3.9
15 เรตติ้ง (14 รีวิว)
เปิดอยู่จนถึง 22:00
Italics
Comfit Belly Pork : Spicy Sausage & Dressed Wild Rocket
Italics...รังสรรค์อาหารอิตาเลียนจากวัตถุดิบไทยๆ..รักษ์โลก..รักสุขภาพItalics - ร้านอาหารอิตาเลียนน้องใหม่ในซอยร่วมฤดีที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนเมษายน 2558 นี้ เป็นร้านอาหาร stand aloneร้านแรกที่เกิดจากการจับมือกันของเครือโรงแรม AHMS-The Collection ร่วมกับ Manor Group ของประเทศสิงคโปร์ค่ะ โดยแม้จะยังไม่ประกาศตัว head chef ของร้านอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีผู้รับหน้าที่ดูแลควบคุมมาตรฐานและวาง concept ของร้านคือ Resident Manager ของ AleentaHuaHin Resort & Spa - Chef James Noble ผู้เคยทำงานในร้านอาหารที่ได้ Michelin Star ระดับ 2 ดาวมาก่อน แถมยังเคยเป็น private chef ให้กับ Mick Jaggerตอนอยู่ที่ Mustiqueด้วย.. ดูโปรไฟล์แล้วน่าสนใจจนอยากไปลิ้มลองบ้างทีเดียวค่ะ **-The Concept-** Chef James Noble มีแนวคิดที่จะนำวัตถุดิบที่คัดสรรมาจากแหล่งผลิตภายในประเทศไทยมาปรุงเป็นอาหารอิตาเลียน โดยวัตถุดิบบางส่วนก็มาจากฟาร์มของทางรีสอร์ทเอง แน่นอนว่าต้องพยายามเน้นความเป็น organic food ด้วยเพื่อสุขภาพ และต้องผลิตด้วยวิธีการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น เพื่อให้สมกับที่เชฟเคยนำหลัก carbon-free cooking มาใช้จน Aleenta Resort ได้รับคัดเลือกเป็น The Best Sustainable Hotel (Thailand) จากงาน International Hotel Awards. มาแล้ว ด้วยเหตุที่ต้องการใช้วัตถุดิบภายในประเทศให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้นี่เอง จึงทำให้อาหารที่นี่บางส่วนจะเป็นกึ่งๆฟิวชั่น แต่ก็ยังพยายามรักษารสชาติแบบอิตาเลียนแท้ๆอยู่ (ไม่ได้เน้นความเป็นฟิวชั่นแบบเต็มตัวเหมือนบางร้านนะ)ซึ่งในมุมมองของผู้บริโภคอย่างเรานั้น นอกจากจะคาดหวังกับอาหารที่น่าจะดีต่อสุขภาพแล้ว ก็ยังคาดหวังจะได้ทานอาหารอิตาเลียนมาตรฐานระดับโรงแรม ในราคาที่ย่อมเยาลงด้วย (เพราะวัตถุดิบส่วนนึงไม่ต้อง import มาจากแดนไกลไงคะ) **-The Ambience-** ร้านตั้งอยู่ในซอยร่วมฤดีค่ะ ถ้าขับรถเข้ามาจากทางด้านถนนสุขุมวิทจะเห็นร้านอยู่ทางซ้ายมือเลย All Season Placeไปหน่อยเดียว มีลานจอดรถอยู่หน้าร้านด้วย สะดวกดีค่ะ ลักษณะร้านเป็นบ้านสีขาว วันที่ไป (17 พฤษภาคม 2558) เห็นฝั่งหนึ่งยังมีการก่อสร้างอยู่ (ไม่แน่ใจว่าจะต่อเป็นอีกส่วนของร้าน หรือจะเป็นร้านอื่นมาตั้งอยู่ใกล้ๆกัน) ก็เลยทำให้มีเรื่องเหม็นกลิ่นสีรบกวนบ้างนิดหน่อยเหมือนกัน แต่ถ้าก่อสร้างเสร็จเมื่อไหร่ก็หมดปัญหาล่ะค่ะ ภายในร้านตกแต่งสไตล์ contemporary โดยใช้สีขาว ดำ และเทาเป็นหลัก เฟอร์นิเจอร์และเครื่องตกแต่งส่วนใหญ่ทำจากไม้และหนัง ให้ความรู้สึกอบอุ่นน่าสบาย ตามผนังร้านตกแต่งด้วยรูปถ่ายเก๋ๆที่สื่อถึงคอนเซ็ปต์การใช้วัตถุดิบที่ผลิตภายในประเทศ (เช่น รูปชาวนากำลังดำนา) ร้านแบ่งพื้นที่เป็น 3 ส่วน คือส่วนของห้องอาหาร ส่วนของ coffee bar ที่มีเบเกอรี่และผลิตภัณฑ์ของทางร้านขาย และที่นั่ง outdoor ด้านหน้าค่ะ บรรยากาศโดยรวมดูเก๋ไก๋มีดีไซน์ น่ามานั่งชิลล์สุดๆ แต่ก็ไม่ได้ดูหรูหราอลังการแบบร้านที่เป็น Fine dining เต็มรูปแบบนะ **-The Food-** อาหารที่นี่จะมีทั้งส่วนที่เป็นเมนูอาหารเช้าซึ่งจะอยู่รวมกับเมนูเครื่องดื่ม เมนู a la carte ที่สั่งได้ตลอด และเมนูที่จัดเป็นเซ็ท Business Lunch สำหรับช่วงมื้อกลางวัน (11.00-15.00 น.) ซึ่งจะเขียนขึ้นกระดานดำไว้และเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆแล้วแต่ทางร้านจะจัดค่ะ สำหรับวันที่ไปนั้นเซ็ท Business Lunch สามารถเลือกได้ว่าจะสั่งเป็น 2 คอร์ส (ราคา 350 บาท) หรือ 3 คอร์ส (450 บาท) โดยเลือกได้ตามนี้ค่ะ Course I :สามารถเลือกได้ระหว่าง Wild Mushroom Soup ซึ่งเป็น HotSoup of the Day ของวันนั้น (ราคาเต็มในเมนู a la carte คือ 150 บาทค่ะ) หรือ Rocket & Ricotta Salad (ตัวนี้ไม่มีในเมนู) ที่จริงเราสั่งไป 2 เซ็ท แต่พอดีว่าใจตรงกัน คือเลือกเป็นซุปไปทั้ง 2 ชุด ก็เลยไม่ได้ลองสลัดล่ะ ●Wild Mushroom Soup – เป็นซุปเห็ดที่อร่อยมากค่ะ ความเข้มข้นของครีมกำลังพอดีๆ รสชาติก็ดีทีเดียว อาจจะไม่ใช่ซุปเห็ดที่อร่อยที่สุดที่เคยทานมา แต่ร้านที่เคยทานแล้วอร่อยฟินเว่อร์กว่านี้นั้นราคาซุปเค้าแพงกว่านี้เกิน 2 เท่าน่ะค่ะ ฉะนั้นสำหรับระดับราคาขนาดนี้แล้วต้องถือว่าของเค้ารสชาติดีงามเลยล่ะ ชอบค่ะ Course II :มี 3 เมนูให้เลือกค่ะ ได้ลองไป 2 เมนูคือ.. ● Prawn Olio Penne Green – ถึงชื่อจะบอกว่าเป็นเส้นpenne แต่เอาเข้าจริงพอมาเสิร์ฟมันเป็นเส้นlinguine ค่ะ คาดว่าอาจเป็นเพราะร้านเพิ่งเปิด วัตถุดิบบางอย่างก็เลยไม่พร้อมมั้งนะ จานนี้ผัดมากับพริกแห้งและน้ำมันมะกอก มีกุ้งใส่มาให้หลายชิ้นคลุกปนมากับเส้นค่ะ รสชาติดีอร่อยใช้ได้เลยล่ะ ●Pizza Bismarck –ก็คือพิซซ่าที่มีไข่เยิ้มๆโปะมาด้านบนด้วยนั่นเอง เครื่องอื่นๆที่ใส่มาก็มีชีส ผัก และหมูบด เสิร์ฟมาเป็นแผ่นโตแบ่งกันได้หลายคนเลยล่ะค่ะ ซอสที่ใส่มารสชาติเข้มข้นกำลังดี แค่โรยโอเรกาโน่อย่างเดียวก็อร่อยแล้ว แป้งพิซซ่าเป็นแบบบางและกรอบทั่วถึงทั้งชิ้น ขอบไหม้เล็กน้อย ..ส่วนตัวแล้วเราชอบพิซซ่าอิตาเลียนที่ทำแบบบางกรอบด้านนอกแต่ยังคงความนุ่มอยู่ด้านในให้รู้สึกถึงความแน่นน่าเคี้ยวของแป้งพิซซ่าที่นวดมาเป็นอย่างดีมากกว่าค่ะ เลยอร่อยยังไม่สุดอยู่นิดนึงนะ Course III – ของหวาน ตัวนี้เราไม่ได้สั่งเนื่องจากเห็นว่าวันนั้นมีให้เลือกแค่ไอศครีมเจลาโต้แบบเชอร์เบท และเค้กองุ่น ฟังดูแล้วไม่ค่อยอยากทานเท่าไหร่ แถมถ้าสั่งครบ 3 คอร์สจะราคา 450 บาท แพงกว่าแบบ 2 คอร์ส 100 บาท ซึ่งถ้าคิดว่าเป็นราคาของไอศครีมถ้วยนึงหรือเค้กชิ้นนึงแล้ว มันก็ดูไม่ใช่ราคาพิเศษอะไรน่ะค่ะ (แต่สำหรับเซ็ท 2 คอร์สที่สั่งซุป + pizza/pasta ได้ในราคา 350 บาทนี่มันคุ้มสุดๆไปเลยล่ะ) ...ทีนี้ก็มาถึงอาหารที่สั่งแบบ a la carte บ้าง.. ●Tricolor Family Selection Board (650 บาท) – เป็นจานที่ให้เราเลือกเมนูจากส่วนที่เป็นผลิตภัณฑ์อาหารของทางร้านได้ 3 เมนู ซึ่งจะจัดวางมาบนถาดไม้แผ่นใหญ่ แต่ละจานตกแต่งสวยงามเก๋ไก๋ทีเดียวค่ะ เราเลือกไปตามนี้เลย.. - Smoked Duck :Mango, Red Onion Jam & Pickled Ribbon Vegetables –อกเป็ดรมควันเนื้อแน่น ราดซอสรสค่อนข้างหวานแต่ก็เข้ากันได้ดี เสิร์ฟมาพร้อมผักดอง ทานเข้ากันเหมาะเจาะพอเพลินๆค่ะ - Comfit Belly Pork : Spicy Sausage & Dressed Wild Rocket -หมูสามชั้นทำมาแบบนุ้ม..นุ่ม มีผัก rocket แต่งมาด้านบนไว้ทานตัดเลี่ยน ด้านล่างมีคล้ายๆหมูส่วนมันเอามาทอดจนกรอบหมักซอส เคี้ยวเพลินดีเหมือนกัน แต่ไม่ยักกะมีอะไร spicy เหมือนที่บรรยายนะ - Buffalo Poached Chicken : Sun Dried Tomatoes, Grape Balsamic, & Herbs –พูดง่ายๆว่ามันคือเนื้อไก่หมักนมควาย..เสิร์ฟมาในกระป๋องอย่างเท่ห์ เจ้าน้ำส้มสายชู Grape Balsamic นั้นทำมาเป็นเจลลี่ทรงลูกเต๋าขนาดจิ๋วๆโรยผสมมา เข้ากันดีกับมะเขือเทศแห้งเค็มๆชิ้นยาวค่ะ ● Sea Bass 'Puttanesca' Style : Crushed Pesto Potatoes & Marinated Vegetables (550 บาท) - จานนี้เอร็ดอร่อยดีงามค่ะ เนื้อปลาก็นุ่ม หนังปลาก็กรอบกำลังดี มันฝรั่งบดกับมะเขือเทศที่แกล้มมาก็ปรุงรสดีใช้ได้ สอบผ่านฉลุยเลยล่ะ ● Prawn & Arugula linguine : Crumbled Curd Cheese (480 บาท) – เป็นพาสต้าหน้าตาเหมือนตัวที่อยู่ในเซ็ทเป๊ะแต่เปลี่ยนซอสเป็นแบบครีมชีส สำหรับราคานี้กับวัตถุดิบที่เป็นแค่กุ้งธรรมดาแล้ว แม้จะใส่กุ้งให้มาเยอะก็ยังรู้สึกแพงไปนะคะ เพราะถ้าเทียบกับร้านอาหารอิตาเลียนอื่นที่เคยทานนี่น่าจะได้วัตถุดิบประมาณกุ้งแม่น้ำ ปู หรือหอยเชลล์ได้เลยเชียวน้า **-The Desserts-** ณ. วันที่ไปนั้นพลิกดูในเมนูไม่มีรายการของหวานเลยค่ะ แต่จะมีมัฟฟินและเค้กในตู้โชว์ส่วนที่เป็น coffee bar ให้ไปชี้สั่งเอาได้ ..เป็นขนมแบบง่ายๆที่ไม่มี presentation อลังการ อารมณ์เดียวกับร้าน coffee shop ทั่วไป และชิ้นโตมากค่ะ อาจเป็นเพราะหน้าตาดูไม่ดึงดูดนี่เอง ทางร้านก็เลยหั่นใส่ฝาครอบไว้ให้ชิมฟรีด้วย เราลองไปเป็น.. ● Pumpkin Muffin (80 บาท) – เนื้อแน่นตามแบบฉบับมัฟฟิน หอมนมเนยดีและไม่หวานมาก มีเม็ดฟักทองผสมอยู่ให้กรุบกรอบ เหมาะจะทานแกล้มกาแฟร้อนๆค่ะ ● Pear Frangipani (120 บาท) – เค้กเนยที่ด้านบนเป็นลูกแพร์กวนหวานๆ ส่วนตัวคิดว่าหวานไปหน่อยนะ สำหรับร้านอาหารอิตาเลียนแล้ว เราคาดหวังจะได้เห็นของหวานที่ดูประณีตละเมียดละไมกว่านี้ แบบที่มีให้สั่งจากเมนูแล้วเตรียมกันจานต่อจานตกแต่งสวยงามอะไรแบบนี้น่ะค่ะ พอเปิดเมนูดูแล้วไม่มีของหวานให้สั่งเลยก็ผิดหวังนิดๆนะ แต่จากที่เคยอ่านที่ Chef James Noble เคยให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้วนั้น เห็นว่าจะมีเมนูของหวานที่ฟังดูแล้วสุดแสนอลังการแบบ Banana Ricotta Cheese Cake with Pouring Cream, Pineapple Zabaglione with Honeycomb, Pistachio Lavazza Cannoli with Chocolate Dip…etc. เลยคิดว่าสำหรับในตอนนี้ที่ร้านเพิ่งเปิด ยังไม่มีความพร้อมเต็มที่ จึงยังไม่มีเมนูของหวานเป็นเรื่องเป็นราว แต่ในอนาคตอาจมีเพิ่มขึ้นมาก็ได้ค่ะ **-The Drinks-** จากภาพลักษณ์ของร้านนั้น ดูจะจริงจังเรื่องเครื่องดื่มไม่ใช่น้อยค่ะ ลำพังเมนูเครื่องดื่มอย่างเดียวก็มีเป็นเล่มแล้ว มีทั้งไวน์ขาว-ไวน์แดงจากผู้ผลิตในเมืองไทย cocktails mocktails ต่างๆ และชา กาแฟค่ะ เห็นแบบนี้เลยอยากจะสั่ง mocktail ของเค้ามาลองให้สดชื่นซักหน่อย ปรากฏว่าพนักงานบอกว่ามีเหลืออยู่แค่น้ำสับปะรดและน้ำแตงโมเท่านั้น เพราะคืนก่อนหน้านั้นคนเยอะ สุดท้ายก็เลยสั่งแค่กาแฟร้อน ซึ่งที่นี่ใช้เมล็ดกาแฟโครงการหลวงค่ะ และตอนนี้ยังมีโปรโมชั่น coffee for life – จ่าย 1,000 บาท มาดื่มกาแฟได้ตลอดชีวิต (ขนาดนั้นเลย) ถ้าใครอยู่ใกล้ๆก็คุ้มนะคะ สำหรับการมาลองครั้งแรกนี้ พอจะเห็นได้ว่าอาหารที่นี่รสชาติดีใช้ได้ บริการก็ไม่มีขาดตกบกพร่องสมกับที่บริหารงานโดยเครือโรงแรม แต่เนื่องจากว่าอาหารอิตาเลียนในกรุงเทพฯนั้นมีอยู่เยอะ การแข่งขันสูง ข้อเปรียบเทียบก็พลอยเยอะไปด้วย การจะขึ้นมาเป็นร้านที่โดดเด่นขึ้นมาได้นั้นแค่รสมือดีอย่างเดียวคงไม่พอค่ะ ซึ่งเรื่องที่อยากให้ปรับปรุงมี 2 เรื่องคือ 1. ความหลากหลายของเมนูและวัตถุดิบ – อาจเป็นเพราะเพิ่งเปิดร้านได้ไม่นาน เลยพบปัญหาวัตถุดิบขาดแคลนบ้าง ซึ่งต่อไปพออยู่ตัวแล้วน่าจะบริหารจัดการได้ดีกว่านี้ค่ะ ส่วนเมนู a la carte ที่มีอยู่แค่ 2 หน้ากระดาษนั้น เราว่ามันน้อยไปนะถ้าเทียบกับร้านอาหารอิตาเลียนร้านอื่นๆที่มีเมนูหลากหลายมาเป็นเล่ม อย่างเมนูซุปก็มีแค่ 3 อย่าง pasta นั้นหลักๆก็มี 2 แบบคือแบบผัดน้ำมันมะกอกกับแบบซอสครีม ทั้งๆที่น่าจะมีพวกซอส pesto หรือ bolognese ได้ด้วย ยิ่งถ้าไปกันหลายคนแล้วไม่อยากสั่งของซ้ำๆหรือคล้ายๆกัน ก็ยิ่งเลือกสั่งลำบากน่ะค่ะ และที่สำคัญอยากให้มีของหวานอยู่ในเมนูหลักของทางร้านด้วยนะ 2. รูปแบบเมนู – เดาว่าเมนูที่เอามาให้ดูช่วงนี้อาจจะเป็นเมนูชั่วคราว (หรือเปล่า?) เลยมีรูปแบบที่เรียบง่ายเสียจนดูยาก คือมีแต่ชื่ออาหารและคำบรรยายสั้นๆ ไม่บอกรายละเอียดมากนัก และไม่มีรูปประกอบเลย ซึ่งถ้าร้านเค้ามีแต่อาหารอิตาเลียนแบบดั้งเดิมทั่วๆไปก็คงไม่เป็นปัญหาอะไร เพราะเดี๋ยวนี้คนไทยคุ้นเคยกับอาหารอิตาเลียนกันมากแล้ว แต่บางเมนูที่เป็นฟิวชั่นนี่สิคะ อย่าง River Prawn Risotto นี่เราเกือบสั่งไปแล้ว พอดีพนักงานบอกก่อนว่าที่นี่นำลูกเดือยมาใช้แทนข้าว Arborio (เค้าบอกว่าเพื่อสุขภาพ) แต่เราไม่ชอบทานลูกเดือยน่ะค่ะ ซึ่งกรณีนี้ถ้าเขียนบอกไว้ในเมนูหรือมีรูปให้ดูก็จะลดภาระพนักงานในการอธิบายไปได้นะ แถมยังมีเมนูอื่นๆอีกที่อ่านชื่อได้ แปลออก แต่นึกภาพไม่ออกว่ามันจะออกมาเป็นยังไง อร่อยมั๊ย.. คือจริงๆแล้วการมีเมนูฟิวชั่นที่เป็นเมนูเฉพาะของทางร้านเองนั้นเป็นเรื่องดีที่จะใช้ดึงดูดลูกค้าได้ (อยากกินสิ่งนี้ต้องมาที่นี่เท่านั้น) แต่ต้องสามารถสื่อสารให้ลูกค้าเข้าใจ ดูแล้วน่าอร่อยอยากจะควักตังค์มาลองด้วย เรื่องนี้รูปภาพสวยๆน่าจะช่วยได้เยอะค่ะ ในแง่ของความประทับใจโดยรวมนั้น ณ.วันนี้คงให้ได้แค่ 3 ดาวก่อนค่ะ แต่ก็ดูเป็นร้านที่น่าจะมีศักยภาพที่จะไปได้ถึง 4-5 ดาวได้เลยถ้ามีความพร้อมมากกว่านี้ เพราะอย่างน้อยรสมือก็ใช้ได้ แสดงถึงการมีสูตรอาหารที่ดี และมี concept โดดเด่น ซึ่งถ้ามีโอกาสเราก็อยากจะกลับไปลิ้มลองอีกครั้งในอนาคตเวลาที่ร้านมีความพร้อมเต็มที่ในทุกๆด้าน สามารถจะครีเอทเมนูให้หลากหลายแพรวพราวมากกว่านี้ได้นะคะ... อ่านต่อ
58 Likes0 Comment
photo