5.0
1 เรตติ้ง (1 รีวิว)
ปิดอยู่จะเปิดในเวลา 10:30
Boon - The Chocolate Experience
เชฟ Patrick Mertens
The Belgian Chocolate Trail : Boon - The Chocolate ExperienceSo much chocolate, so little time... วลีที่สื่อถึงความหลงใหลและใจรักจนอยากจะอุทิศเวลาทั้งหมดให้กับช็อคโกแลตนี้เป็นสโลแกนของ “Boon” - ร้านช็อคโกแลตของ Patrick Mertens และ Inge Lijnen ผู้เป็นภรรยา ความพิเศษของร้านนี้คือการเติมเต็มความฝันของคนรักช็อคโกแลตทั้งในแง่ของรสชาติและประสบการณ์ เป็นร้านช็อคโกแลตเพียงหนึ่งเดียวที่เราจะได้เฝ้ามอง master chocolatier ของร้านขณะกำลังทำช็อคโกแลตกับเหล่าเชฟลูกมือผ่านทางห้องกระจกขนาดใหญ่ ได้ชิมช็อคโกแลตที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆพร้อมนั่งชิลล์จิบเครื่องดื่มรสเลิศในบรรยากาศโอ่โถงสวยงามของอาคารยุคศตวรรษที่ 17 และรื่นรมย์กับกลิ่นหอมของช็อคโกแลตที่อบอวลอยู่ทั่วร้าน ..การมาที่ร้าน Boon จึงไม่ใช่แค่การได้มาซื้อช็อคโกแลตแสนอร่อยเท่านั้น แต่ยังเป็นการได้มาสัมผัสกับ Chocolate experience ให้สมกับที่ได้เดินทางไปถึงดินแดนแห่งช็อคโกแลตอย่างเบลเยี่ยมอีกด้วยค่ะ ****-Profile-**** [The Chocolatier] Patrick Mertens ผู้เป็นทั้ง Master Chocolatier และ Owner Chef ของ Boon นั้นมีพื้นฐานมาจากการเป็น pastry chef ที่เชี่ยวชาญด้านช็อคโกแลตโดยเฉพาะค่ะ เราจึงได้เห็น Patrick ออกมาต้อนรับลูกค้าในเครื่องแบบเชฟสีขาวปักรูปธงชาติเบลเยี่ยมที่ปกเสื้ออย่างภาคภูมิใจทุกวัน บ่งบอกถึงศักดิ์ศรีของเชฟมืออาชีพไม่ต่างไปจากเชฟชื่อดังรุ่นพี่อย่าง Pierre Marcolini หรือ Jean Philippe Darcis เลยทีเดียว และแม้จะยังไม่ได้มีรางวัลจากการประกวดแข่งขันมากมายมาการันตี แต่เขาก็มีประสบการณ์ทำงานเป็น Demonstrator และ Technical Advisor ให้กับบริษัทผู้ผลิตและจัดหาช็อคโกแลตและเมล็ดโกโก้รายใหญ่ที่สุดของเบลเยี่ยมคือ Barry Callebaut อยู่ถึง 15 ปี โดยได้มีโอกาสเดินทางไปรอบโลกเพื่อฝึกสอนเหล่า chocolatiers ในประเทศต่างๆและได้พบปะแลกเปลี่ยนความรู้กับเหล่าเชฟชื่อดังจากทุกมุมโลก เรียกได้ว่าฝีไม้ลายมือเทียบขั้นชั้นครูทีเดียวค่ะ [The Shop] จุดเริ่มต้นของร้าน Boon นั้นเกิดจากการที่ Patrick Mertens และ Inge Lijnen ได้ไปออกรายการโทรทัศน์ “Success in 100 Days” ซึ่งเป็นรายการ Reality Showเมื่อปี 2005 – แล้วก็ชนะได้เงินรางวัลมาเปิดร้านขึ้นที่เมือง Hasselt นี้ จุดยืนของ Patrick ต่างจากเหล่าเชฟชื่อดังอื่นๆตรงที่เขาไม่ได้เปิดร้านหลายสาขาแล้ววางตัวเป็นผู้บริหารที่ทำหน้าที่เพียงวางระบบ คิดค้นสูตร แล้วจ้างพนักงานมาทำช็อคโกแลตและต้อนรับลูกค้าเท่านั้น แต่คงเป็นเพราะใจรักที่จะทำงานคลุกคลีกับช็อคโกแลตอยู่ทุกวี่ทุกวัน เขาจึงเปิดร้าน Boon ขึ้นเพียงร้านเดียว โดยเป็นผู้ดูแลร้านเองทุกขั้นตอนตั้งแต่การวางสูตร และลงมือทำช็อคโกแลตเองกับมือร่วมกับเหล่า staffs ของร้าน ไปจนถึงการต้อนรับลูกค้า ช็อคโกแลตของทางร้านจะเป็น handmade ทั้งหมด แม้แต่แม่พิมพ์ที่ใช้หล่อขึ้นรูปช็อคโกแลตก็เป็นของที่ Patrick ทำขึ้นด้วยตัวเอง..รวมๆแล้วกลายเป็นร้านที่ดูอบอุ่น น่ารัก ละเมียดละไมและมีลักษณะเฉพาะตัวที่หาจากร้านอื่นได้ยากเลยล่ะค่ะ [Academy& Workshops] นอกเหนือไปจากร้านช็อคโกแลตแล้ว Patrick Mertens และ Inge Lijnen ยังมีการริเริ่มโปรเจ็คต์ Boon Academy เพื่อฝึกสอนเทคนิคการทำช็อคโกแลตให้กับผู้ที่สนใจจะมีร้านช็อคโกแลตเป็นของตนเองด้วย ถ้าใครได้ไปเยือนร้าน Oh!Boo ที่ Sydney (เดิมใช้ชื่อร้าน Boon Sydney) หรือร้าน Coastal Mist ที่ Oregon ล่ะก็ ขอบอกว่านั่นคือร้านของ “ลูกศิษย์” รุ่นแรกๆที่ Boon ภาคภูมิใจค่ะ สำหรับคนทั่วไปที่สนใจหัดทำช็อคโกแลตแบบเบื้องต้น ทางร้านก็มีจัด workshop สั้นๆใช้เวลา 2 ชั่วโมงให้ได้ไปลองฝึกฝีมือกันค่ะ workshop นี้จะมีทุกวันอังคาร-ศุกร์ ตั้งแต่ 20.00-22.00 น. โดยจะมีน้ำชา-กาแฟเสิร์ฟต้อนรับก่อนเริ่มทำ workshop จากนั้นก็มีการสาธิตและสอนการทำช็อคโกแลตด้วยตัวเองที่บ้าน ต่อด้วยการเปิดโอกาสให้ถามคำถามต่างๆ จบลงด้วยการแจกของที่ระลึกเป็นโปรดักส์ของทางร้านให้ได้ไปลองชิมดู ใครสนใจจะลองทำ workshop แบบนี้ติดต่อได้ทาง website ของร้านนะคะ :http://www.thechocolateexperience.be/en/contact# สำหรับราคาของ workshop แบบนี้ ถ้าเป็นกลุ่มที่น้อยกว่า 10 คน ก็จะคิดเหมาจ่ายที่ 350 ยูโร ส่วนถ้ารวบรวมกันได้ตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปจะคิดเป็นรายตัวคนละ 35 ยูโร โดยรับไม่เกินกลุ่มละ 20 คนค่ะ ถ้าใครมีโอกาสไปเที่ยวโซนนั้น นี่ก็ถือเป็นกิจกรรมช่วงค่ำที่น่าสนใจทีเดียว ช่วงเวลาที่จัดก็ไม่รบกวนตารางเที่ยวระหว่างวันด้วยนะ ****-The Creations-**** เมื่อประสบการณ์และฝีมือของ Patrick Mertens มารวมเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ของ Inge Lijnen ผู้ทำงานด้านการโฆษณา - Boon จึงมีผลงานสุดครีเอทชวนตะลึงออกมาให้ฮือฮากันเป็นระยะๆ อาทิเช่น.. ● Chocolate Fizz – ก้อนช็อคโกแลตห่อทองคำเปลวสีทองอร่าม เอาไว้หย่อนใส่แก้วแชมเปญให้เป็นฟองฟู่ๆรสช็อคโกแลตขึ้นมา ฟังดูน่าสนุก แต่เนื่องจากเราไม่ดื่มแชมเปญ ก็เลยไม่ได้ซื้อมาลองล่ะค่ะ ● Chocolate Record – เป็นไอเดียบรรเจิดสุดเจ๋งที่ตอนได้ยินครั้งแรกถึงกับงงว่าอำกันเล่นรึเปล่า คือ Patrick Mertens นั้นเคยลองทำแผ่นเสียงจากช็อคโกแลตค่ะ เอามาเล่นบนเครื่องเล่นแผ่นเสียงออกมาเป็นเพลงได้จริงๆด้วยนะเอ้อ พอเล่นเสร็จพี่แกก็บิแผ่นเสียงเอามาเคี้ยวกินให้ดูหน้าตาเฉย พิสูจน์ว่าทำจากช็อคโกแลตจริงๆไม่ได้โม้จ้ะ อันนี้ถ้าใครอยากดูให้เห็นกับตาลองเข้า Youtube แล้วใส่คีย์เวิร์ด “Chocolade plaat” ดูได้ สำหรับแผ่นแรกที่แกทำออกมาให้ตื่นเต้นกันนั้นเป็นเพลง “Holiday in the sun” ของ Sex Pistols ส่วนล่าสุดนี่ก็มีทำแผ่นเสียงอัลบั้มของ Iron Maiden มอบให้กับทางวง โดยสมาชิกในวงก็ส่งรูปถ่ายพร้อมลายเซ็นกลับมาให้ทางร้านเป็นการตอบแทนด้วย (ถึงจะเป็นเชฟทำขนมหวาน แต่รสนิยมทางดนตรีแกห้าวไม่ใช่เล่นเหมือนกันนะ) ..อันว่าเจ้าแผ่นเสียงช็อคโกแลตนี้ไม่มีขายหน้าร้าน แต่สั่งทำได้ค่ะ เพราะเชฟแกเคยบอกไว้ว่า Send me a vinyl and I’ll make you a chocolate record.. ส่วนราคาให้ไปคุยกับภรรยาเชฟเอานะ (ฮา) ● Eau de Cocoa - เป็น edible perfume หรือน้ำหอมกลิ่นช็อคโกแลตที่กินได้ ซึ่ง Patrick Mertens ได้ร่วมกับ Peter de Cupere ผลิตขึ้น โดยให้ชื่อน้ำหอมนี้ว่า “Cocoa 5 Senses” และได้เปิดตัวเป็นครั้งแรกที่ Milan World Expo ในปี 2015 ที่ผ่านมานี้เอง ลักษณะเป็นน้ำหอมในขวดที่ทำเป็นรูปผลโกโก้ สามารถเอามาสเปรย์ลงบนผิวได้ มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ 20% เพื่อให้เก็บไว้ได้นาน และกินได้ด้วยอีกต่างหาก (ถ้ากลัวใช้หมดไม่ทันวันหมดอายุก็เอามาดื่มเลยก็ได้มั้ง..555) มีขายที่หน้าร้าน Boon ราคาขวดเล็ก 49 ยูโร และขวดใหญ่ 69 ยูโรค่ะ ****-เมนูที่ได้ลอง-**** [Chocolates] ด้วยความที่ Patrick Mertens มี background เป็นเชฟขนมหวาน และยังได้มีโอกาสพบปะแลกเปลี่ยนไอเดียกับบรรดาเชฟชั้นนำจากทั่วโลกมาก่อน จึงไม่น่าแปลกใจที่ช็อคโกแลตของ Boon จะเน้นที่รสชาติแปลกใหม่หลากหลายสุดครีเอท เป็นร้านช็อคโกแลตแนว avant garde ที่เน้นทักษะการผสมผสานรสชาติได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจทีเดียวค่ะ ● Chipotle – โชว์ฝีมือระดับเชฟชั้นครูด้วย dark chocolate ที่มีไส้เป็น praline ผสมพริกเม็กซิกันชิ้นนี้ ชิมดูแล้วได้สมดุลที่เหมาะเจาะพอดีระหว่างความขมเข้มของช็อคโกแลต ความหวานมันของไส้ praline และความเผ็ดร้อนที่แทรกอยู่แบบกำลังเป๊ะไม่เกินงาม เป็นหนึ่งในรสที่เราชอบมากที่สุดเลยล่ะค่ะ ● Kers, vanilla – เป็น white chocolate รูปโดมย้อมด้วยสีแดงสดใส ไส้ข้างในเป็นวานิลลาหอมๆ เข้ากันดีใช้ได้ทีเดียว ● Gezouten Karamel – ก็คือ white chocolate ไส้ salted caramel หรือ caramel fleur de sel นั่นเองค่ะ กลิ่นรสหอมหวานปนเค็มของคาราเมลเข้ากันกับ white chocolate ได้ดีงามมากๆ อร่อยค่ะ ● Sereh(citroengras) – ชิ้นนี้เป็น dark chocolate ไส้ครีมรสตะไคร้ ..เห็นว่าฝรั่งที่โน่นชอบรสนี้กันมากมาย ประมาณว่ากลิ่นมัน exotic ดี เราชิมดูแล้วก็ต้องชมเชฟว่าเก่งที่เอารสตะไคร้กับช็อคโกแลตมาผสมผสานกันได้อย่างไม่น่าเชื่อ รสชาติออกมาไม่ขี้เหร่อย่างที่กลัว แต่บอกตรงๆว่าก็ยังไม่ถึงกับปลื้มเท่าไหร่ ประมาณ 3/5 คะแนนค่ะ ● Champagne Truffles – เนื้อ chocolate truffles เบานุ่มเนียนละลายในปาก หอมแชมเปญเล็กน้อยกำลังดี ชอบมากมาย… อันนี้ซื้อมาทั้งกล่องต่างหากเลยล่ะ ● China Jasmin – Dark chocolate ไส้ครีมหอมกลิ่นมะลิ อร่อยแบบแปลกๆ ทานได้เพลินๆแต่ยังไม่ถึงกับฟินค่ะ ● Speculaas, jeneverbes, hazelnoot – ชิ้นนี้เป็น milk chocolate รูปสี่เหลี่ยมชิ้นเล็กสลักคำว่า Hasselt ไว้เด่นชัด ไส้เป็น speculoo บดกับ hazelnut praline ชิมแล้วบอกเลยว่าอร่อยเว่อร์วังอลังการ ชอบมากที่สุดในบรรดาทุกรสที่ได้ลองเลยนะ ● Butterscotch, hazelnoot – เป็น milk chocolate ไส้ butterscotch กับ hazelnut …รสคลาสสิคแบบนี้ยังไงก็อร่อยชัวร์ไม่มีพลาดอยู่แล้ว เป็นอันว่าไม่ต้องเม้นต์เยอะจ้ะ ● Kumabo – เป็น dark chocolate ganache ที่เข้มข้นถึงอกถึงใจ ถ้าใครชอบช็อคโกแลตแนวหวานมันล่ะก็คงไม่เหมาะกับรสนี้ค่ะ แต่สำหรับเราแล้วค่อนข้างชอบเลย เพราะใช้ทานสลับกับตัวที่เป็น white chocolate จะช่วยตัดรสกันได้ดีน่ะค่ะ ● Koffie, botercrème – White chocolate รูปโดมสอดไส้ buttercream ผสมรสกาแฟ หอมหวานกลมกล่อมดีใช้ได้เลย นอกจากช็อคโกแลตหลากรสที่มีให้เลือกจนละลานตาแล้ว ในแต่ละวันยังมี pastry of the day ให้สั่งอีกด้วยค่ะ อาจจะดูว่าไม่หลากหลายเท่าไหร่เพราะมีวันละแค่อย่างเดียว (ถ้าจะให้มีมากกว่านี้เชฟแกคงทำไม่ไหวน่ะนะ) แต่ถ้าไปแล้วเจอก็น่าลองค่ะ [Drinks] เครื่องดื่มที่นี่มีให้เลือกหลากหลายสุดๆทั้งกาแฟ โกโก้ และชา โดยมีทั้งเครื่องดื่มแบบคลาสสิคดั้งเดิม และเครื่องดื่มผสมสูตรพิเศษของทางร้าน เมนูนี่มาเป็นเล่มโตราวกับอัลบั้มรูปรับปริญญาทีเดียว เนื่องจากเราเห็นว่าชื่อร้านคือ “Boon” นั้นแปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า “Bean” ..บ่งบอกถึงคอนเซ็ปต์ของร้านที่เน้นการใช้เมล็ดโกโก้เกรดท็อปและเมล็ดกาแฟชั้นเลิศที่สุด เราเลยขอเลือกสั่งกาแฟมาลองซะหน่อย กาแฟร้อนที่นี่ทุกเมนูจะเสิร์ฟพร้อม chocolate mousse ที่ทำสดๆมาเป็นถ้วยเล็กๆ 1 ถ้วย - chocolate แบบสอดไส้ 2 ชิ้น – และน้ำเปล่า 1 แก้วนะคะ ● Latte met aroma : Speculaas (ราคา 5 ยูโร) – ดูเผินๆราคาออกจะแรงเมื่อเทียบกับกาแฟร้านอื่นๆของที่นี่ แต่บอกเลยว่ามันคือกาแฟที่อร่อยขั้นสุดระดับ superlative ...ทั้งกลิ่นหอมของเมล็ดกาแฟชั้นดี ความมันจากวิปครีม ระดับความหวานที่กำลังเป๊ะไม่มากไม่น้อย ผสมผสานกับกลิ่นรสของ speculoos ที่แฝงอยู่ได้แบบพอดิบพอดี จัดเป็นกาแฟที่อร่อยที่สุดแก้วนึงในชีวิตการดื่มกาแฟของเราเลย ชิมแล้วก็เลยไม่แปลกใจที่เชฟ Patrick Mertens จะออกอาการ “หวงเมนู” มาก คือเราจะถ่ายรูปในร้านซอกไหนมุมไหนแกก็ไม่ว่าค่ะ แต่พอเห็นตั้งท่าจะถ่ายรูปเมนูปั๊บแกรีบวิ่งมาห้ามเลย โดยให้เหตุผลว่ากลัวร้านอื่นๆจะมาเห็นที่เราโพสต์เข้าแล้วเลยลอกไอเดียสูตรเครื่องดื่มของแกน่ะค่ะ (แต่แค่เอาเฉพาะเมนูที่เราได้ดื่มไปมาเล่าเพียงเมนูเดียวแบบนี้คงไม่เป็นไรมั้งนะ) ขอเล่าต่ออีกนิดว่านอกจากเชฟจะหวงรูปเมนูแล้ว ยังหวงรูปตัวเองซะอีกด้วย อุตส่าห์จะขอถ่ายรูปเชฟคู่กับร้านมาอวดเท่ห์ๆซะหน่อย ปรากฏว่าเชฟไม่ยอมให้ถ่าย (เดาว่าคงไม่ไว้ใจฝีมือแชะของเรา กลัวจะออกมาไม่หล่อรึเปล่านะ) แต่ให้สัญญาว่าจะส่งรูปที่ทางร้านถ่ายไว้มาให้เราทางอีเมล์ ซึ่งแกก็ส่งมาให้จริงๆค่ะ ดังนั้นรูปที่ประกอบรีวิวนี้บางส่วนจึงเป็นรูปของทางร้าน เอามาลงโดยได้รับอนุญาตแล้วนะคะ ● Columbia – ลำพังแค่กาแฟดำธรรมดา ที่นี่ก็มีเมล็ดกาแฟพันธุ์ต่างๆให้เลือกอีกล้านแปดชนิด อย่างแก้วนี้ที่เป็นพันธุ์ Columbia ก็หอมเข้มกลมกล่อมดีงามทีเดียวล่ะค่ะ ส่วนถ้าใครอยากลองกาแฟสุดไฮโซอย่าง civet หรือกาแฟขี้ชะมด ที่นี่ก็มีให้สั่งในราคาแก้วละ 20 ยูโร ...ดูราคาแล้วก็ต้องขอบอกว่าไม่สู้ค่ะ (นอกจากทำมาจากขี้สัตว์แล้วยังแพงเชี้ยบซะขนาดนี้ ใจไม่กล้าพออ่ะ บอกตรงๆ) ****-ทำเลที่ตั้ง/บรรยากาศ-**** ร้าน Boon นี้อยู่ที่เมือง Hasselt ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเบลเยี่ยมค่ะ เมืองนี้มีภาพลักษณ์เป็นศูนย์กลางธุรกิจและที่อยู่อาศัยมากกว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยว สถานที่เที่ยวที่ดูจะเป็นที่รู้จักหน่อยก็คือ Japanese Garden ซึ่งสำหรับคนเอเชียอย่างเราก็ไม่ค่อยน่าตื่นเต้นซักเท่าไหร่ ดังนั้นจุดประสงค์หลักๆที่เรามาแวะที่เมืองนี้ก็เพื่อมาที่ร้าน Boon นี่เอง สำหรับคนที่อยากแวะมาที่เมืองนี้บ้างก็สามารถนั่งรถไฟ Intercity จาก Central Station ที่ Brussels ตรงมาลงที่ Hasselt ได้เลย ใช้เวลาเดินทางราวๆ 1 ชั่วโมงเท่านั้นค่ะ จากสถานีรถไฟสามารถเดินเท้ามาที่ร้านได้ (ตามแผนที่มาเลย) ใช้เวลาเดินประมาณ 15 นาที แนะนำให้เลือกเดินถนนเส้นที่ตัดเข้าในตัวเมือง (Hoogstraat – Demerstraat) ก่อนจะเลี้ยวเข้าถนน Paardsdemerstraat ที่ร้านตั้งอยู่ เพราะระหว่างทางจะมีร้านรวงต่างๆให้แวะช้อปมากมาย เดินไปช้อปไปก็เพลินดีนะคะ สำหรับตัวร้านของ Boon จะเป็นอาคารสีขาวอายุราว 250 มาแล้ว ก่อนหน้านี้ที่นี่เคยเป็นที่ตั้งของร้านอาหารจีน แต่ Patrick และ Inge ได้มาตกแต่งเสียใหม่โดยฟื้นฟูให้กลับไปเป็นอาคารตามแบบอย่างดั้งเดิมของยุโรปช่วงศตวรรษที่ 17 อีกครั้งด้วยผนังที่ทำจากไม้โอ๊คดูอบอุ่น กระจกหน้าต่างฉลุลาย และเพดานสูงที่ทำให้ห้องดูโอ่โถงโปร่งตา ด้านหน้าร้านจะเป็นบริเวณเคาน์เตอร์เตรียมเครื่องดื่มและที่วางโชว์ช็อคโกแลตไว้จำหน่าย ส่วนด้านในจะเป็น tea room ที่มีเฟอร์นิเจอร์หนังและโซฟาให้เลือกมุมนั่งชิลล์กันตามชอบใจ ผนังด้านหนึ่งของห้องเป็นกระจกเผยให้เห็นบริเวณครัวที่เชฟและเหล่าผู้ช่วยกำลังสร้างสรรค์ช็อคโกแลตแสนอร่อยขึ้นราวกับมีเวทมนตร์ บนเพดานมีโคมไฟขนาดใหญ่พิมพ์ลายเด็กน้อยที่กำลังกินช็อคโกแลตเปื้อนปากน่าเอ็นดู ซึ่งเป็นภาพลูกสาวของ Patrick และ Inge ในตอนที่มีอายุได้ 3 ขวบนั่นเอง ให้ความรู้สึกแบบธุรกิจในครอบครัวที่ดูน่ารักและมีเสน่ห์จับใจเลยทีเดียว ..อดนึกไม่ได้ว่าบรรยากาศและการตกแต่งที่นี่ทำออกมาได้อย่างดูดีมีรสนิยมโดดเด่นมากๆ ...ช็อคโกแลตนั้นเป็นขนมที่มักเชื่อมโยงกับความทรงจำในวัยเด็กเสมอ และอาคารที่ตกแต่งแบบย้อนยุคนี้ก็ดูเหมาะเจาะกับเรื่องเล่าที่เรามักเคยได้อ่านกันมาในช่วงวัยเยาว์ เป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างความสวยงาม น่าสบาย และอบอุ่น ชวนให้อยากกลับไปเยือนอีกครั้งแล้วครั้งเล่าเลยล่ะค่ะ แถมท้ายอีกนิดสำหรับคนที่ไม่สามารถเดินทางไปที่เมือง Hasselt ได้ ทางร้านมีการส่งช็อคโกแลตไปฝากขายที่ร้าน Hop & Stork ที่เมือง Utrecth และ Den Haag (ก็กรุงเฮกนั่นเอง) ของประเทศเพื่อนบ้าน คือเนเธอร์แลนด์ด้วยค่ะ ถ้าสะดวกผ่านไปโซนนั้นก็ลองซื้อชิมดูได้ แต่ในแง่ความสดใหม่และบรรยากาศนั้นยังไงก็สู้ที่สาขา original นี้ไม่ได้แน่นอนล่ะนะ ****-ข้อควรระวัง-**** ความที่ร้านเป็นธุรกิจแบบครอบครัวนี่เอง หลายๆอย่างก็เลยยืดหยุ่นได้ รวมไปถึงวันหยุดและเวลาเปิด-ปิดร้านด้วย (ต่างกับร้านแบรนด์ใหญ่ๆที่บริหารงานในรูปบริษัทที่มีพนักงานหมุนเวียนตลอดและมีเวลาเปิด-ปิดที่เป๊ะๆนะคะ) ถ้าว่ากันตามลายลักษณ์อักษรหน้าเว็ปของร้านแล้ว Boon จะเปิดทุกวันอังคาร – เสาร์เวลา 10.30-18.00 น. และปิดวันอาทิตย์กับวันจันทร์ แต่บางวันเวลาที่เชฟ Patrick Mertens แกเหนื่อยมากๆก็ปิดร้านซะดื้อๆตั้งแต่ 5 โมงเย็นก็มี อันนี้บางคนที่อุตส่าห์ไปตามเวลาแล้วเก้อก็เลยไปโพสต์ต่อว่าไว้ใน tripadvisor ซึ่งก็น่าเห็นใจอยู่ล่ะค่ะ หรืออย่างทริปล่าสุดที่เพิ่งผ่านมานี้เรากะจะไปที่ร้าน Boon อีกรอบ ปรากฏว่าร้านปิดยาวไป summer vacation กัน 1 เดือนเต็มจ้ะ ซึ่งเค้าก็ประกาศใน facebook ไว้แล้ว เราพลาดเองที่ไม่ได้เช็คไปก่อน (แต่ก็เลยถือโอกาสไปลองร้าน Darcis ที่อยู่ใกล้ๆกันแทน เป็นอันไม่ผิดหวังค่ะ) สรุปคือใครจะไปก็ควรเช็คหน้า facebook ดูให้ดี ถ้าจะให้ชัวร์ก็โทรศัพท์หรือส่ง email ไปนัดหมายไว้ซักหน่อยเป็นดีที่สุดค่ะ ****-The Verdict-**** ร้าน Boon นี้จัดเป็นร้านที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่หาได้ยากจริงๆค่ะ คือเป็นการรวมเอาเสน่ห์ของร้านช็อคโกแลตแบบ local ที่เจ้าของดูแลเองเข้ากับทักษะฝีมือเชฟที่เชี่ยวชาญไม่แพ้ร้านของเชฟชื่อดัง และความสามารถในการเข้าถึงวัตถุดิบชั้นเลิศไม่ต่างไปจากร้านแบรนด์ใหญ่ชั้นนำ (ฉะนั้นราคาช็อคโกแลตและเครื่องดื่มที่นี่จึงไม่ใช่ถูกๆ แต่ก็แลกกับคุณภาพที่คุ้มค่ากันนะ) ผนวกเข้ากับรสนิยมในการวางรูปแบบและบรรยากาศของร้านด้วยแล้ว ทำให้ Boon เป็นร้านที่ขึ้นอันดับ 1 ใน tripadvisor ควบรวมทั้งในหมวด Dessert และ Coffee and tea อีกทั้งยังได้รับ Certificate of Excellent ติดต่อกันมาโดยตลอดทุกปี แม้ในระดับนานาชาติชื่อเสียงของ Boon อาจจะไม่เป็นที่รู้จักมากนักเพราะไม่ได้มีสาขาที่ไหน แต่ถ้าเป็นที่เมือง Hasselt นี้บอกได้เลยว่าจะเป็นแบรนด์หรูบิ๊กเนมมาจากไหนก็โค่น Boon ไม่ลง สำหรับคนรักช็อคโกแลตอย่างเราแล้ว ร้านดังของเหล่า celebrity chocolatiers หรือร้านแบรนด์เก่าแก่ที่สั่งสมชื่อเสียงมายาวนานนั้นเป็นร้านที่ถ้าสามารถผ่านไปได้สะดวก หรือไปเที่ยวเมืองที่มีสาขาร้านนั้นๆอยู่ก็ควรแวะจัดไปอย่าให้พลาด แต่ร้านแบบ Boon นั้นเป็นร้านแสนพิเศษที่คู่ควรจะเดินทางไปถึงเมือง Hasselt เพื่อจะแวะไปเป็นการเฉพาะเลยล่ะค่ะ Coming up next : Van Hecke Chocolaterie – A taste of enjoyment in life!... อ่านต่อ
74 Likes0 Comment
photo