- หน้าแรก
/
- รูป L'Atelier de Joel Robuchon คิวบ์ ไลฟ์สไตล์ รีเทล เซ็นเตอร์


Fleur Caramel
หรูหราอลังการกับความอร่อยระดับมิชลินสตาร์ โดยเชฟที่ครอบครองดาวเยอะที่สุดในโลกL'Atelier de Joël Robuchon ร้านอาหารฝรั่งเศสระดับมิชลินสตาร์ถึงสามดาวด้วยกัน โดยเชฟฝีมือเยี่ยมอย่าง Joël Robuchon ชาวฝรั่งเศส ผู้ที่มีฉายาว่า "เชฟแห่งศตวรรษ" เพราะเชฟคนนี้มีการันตีด้วยรางวัลมิชลินสตาร์มากมายจนมีดาวมากที่สุดในโลกนี้แล้วครับ
ผมเชื่อว่าหลายๆคนคงเคยได้ยินคำว่า "Michelin Star" คำนี้ เค้ามีเอาไว้การันตีให้กับร้านอาหารดังๆว่าอาหารของทางร้านนั้นอร่อย วัตถุดิบเยี่ยม การตกแต่งจานที่ดูสวยงามน่าทาน เชฟที่ปรุงมานั้นก็มีรางวัลการันตีความอร่อยมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วร้านดังๆที่ได้มิชลินสตาร์ก็มักจะอยู่ในโรงแรมหรือสถานที่หรูๆซึ่งราคาในการมาทานนั้นก็ย่อมจะสูงตามกันไปด้วยครับ
อาหารฝรั่งเศสนั้นขึ้นชื่ออยู่แล้วว่าเป็นอาหารที่แพงติดอันดับต้นๆของโลก L'Atelier ที่มีดาวการันตีความอร่อยถึงสามดวงอยู่ด้วยกันนี่จึงไม่แปลกครับที่ราคาจะสูง เพราะร้านนี้นั้นมีอยู่แค่ 9 สาขาทั่วโลกเท่านั้นเองครับ และในบ้านเราร้านนี้ก็ตั้งอยู่ใจกลางเมืองอย่างสาทร เรียกได้ว่าเดินทางสะดวกสบายครับ
วันนี้ผมได้รับเชิญมางาน "Wongnai Elite Party" ครบรอบ 5 ปีของทางวงในที่ร้านนี้ ต้องบอกเลยว่าทางร้านจัดงานมาได้ยิ่งใหญ่ หรูหรา อลังการงานสร้างมากจริงๆครับ ที่ร้านนี้บอกเลยว่าเคยเล็งที่จะมาทานอยู่แล้วแต่ด้วยความที่ราคาแรงไปหน่อย เลยได้แต่หยอดกระปุกรอต่อไป วันนี้ได้มาลองแล้วบอกได้สั้นๆแค่ว่าคุ้มค่ามากจริงๆครับ เพราะนอกจากจะได้เจอเพื่อนๆสมาชิกวงในแล้ว ยังได้ทานอาหารอร่อยๆ พร้อมกับบรรยากาศดีๆในร้าน แค่นี้ก็คุ้มมากๆแล้วครับ ต้องขอบคุณวงในมา ณ ที่นี่ด้วยครับ
และรีวิวนี้อาจมีการกล่าวพาดพิงถึงบุคคลที่สอง สาม สี่ หรือห้าอีกเช่นเคย ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณแล้วก็ขำอย่างไม่กระโตกกระตากเกินไปนะครับ ฮ่าๆ
[วิธีการเดินทาง]
ร้านนี้ตั้งอยู่ที่ชั้น 5 ของตึก Mahanakorn Cube อยู่ติดกับตึกมหานครที่กำลังก่อสร้างสูงเสียดฟ้าอยู่นั่นเองครับ หลายๆคนอาจจะงงว่าตึกนี้อยู่ตรงไหน ถ้าพูดว่ามันคือตึกเดียวกันกับ Dean & Deluca ผมเชื่อว่าทุกคนคงต้องร้องอ๋อกันอย่างแน่นอนครับ
การเดินทางมาที่ร้านนี้มาได้สะดวกสบายครับ ถ้าใช้รถไฟฟ้าก็ BTS สถานีช่องนนทรีเดินออกมาฝั่งตึกมหานครก็จะถึงเลยครับ ใกล้ๆมากๆ หรือถ้าใครจะขับรถมาจอดนั้นก็สามารถมาจอดในตึกได้ด้วยเลยเช่นกันครับ นำบัตรมาให้พนักงานแสตมป์จอดได้ฟรีเลยครับ (ร้านหรู จอดฟรี!!)
[บรรยากาศ/การบริการ]
บรรยากาศของร้านนี้นั้นหรูหราตามสไตล์ร้านอาหารมิชลินสตาร์แน่นอนครับ ร้านตกแต่งด้วยโทนสีดำแดง ด้านในร้านนั้นสวยมากๆครับ มีการแบ่งโซนที่นั่งชัดเจน และร้านนี้ควรมีการโทรมาจองโต๊ะก่อนล่วงหน้านะครับ เพราะที่นั่งนั้นเต็มล่วงหน้าถึงสองอาทิตย์ด้วยกัน ไม่ใช่ walk-in กันมาได้ง่ายๆ แต่ละที่นั่งนั้นก็มีอุปกรณ์ในการทานวางไว้ให้พร้อมสวยงามครับ
ที่นั่งของทางร้านมีทั้งหมดดังต่อไปนี้ครับ
1) The Counter - เป็นที่นั่งแบบบาร์ นั่งด้านนอก มีที่นั่งอยู่เยอะพอสมควร เก้าอี้นั้นนั่งสบาย แต่ละที่นั่งนั้นก็มีที่แขวนกระเป๋าไว้ให้พร้อม นั่งทานไปก็สามารถดูเชฟทำไปได้ด้วย แค่อาจจะไม่เหมาะกับคนที่มาสวีทกันสักเท่าไรครับ
2) La Terrace - ที่นั่งโต๊ะด้านใน ผมเคยโทรมาถามแล้วทราบว่าถ้าอยากได้โต๊ะส่วนตัวด้านในต้องเสียเงินเพิ่มประมาณ 2,000 บาทครับ แต่มันก็ดูจะเหมาะกับคนที่มานั่งสวีททานกับคนรักได้ดีกว่าการนั่งทานแบบบาร์แน่นอน หรือถ้าใครจะมาเป็นกรุ๊ปก็สามารถจองที่นั่งด้านในได้เช่นกันครับ เข้าใจว่าที่นั่งด้านในน่าจะจุได้ประมาณ 18-20 คนครับ
3) Crystal Room - ห้องคริสตัลสำหรับลูกค้าจำนวน 4-5 ท่าน ห้องนี้จะจองได้ก็ต่อเมื่อมีการทานขั้นต่ำ 20,000 บาทสำหรับมื้อเที่ยง แล้วก็ 30,000 บาทสำหรับมื้อเย็นนะครับ
4) Mahanakorn Room - ห้องนี้พิเศษสุดๆตรงที่ด้านข้างห้องนั้นจะเป็นวิวของตึกมหานคร ที่ระหว่างทานนั้นจะสามารถชมวิวที่ตั้งตระหง่านอย่างได้อย่างชัดเจนและสวยงาม ห้องนี้รองรับลูกค้าได้ถึง 6 ท่าน และจะทานได้ก็ต่อเมื่อมีการทานขั้นต่ำ 30,000 บาทสำหรับมื้อเที่ยง แล้วก็ 45,000 บาทสำหรับมื้อเย็นครับ
การบริการของพนักงานต้องบอกว่าสมบูรณ์แบบครับ พนักงานทุกคนคงได้รับการอบรมเรื่องมารยาทมาอย่างดีมากๆ เพราะทุกขั้นตอนระหว่างการทานนั้นออกมาเพอร์เฟคมากจริงๆครับ การเก็บจานพร้อมกับช้อนส้อมหรือมีดแต่ละคันสำหรับแต่ละคอร์สที่เสิร์ฟมานั้นเป๊ะมากๆครับ การรินไวน์หรือการเสิร์ฟน้ำก็เป็นการบริการที่ถูกต้องตามร้านอาหารที่ฝรั่งเศสเป๊ะๆเลยครับ นอกจากพนักงานจะบริการดีแล้วก็ยังมีอารมณ์ขัน ชวนคุย ทำให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารนั้นไม่เงียบเหงาเลยครับ
[รสชาติอาหาร/ความคุ้มค่า]
อาหารฝรั่งเศสของทางร้านมีให้เลือกหลากหลายรูปแบบมากครับ ไม่ว่าจะเป็น Set Lunch สำหรับการมาทานมื้อกลางวัน หรือจะเป็น A La Carte เมนู
แต่วันนี้ทางวงในมีโอกาสได้มาลองชิม Tasting Menu ของทางร้าน ซึ่งมีทั้งแบบ 5 Courses แล้วก็ 7 Courses พร้อมกับกับ Wine Paring ต้องบอกเลยว่าค่อนข้างประทับใจในเมนูที่ทานวันนี้ครับ แม้ว่าบางเมนูอาจจะเข้าไม่ถึงอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วรู้สึกได้ถึงความยอดเยี่ยมของวัตถุดิบแล้วก็ไม่แปลกใจครับว่าทำไมร้านนี้ถึงได้ครอบครองมิชลินสตาร์ถึงสามดวงด้วยกัน
House-made Breads
- เมนูแรกที่ได้ชิมกันเป็นขนมปังโฮมเมดของทางร้านเองครับ ทางร้านจัดมาให้ถึง 6 แบบ 6 สไตล์ด้วยกัน มาทั้งแบบนิ่ม แบบกรอบ แบบแบกเกต หรือจะรสเบคอน รสหมึกดำ รสชีสก็มาให้ลองทานกันแบบเต็มๆ ผมลองทานดูแล้วรสชาติอร่อยทุกแบบเลยจริงๆ
- ทางร้านเสิร์ฟมาเป็นตะกร้าให้ได้ลองทาน ตะกร้านึงสามารถทานได้ถึงสามคน แต่จากเท่าที่ผมเดินสำรวจดูแล้ว ก็เห็นทานกันเรียบร้อยดี แต่มีอยู่สองคนนั่นก็คือนุช (User: Nuch Leerasantana) และกิ๊ง (User: Ging) ไม่รู้เป็นไร หน้าตาดูอิ่มเอิบจากการกินมาก พอได้เหลือบไปมองที่ตะกร้าขนมปังแล้วก็พบว่า ขนมปังทั้งหมดมันได้วาร์ปหายไปในท้องทั้งสองคนหมดแล้วนั่นเอง (ของคนอื่นนี่เหลือกันเต็ม พนักงานต้องมาเก็บ) ผมเชื่อว่ากิ๊งและนุชซึ่งเป็นสายแข็งทั้งคู่ไม่มีใครกินแค่ของตัวเองแน่นอน โดยเฉพาะพี่ดุษ (User: Dusanee) ที่นั่งข้างนุชดูเหมือนไม่ค่อยจะอิ่มสักเท่าไร ผมไม่ได้ถามหรอกนะครับ แต่เข้าใจว่า พี่ดุษน่าจะโดนนุชแย่งไปกินหมดอย่างแน่นอน ฮ่าๆ (จริงๆแล้วแอบลืมดูว่าคนข้างๆกิ๊งนั้นก็ดูไม่อิ่มด้วยเหมือนกันหรือเปล่า แต่ก็คิดว่าใช่ 555) ว่าแต่ทำไมคนตัวเล็กๆถึงกินกันเก่งจัง ป้าประจำบอร์ดเราวันนี้ถึงจะไม่มา แต่มั่นใจมากว่าถ้ามาขนมปังของคนข้างๆก็น่าจะถูกเบียดเบียนด้วยเช่นกันแน่ๆ หึหึ
Pour Commencer
- เมนูนี้เป็นสตาร์ทเตอร์เมนูแรกที่ทางร้านเสิร์ฟมาให้ทานครับ เป็นกระหล่ำปลีสีเขียวที่เรียกว่า Green Kale Veloute ที่นำไปบดละเอียดเสิร์ฟซ้อนมากับเจลลี่มะเขือเทศรสเผ็ดนิดๆ เมนูนี้เสิร์ฟมาในถ้วยกระจุ๋มกระจิ๋มน่ารัก พร้อมถาดรองที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่ามันคือเมนู "ผัก" นะ ผมเองซึ่งเป็นพลพรรค์รักษ์โลกอยู่แล้ว (วงการนี้มีคุณป้าอายุมากคานทอง นำทีม) ทานไปคำแรกแล้วต้องบอกเลยครับว่าพอ รสชาติมันผักมากกกกกกกกกกกกก จนต้องยกให้ แอม (User: Ampza) กินต่อ รายนี้คือกินไรได้หมดทุกอย่าง กินไม่เลือก กินไม่เหลือ ฮ่าๆ หลังจากที่ตัวเองกินไม่ได้ไปแล้ว ผมก็พยายามไปดูปฏิกิริยาคนอื่นว่ามีใครกินไม่ได้อีกบ้าง หันไปดูหมีน้อยตัวใหญ่ๆข้างๆ (User: xxhugebear เซ็นเซอร์ให้นิดก็ได้) กินเข้าไปคำแรก หน้าเหมือนกินฉี่เข้าไป เพราะดูปวดแสบปวดร้อนกับมันมาก (แต่เก็บอาการไว้) แล้วพูดออกมาแบบสวยๆ(?) ว่า "เพราะหนูไม่กินผักค่ะ" โอเคครับบบบบบบบบบบบบบบ หึหึ
Le King Krab
- เมนูนี้เป็นเนื้อปู king crab ที่สดหวานอร่อยมากๆ แรพมาด้วยอะโวคาโดโรลและรองพื้นด้านล่างมาด้วยเจลลี่เกรปฟรุ๊ทครับ เมนูนี้ฟินมากครับแม้จะเป็น portion เล็กๆแต่บอกเลยว่าไม่ว่าจะเป็นอะโวคาโดกับเนื้อปูที่ทานคู่กันแล้วเข้ากันดียิ่งกว่าลิปตา ทานคู่กับเจลลี่ยิ่งอร่อยหนักเข้าไปใหญ่เลยครับ เมนูนี้มีรางวัล "2012 Sylvaner Rosenberg, Vieilles Vignes, Domaine Barmes-Buecher" การันตีความอร่อยด้วยครับ
- ผมทานเสร็จรู้สึกว่ามันยังไม่พอ เดินไปหาคนอื่นกะชวนคุย แต่พลพรรคที่อยู่ใกล้หรือไกล ไม่ว่าจะเป็น น้ำพันช์(ชื่อหวานไปมาก?) (User: Nampunz) พี่แกรนด์ (User: Grandto) ทุกคนต่างหวงจานมากกกกกกกกกกกกก แบบจับไว้แน่นอย่างกับเป็นโฉนดที่ดินที่เพิ่งได้มาเป็นมรดก เดินไปไกลหน่อยไปหาที่นุช รายนี้ก็หมดแล้วอีกตามเคย สุดท้ายก็ได้แต่นั่งมองตาปริบๆ ขโมยขนมปังคนข้างๆมากินแทน ฮ่าๆ
La Cerise
- หลังจากทานไปสองคอร์ส คอร์สที่สามเป็นซุปก็เสิร์ฟมาครับ เมนูนี้เป็นซุปเชอรี่แกสพาโช่ ที่เสิร์ฟมาพร้อมกับ Ricotta ชีส ตรงกลาง แล้วก็พิทาซิโอ้ ไว้ให้ทานคู่กัน ซุปนี้รสชาติก็ยังคงเน้นผักนำเช่นเคย ผมทานแล้วรสชาติคล้ายกับกินส้มตำ ฮ่าๆ (ความเป็นผู้ดี ไม่มีกันเลยทีเดียว) สำหรับผมที่เน้นเนื้อ เจอจานผักแบบนี้เข้าไปสุดท้ายก็ต้องกลับไปกินขนมปังต่อ ฮ่าๆ
La Caille
- เมนูนี้เป็นเมนคอร์สแล้วครับ เป็นน่องนกกระทาย่างพร้อมกับเนื้ออีกชิ้นที่ยัดไส้มาด้วยฟัวกรา เสิร์ฟมาพร้อมกับ potato puree แล้วก็สลัดสมุนไพร เมนูนี้ฟินมากครับ เนื้อนกกระทานั้นนุ่มอร่อย ยิ่งส่วนที่ยัดไส้ฟัวกรานั้นยิ่งนุ่มอร่อย ละลายในปากเลยครับ ตัว potato puree หรือแมชโพเทโท้เนี่ยก็นวลเนียนอร่อยมากจนหมีน้อย (คนเก่า) ต้องขอเชฟเพิ่มมาทานกันเลยทีเดียว เชฟก็แรงมาก ไม่รู้เป็นเพราะเห็นหมีน้อยตัวใหญ่หุ่นเหมือนอุ้มลูกมาแล้ว 5 เดือนไม่อิ่มหรือไงก็ไม่รู้ ทิ้งไว้ให้ทั้งถาดเลย ประเด็นคือหมด เชฟคงเซง ต้องไปทำมาใหม่สำหรับคนอื่น บอกแล้วเรื่องกินเรื่องใหญ่สำหรับพวกเรา ฮ่าๆ
Fleur Caramel
- เมนูนี้เป็นของหวานปิดท้ายที่ไอเดียบรรเจิดมากครับ เป็นคาราเมล lightness ที่อร่อยมากกกกกกกกกก ในคาราเมลก็มีท็อปปิ้งเป็นช็อกโกแลตชุบทอง พร้อมกับผลไม้อีกมากมาย ทางร้านเสิร์ฟมาพร้อมกับจานรองที่เป็นรูปมือที่สวยงามมากมาย ที่สำคัญมันยังอร่อยมากอีกด้วยครับ รสชาติของคาราเมลหวานเข้มข้นสะใจสุดๆครับ
ปกติแล้วราคา Tasting Menu สำหรับ 5 courses นั้นราคาอยู่ที่ 5,000++ บาท ส่วนแบบ 7 courses นั้นจะอยู่ที่ 7,500++ บาทครับ เราสามารถเลือกเมนูที่อยากทานได้เองเลยจากเมนูของทางร้านครับ ถ้าเพิ่ม wine pairing เข้ามาด้วยก็จ่ายเพิ่มอีกประมาณ 3,000-4,000 บาทครับ วันนี้ผมได้ลองทั้งไวน์ขาวและไวน์แดงของทางร้านเลยครับ คุณภาพดีเลยครับ
หลังจากทานเสร็จทางวงในก็มีกิจกรรมให้จับฉลากแลกของขวัญกัน วันนี้ผมจับได้ของตั้ม (User: GobGap H.) ต้องขอบคุณมากๆเลยครับ รวมถึงขอบคุณนุชด้วยที่หลอกให้ไปจับฉลากเป็นคนแรก เดินกลับมาจากห้องน้ำก็ได้ยินเสียงนุชนี่แหละดีสุดๆบอกว่ามีคนเรียก ที่ไหนได้ โดนหลอกให้ไปจับฉลากคนแรก หึหึ แถมยังไม่จบสุดท้ายยังเรียกให้เป็นตัวแทนกล่าวอวยพรเวปอีก (หล่อเลย บอกเลย อิอิ) ยังไงก็ขอบอกตรงนี้อีกรอบนะครับว่า ขอบคุณวงในมากๆสำหรับเวปไซต์ดีๆที่ทำให้ผมได้มารู้จักกับทุกคน ได้ลองทานร้านอาหารอร่อยๆ ยังไงก้าวสู่ปีที่ 6 ก็ขอให้มียูสเซอร์เพิ่มขึ้นเยอะๆ รีวิวเยอะๆ สัญญาว่าจะรีวิวต่อไปเรื่อยๆแน่นอนครับ
หลังจากจับฉลากกันเสร็จทางวงในก็มีเค้กมาให้เป่ากันเนื่องในโอกาสครบรอบ 5 ปี ตั้งแต่เค้กออกมาผมมองเห็นสายตาของคนนึงที่เรียกได้ว่าจ้องเค้กตาเป็นมันไม่หยุดเลยครับ และคนนั้นก็ไม่ใช่ใครนุชเจ้าเก่านั้นเอง ผมได้ถามน้องว่าเสร็จแล้วกลับเลยไหม น้องก็บอกเดี่ยวถ่ายรูปแปปนึงแล้วกลับค่าาาา ผมก็โอเคช่วยน้องถ่ายๆไป ก็แปลกใจว่าทำไมถ่ายแต่มุมเค้กก็ไม่รู้ เดินไปเดินมาหันมาดูอีกที พนักงานในร้านหั่นเค้กให้แล้วก็ไม่ใช่ไรหรอก นุชคนเดิมนั่งยืนกินเค้กอยู่โดยมีพี่ต่ายที่เป็นขากินเข้ามาแจมด้วยกันอยู่สองคน หึหึ นุชไหนบอกกลับเลย? เห็นเค้กแล้วคือ? รู้ทันนะ ใครอยากรู้ว่านุชกินท่าไหน เลื่อนลงมาดูรูปได้ครับ 5555
เก็บตก
- ก่อนกลับบ้านทุกคนก็มาถ่ายรูปกับป้ายวงในพร้อมกับบรรยากาศหรูๆกันในแก๊งนี่ก็ถ่ายกันอย่างเมามันส์ ไม่ว่าจะเป็นน้ำพันช์ แอม พี่แกรนด์ พี่จอย คุณดาว ถ่ายกันจนป้ายวงในเกือบล้ม แถมยังทำป้ายเค้าขาดกลางอีก พลังช้างสารกันทุกคน ดูจากหุ่นก็พอเดากันได้ 5555 ยังไงคราวหน้ามาเล่นกันใหม่นะ อิอิ
74 Likes0 Comment


