที่โน่นไม่ค่อยเก็ทค่ะ บางร้านก็ห้ามถ่ายรูป บางร้านก็ยอมให้ถ่ายแต่ทำท่าไม่ค่อยเต็มใจ ทำให้ต้องระวังอยู่เหมือนกัน
...ว่ากันเฉพาะในแง่รสชาติแล้ว ถ้าเทียบกับร้านที่มี profile คล้ายคลึงกันอย่าง Pierre Marcolini นั้นเชื่อว่าฝีมือและคุณภาพคงไม่ได้ทิ้งกันเลยค่ะ แต่กับร้าน Darcis นี้เราขอให้คะแนนไว้ที่ 4.75 ดาว (ปัดเป็น 5 ดาว) เหนือกว่า Pierre Marcolini อยู่ 1 ดาว ส่วนหนึ่งก็คงเพราะบริการกับบรรยากาศที่ทำให้ประสบการณ์การมาชิมที่ร้าน Darcis นี้น่าพึงพอใจกว่ากันเยอะ คือได้นั่งทานที่ร้านแบบสบายๆ บรรยากาศไม่พลุกพล่าน ได้เลือกขนมสดใหม่จากตู้มาชิมเดี๋ยวนั้น มีพนักงานแนะนำเมนูที่ควรลองให้ แถมมีเครื่องดื่มร้อนๆให้สั่งมาจิบแกล้ม ก็เลยทำให้ได้ทานขนมที่รสชาติอร่อยถูกใจกว่านั่นเอง จัดเป็นร้านช็อคโกแลต 1 ใน Top 3 ของเราจากทริปนี้เลยล่ะค่ะ
Coming up next : Boon – The Chocolate Experience
73 Likes0 Comment


