- หน้าแรก
/
- Reserve Coffee • Christmas 2017 ร้าน Starbucks Central Westgate ชั้น 1


Reserve Coffee • Christmas 2017
สวรรค์ของคนชอบดื่มกาแฟดริป #Pourover Single Origin วนไป หรือ Specialty Coffee โดย Roaster จาก Seattle กับ Christmas 2017## Starbucks Reserve มีเฉพาะในบางสาขาเท่านั้นครับ ส่วนใหญ่เป็นร้านที่มีพื้นที่กว้างขวางครับ โดยจะแสดงด้วยสัญลักษณ์ *|R และมีปรากฏบนถ้วยกาแฟ Mug แบบพิเศษของร้านเค้าด้วย มีให้บริการกาแฟ brewing แบบพิเศษที่ไม่ใช้ Espresso Machine หรือพวกกาแฟดริป (Pour-over, Aeropress) ที่ใช้เมล็ดกาแฟแบบ Single Origin หรือ Specialty โดยเค้าจะเรียกรวมๆว่า Reserve Coffee เฉพาะสาขาที่เป็น Reserve เท่านั้น คือเป็นเหมือนสาขา Exclusive มีทั้งหมดประมาณ 10 สาขาเท่านั้นในไทยตอนนี้ สำหรับคนที่ชอบดื่มกาแฟเพื่อต้องการสัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่ คือ เค้าจับกลุ่มลูกค้าคอกาแฟจริงๆครับ
ถ้าให้ผมเทียบกันกับเบียร์ Specialty Coffee (หรือที่นี่เค้าเรียกว่า Reserve Coffee) สำหรับคอกาแฟ มันก็เทียบเท่ากับ Craft Beer ของคอเบียร์นั่นเอง ขายความเป็นเอกลักษณ์ของรสชาติจากแหล่งที่มาต่างๆเฉพาะ และเน้นความเป็น Small-lot ไม่ใช่ผลิตเยอะๆเหมือน Commodity ทั่วไป
Starbucks ที่ห้าง Central Westgate มีทั้งหมด 2 สาขาครับ สาขาที่ผมรีวิวนี้ (Starbucks Reserve) อยู่ตรงชั้น 1 บริเวณตรงด้านหน้าทางเข้าส่วนห้างเซ็นทรัลเลย สาขาที่สองอยู่ตรงชั้น 2 (สาขาธรรมดา) บริเวณลานน้ำพุเต้นระบำ ใครอยากมาดื่มแบบ Reserve อย่าเข้าผิดสาขานะครับ
ผมรีวิวสาขานี้ไปหลายรอบมากแล้ว ครั้งนี้ผมจะเน้นรีวิวรวบยอดเครื่องดื่มต่างๆที่ได้ลองมาในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ทั้งแบบ Reserve และ Blend ธรรมดาครับ สาขานี้เรียกว่าผมเข้ามาดื่มทุกอาทิตย์ครับ จนพนักงานบางคนที่เค้าทำงานอยู่มานานจำชื่อผมได้แล้วครับ
### Reserve Coffee ###
• เค้าใช้วิธีแบบ Pour-over V60 หรือวิธีที่ตามร้านทั่วไปทำในส่วน Slow Café หรือคอกาแฟดริปทำดื่มเองที่บ้าน ใช้ Filter กระดาษกรอง ตัว Dripper ที่ใช้เป็นแบบเซรามิค ยึดกับขาตั้งไว้ น้ำร้อนที่ใช้เทรินลงไป Dripper ใช้เป็นน้ำจากเครื่องกรองที่ติดตั้งในร้านครับ (สำคัญมากครับว่าต้องใช้น้ำกรอง เพื่อไม่ให้มีกลิ่นไปกลบกลิ่น Aroma ที่มีเฉพาะตัวของเมล็ดกาแฟจากแต่ละแหล่งครับ)
• ถ้าเป็นแบบ Pour-over เค้าจะมีแบ่งเป็น 2 ราคา ตามเกรดเมล็ดกาแฟและความหายากในการคัดสรรเลือกมาจากแหล่งต่างๆ เริ่มที่ Size-Tall 140 บาท และตัวที่หายากหน่อยราคาจะแพงกว่าอยู่ที่ Size-Tall 190 บาท ราคาขายเท่ากันทั้งแบบร้อนหรือเย็น สามารถสั่งเป็นแบบเย็นใส่น้ำแข็งได้เหมือน Iced Americano ## ผมแนะนำว่าควรสั่งเป็นแบบร้อนครับ กลิ่นและรสชาติจะได้เป็นแบบธรรมชาติและมีเอกลักษณ์เฉพาะของเมล็ดนั้นๆมากกว่าสั่งแบบเย็น
• เมล็ดกาแฟแบบ Specialty จะมีมาจาก 3 แหล่งหลัก คือ โซนแอฟริกา โซนละตินอเมริกา โซนเอเชียแถวบ้านเรา จะมีหมุนเวียนแบบเมล็ดใหม่ไปประมาณเดือนละครั้ง ตาม demand ลูกค้าที่สาขา ส่วนใหญ่เท่าที่ผมดูจะเป็นเมล็ดกาแฟแบบ Natural (ไม่ผ่านการขัดล้าง) และ Washed Process ตอนเสิร์ฟกาแฟ Reserve เค้าจะมี Profile note ของกาแฟตัวที่เราสั่งเป็นแผ่นกระดาษแข็งดูดีมากให้เราดูเป็นข้อมูลและสามารถเก็บสะสมไว้ได้ (ทางผมที่บ้านมีหลายใบแล้ว)
ตัวอย่างกาแฟ Reserve ที่ได้ลองในช่วงที่ผ่านมา (เริ่มจากใหม่ล่าสุดไล่ลงไป)
• Christmas 2017 (Woodsy aroma and flavors of sweet mandarin and mulled spices) :Size-Tall 190 บาท เมนูพิเศษเฉพาะช่วงเทศกาลคริสต์มาสปีนี้ครับ ตัวนี้ไม่ใช่ Single Origin แต่จะใช้เมล็ดกาแฟจาก 2 แหล่ง blend เข้าด้วยกันคือ Hacienda Alsacia (ปลูกจากไร่กาแฟที่ทาง Starbucks เป็นเจ้าของเองที่ Costa Rica ฝั่งอเมริกากลาง) กับ Aged Sumatra (ใช้มือคัดเลือกเฉพาะ หรือ hand-selected) โดยโรงคั่วกาแฟของทาง Starbucks เองที่ Seattle เรียกว่า Reserve ตัวนี้พิเศษมากครับจากแหล่งที่ไม่สามารถหาได้จากร้านไหนแน่นอนครับ คอกาแฟที่ชอบความ Unique ในกลิ่นและรสชาติน่าจะชอบครับ
## กลิ่นและรสหลังจากที่ได้ลอง ค่อนข้างใกล้เคียงตาม Note ที่เค้านิยามเลยครับ Body ตัวนี้ถือว่าสูงมากครับ เป็นกาแฟที่ค่อนข้างเข้มมาก ใครชอบแบบแรงๆตาค้างน่าจะชอบ กลิ่นจะมีความเป็นยางไม้หน่อยๆ ส่วน Acidity ตัวนี้ไม่สูงเลย ไม่มีความเปรี้ยวแบบเบอร์รี่ เพราะไม่ได้มาจากแหล่งที่ Africa เลย ส่วนรสชาติส่วนตัวผมว่าความเป็นส้มแมนดารินไม่ค่อยรู้สึกเท่าไหร่ แต่จะได้รสความเป็นเครื่องเทศออกเด่นชัดกว่าครับ (คล้ายกลิ่นเครื่องเทศไทยๆ)
## คหสต กาแฟตัวนี้เน้นความเข้ม กลิ่นและรสเฉพาะตัวมาก ไม่ติดเปรี้ยว จะคนละสไตล์กับที่ผมชอบครับ
• Ethiopia Bitta Farm (Bright red fruit, ripe banana and bittersweet chocolate accents) :Size-Tall 140 บาท เมล็ดกาแฟจากแหล่ง Africa จากที่ผมได้อ่านใน profile แหล่งปลูก Bitta Farm ถือว่าเป็นแหล่งปลูกกาแฟที่เข้าถึงได้ยากแห่งหนึ่ง อยู่ในป่าลึกบนเทือกเขาที่เต็มไปด้วยโคลน เมล็ดกาแฟจากแหล่งนี้ได้ความคิดมาจากการที่แพะเลือกทานเมล็ดกาแฟดิบตามธรรมชาติเพื่อเพิ่มพลังงานครับ
## คหสต หลังจากดื่ม อ่านตามนิยาม เป็นเมล็ดจาก Africa ดังนั้นเรื่อง Acidity เด่นอยู่แล้วครับ ออกเปรี้ยว แต่ตัวนี้ผมถือว่ายังกลางๆไม่เปรี้ยวเด่น ประมาณ 3/5 ส่วนกลิ่นกล้วยดิบที่ระบุไว้ผมว่ายังไม่ค่อยรู้สึกมากเท่าไหร่ (จะเหมือนพวกผลไม้เมืองร้อน) แต่ที่ผมว่าเด่นสำหรับตัวนี้คือกลิ่นช็อคโกแลตขมๆติดที่จมูกและปลายลิ้นโดยเฉพาะเวลาเราดื่มกาแฟแล้วจิบตามน้ำเปล่าทันที จะรับรู้ได้ชัดเจนมากครับ
• Burundi Gahahe (Floral aromas give way to flavors of bright citrus and sweet black plum) :Size-Tall 140 บาท เป็นเมล็ดกาแฟจาก Burundi แหล่งปลูกกาแฟหนึ่งที่ดีสุดของโลก และผมชอบเมล็ดกาแฟจากที่ประเทศนี้ครับ เคยลองมาจากหลายแหล่งปลูกแล้วในประเทศนี้ ซึ่งรสและกลิ่นค่อนข้างใกล้เคียงกันหมดครับ สำหรับที่ Gahahe จะเป็นแบบ Washed process จุดเด่นของที่นี่คือ Acidity สูง และ Body แบบกลางๆ
## คหสต กลิ่นหอมแบบดอกไม้ค่อนข้างชัด ติดเปรี้ยวแบบซิตรัสชัดเจน ใช่เลยครับ ความเข้มกลางๆ Finish ออก clean หน่อย (ไม่มีกลิ่นพวกโกโก้หรือถั่วติดที่ปลายลิ้น) กลิ่นและรสแบบนี้ชอบมาก
• Rwanda Musasa (Lemon acidity with notes of black plum and a syrupy, sweet finish) :Size-Tall 140 บาท จากรวันดา เป็น Washed process เพิ่งเคยลองดื่มครั้งแรกจากที่ร้านนี้ครับ ส่วนตัวผมว่าค่อนข้างใกล้เคียงจาก Burundi ที่ผมชอบครับ แต่ตัวนี้จะมี Acidity ไม่สูงเท่า กลิ่นใกล้เคียงกัน แต่จะมี Finish แบบหวานๆของผลไม้สุกติดที่ปลายลิ้นหน่อยๆครับ
• East Timor Peaberry (Floral aromas with citrus notes and a malty sweetness) เมล็ดกาแฟจากติมอร์ตะวันออกใกล้ๆบ้านเรา ผมลองเลือกสั่งเพราะว่าจาก note เห็นค่อนข้างใกล้เคียงกับ Burundi ที่ผมชอบส่วนตัว มีกลิ่นหอมแบบดอกไม้คล้าย Burundi ส่วนความเปรี้ยวผมว่าค่อนข้างน้อยไม่เหมือนกัน
/////////////////////////////////
**** ข้อแนะนำ ****
ผมว่าคนที่ชอบดื่มกาแฟดริปน่าจะรู้กันอยู่แล้วครับ
• ถ้าชอบแบบเข้มๆมีความเป็นเบอร์รี่ (กลิ่นผลไม้แทรกๆปลายลิ้น) หรือ Acidity สูง (ติดเปรี้ยว) ให้เลือกเมล็ดกาแฟจากทางฝั่ง Africa
• ชอบแบบอ่อนๆหรือ Mild และมีกลิ่นพวก Nutty (ถั่ว) หอมๆ เลือกจากฝั่ง Latin ครับ
• ชอบแบบมีกลิ่นเครื่องเทศ (จริงๆรู้สึกไม่เยอะมาก) หรือ Spice เลือกจากฝั่งเอเชียแถวๆบ้านเราก็มีหลายตัวอยู่
(บางที่จาก Latin ก็พอมีกลิ่นบ้าง)
/////////////////////////////////
ส่วนเครื่องดื่มอื่นๆที่ได้ลองช่วงผ่านมานอกจาก Reserve Coffee จะมี Maple pecan latte แบบร้อน (เมนูพิเศษเฉพาะช่วง) คือลาเต้ใส่ไซรัปกลิ่นเมเปิ้ลหอมๆ มีโรยด้วยถั่ว pecan ด้านบนกรุบๆ ส่วนตัวเฉยๆ อีกตัวก็เป็น ชาเขียวปั่น ปกติจะมีวิปครีมให้ ผมสั่งไม่ใส่ก็ได้ครับ ชาเขียวของที่นี่ไม่เข้มมากครับ ส่วนเมนูกาแฟประจำที่ผมชอบสั่งเป็นพื้นฐานของที่นี่ก็ Americano มาตรฐานคงที่ เหมือนกันทุกครั้งดี
สรุปผมว่า Starbucks เค้ามีภาษีดีอยู่แล้ว เป็นเชนร้านกาแฟที่มีเครือข่ายทั่วโลก ดังนั้นไม่แปลกที่จะสามารถ Sourcing และมี relation ที่ดีกับทางแหล่งปลูกกาแฟ ดังนั้นจึงมีเมล็ดกาแฟจากแหล่งแปลกๆหลายที่ทั่วโลกมาขายในร้านวนกันไปอยู่เรื่อยๆ ส่วนตัวพนักงานในร้านเองผมเข้าใจว่าต้องมีการเทรนเป็นพิเศษกว่าสาขาธรรมดาทั่วไป เพราะเค้าสามารถตอบสิ่งที่ผมถามเรื่องเมล็ดกาแฟจากแหล่งต่างๆได้ค่อนข้างดีครับ อธิบายและแนะนำผมได้ด้วยว่าถ้าชอบแบบนี้แนะนำเมล็ดจากที่ไหนครับ คงมีการ tasting กาแฟก่อนขายในสาขาด้วย ให้ 4 ดาวครับ
## คหสต สำหรับกาแฟพิเศษเฉพาะช่วงนี้คือ Christmas 2017 ปีนี้ผมว่าอาจไม่ใช่สไตล์รสนิยมที่ผมชอบเท่าไหร่ เน้น Body สูง มีกลิ่น Spice และไม่มี Acidity ส่วนกาแฟที่ผมชอบจริงๆก็ยังคงเป็นจากแหล่ง Africa อยู่เหมือนเดิม โดยเฉพาะที่ Burundi ชอบสุดครับ คนที่ชอบดื่มกาแฟแต่ละคนเค้าก็มีรสนิยมความชอบไม่เหมือนกันครับ ดังนั้นจึงไม่มีผิดหรือถูก ดีหรือไม่ดี สำหรับกาแฟแต่ละตัว อย่างผมชอบติดเปรี้ยวก็จะเทไปทาง Africa มากกว่าที่อื่น คะแนนที่ให้คือมาจากความหลากหลายของเมล็ดกาแฟที่เลือกมา และความเฉพาะตัวของแหล่งปลูกที่เลือกมา (ยิ่งแปลก หายาก รสชาติยิ่งแปลกใหม่)
36 Likes0 Comment


