- หน้าแรก
/
- รูป Flann O'Brien's Irish Pub


บรรยากาศดีค่ะสำหรับวันนี้ก็จะพาไปกินร้าน Flann O'Brien's Irish Pub สาขา Asiatique กันบ้างนะคะ (เป็นสาขาแรกที่เปิดออกมาข้างนอกอิมแพ็คค่ะ ก่อนจะเปิดอีกสองสาขาคือสีลมและทองหล่อตามมา) หลังจากที่เคยพาไปหม่ำที่ สาขาทองหล่อ มาแล้ว ซึ่งการไปรอบนี้ก็เป็นการชวนจากคุณเปิ้ล เอเจนซี่เจ้าเดิมค่ะ (เป็นเจ้าที่ให้เรารีวิวตรงไปตรงมาแค่ไหนก็ไม่ถอยจริงๆ สิน่า อันนี้ขอชมค่ะ
โดยการไปวันนั้นเราขับรถไปเองค่ะ ก็ไปจอดที่ลานข้างๆ เลย ซึ่งต้องยอมเสียค่าจอดหนึ่งร้อยบาท เพราะตรงอื่นเต็มแล้ว ยกเว้นตรงที่เสียตังค์อย่างเดียวอะค่ะ เลยต้องยอมเสียน่อ แหะๆ
เดินออกไปจากลานจอดรถก็เจอชิงช้าสวรรค์ที่เป็นสัญลักษณ์หนึ่งของที่นี่ไปนะคะ
เดินตรงเข้าไปด้านในเรื่อยๆ เลยค่ะ เพราะร้านฟลานโอเบรียนส์นี่จะอยู่ด้านในสุดเยื้องไปทางแม่น้ำเลยค่ะ แถวๆ โกดังสิบนะคะ
ที่อยู่สำหรับติดต่อนะฮับ (ก็อปมาจากเว็บเค้าหละค่ะ)
lann O’Brien’s Irish Pub Asiatique
2194 Charoenkrung 72-74 Road, Wat Prayakrai District, Bangkolaem, Bangkok 10120
Tel : +66(0)2108-4005 , +66(0)2108-4006
http://flann-obriens.com
https://www.facebook.com/FlannobriensIrishPub
เอาแผนผังเอเชียทีคมาให้ดูนะคะ จะเห็นว่าจากลานจอดรถ เดินเข้าไปด้านในสุด แล้วก็เลี้ยวไปทางขวาเพื่อไปทางโกดังสิบค่ะ
เอาเป็นว่าถ้าเดินไปถึงตรงนี้ ก็เดินตรงไปแล้วเลี้ยวซ้ายอะค่ะ ก็จะเห็นร้านอยู่เยื้องๆ ไปทางขวามือนะฮับ
ก็เจอกับนักเชิดหุ่น เลยเก็บทั้งภาพนิ่งและวีดิโอมาฝากค่ะ
ในที่สุดก็หาเจอแว้ววว (แบบว่าใส่ส้นสูงปรี๊ด เดินจากลานจอดรถเลยรู้สึกว่าไกลมาก เจอได้นี่น้ำตาไหลพราก)
ด้านหน้าและทางเข้าร้านค่ะ พื้นที่เยอะกว่าสาขาทองหล่อที่เราเคยไปเยอะมากค่ะ
มีที่นั่งโซนด้านนอกร้านที่เป็นโอเพิ่นแอร์ตามภาพนะคะ ส่วนใหญ่ที่นั่งก็..ค่ะ ชาวต่างชาติอยู่แล้วอะนะ
เข้าไปด้านในกันค่า เจอกับเคาน์เตอร์ยาวที่ใหญ่กว่าที่สาขาทองหล่ออีกเช่นกันค่ะ
เก็บภาพด้านซ้ายและขวาของโซนอินดอร์มาให้ค่ะ จะเห็นว่าที่นั่งเยอะมากค่ะ (รับได้ราวๆ 150 ท่านค่ะ) เคยมีคนมาจัดงานเลี้ยงแต่งงานที่นี่ด้วยนะเอ้า..แล้วก็ที่นี่ก็รับจัดงานอีเว้นท์และปาร์ตี้ด้วยค่ะ เราว่าโดยสถานที่เหมาะสมเลยทีเดียวหละค่ะ
เคาน์เตอร์และที่กดเบียร์สดค่ะ นอกจากเบียร์ไอริชแล้วก็ยังมีเบียร์อื่นๆ ให้สั่งได้เช่นกันนะคะ
อืมม์...เราว่าประโยคที่อยู่บนผนังนี้น่าสนใจนะคะ หุๆ
มาดู menu ค่ะ ให้ดูแค่คร่าวๆ เนาะ เพราะลงละเอียดไปแล้วตอนรีวิวสาขาทองหล่อ
ทุกสาขาราคาเท่ากันหมดนะคะ ไม่มีปรับเปลี่ยนราคาตามทำเลแต่อย่างใด จะเห็นว่าราคาอาหารไม่ได้แพงตามที่เราได้คาดเดาไว้ก่อนเมื่อเห็นร้านนะคะ รับได้เลยแหละ ถ้าไปเอเชียทีคก็เรียกว่าเป็นร้านหนึ่งที่น่าสนใจหากอยากกิน-ดื่มอะค่ะ
ช่วงที่เราไปเป็นช่วงเทศกาลเซนต์แพททริคหละค่ะ ก็มีโปรสั่งเบียร์สามแก้ว ได้หมวกแบบที่น้องพนักงานใส่ด้วยค่า
และจากที่เราหาข้อมูลเรื่องวันเซนต์แพทริก อันได้มาจาก ลิงก์นี้ (คลิกเพื่ออ่าน) ก็ได้บอกเล่าไว้ดังนี้ค่ะ
เมื่อกล่าวถึงวันเซนต์แพทริกแล้ว คงมีคนจำนวนไม่น้อยที่สงสัยว่าทำไมต้องเป็นวันที่เกี่ยวข้องกับสีเขียวและ ใบไม้สามแฉกที่แสดงถึงความโชคดี แต่สำหรับชาวไอริชแล้ว ไม่มีเทศกาลใดจะสำคัญไปกว่าเทศกาลเซนต์แพทริก (St. Patrick’s Festival)
ซึ่งจะมีการเฉลิมฉลองกันในวันที่ 17 มีนาคม อันเป็นวันสิ้นชีพของนักบุญแพทริก นักบุญผู้ปกป้องคุ้มครองไอร์แลนด์ โดยประเทศไอร์แลนด์จัดให้เป็นวันหยุดทางศาสนา เช่นเดียวกับบรรดาโบสถ์ในนิกายโรมันคาทอลิกที่กำหนดให้เป็นวันเฉลิมฉลองนัก บุญ ซึ่งใกล้เคียงกับวันเริ่มต้นถือศีลอดของชาวคริสต์พอดี
เซนต์แพ ตทริก คือ นักบุญผู้ปกป้องคุ้มครองไอร์แลนด์ ถ้าเรียกตามสำเนียงไอริชก็ต้องบอกว่า วันชาติของเขาคือ “แพดดีส์ เดย์” (Paddy’s Day) จะสังเกตได้ว่าเกือบทุกแห่งในโลกมีไอริชผับจำนวนมาก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าชาวไอริชก็เป็นอีกชาติหนึ่งที่กระจัดกระจาย อพยพไปยังส่วนต่างๆ ของโลก นอกจากพวกเขาจะเฉลิมฉลองกันในสาธารณรัฐไอร์แลนด์และไอร์แลนด์เหนือแล้ว ยังมีการฉลองกันในหมู่ชาวไอริชพลัดถิ่นที่แคนาดา อังกฤษ ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และนิวซีแลนด์รวมถึงประเทศทางแถบเอเชีย แม้กระทั่งที่ประเทศไทยเราก็จัดให้มีการร่วมขบวนเฉลิมฉลองเทศกาลนี้เป็นปี แรก ณ เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ในวันที่ 17 มีนาคม 2554 เช่นกัน
พาเหรด ฉลองเซนต์แพตทริกมีขึ้นครั้งแรกในปี 1761 ถัดมาอีกปีก็จัดอย่างยิ่งใหญ่ที่กรุงนิวยอร์ก โดยทหารเชื้อสายไอริชที่มาประจำการในกองทัพของอังกฤษเป็นผู้นำพาเหรด พร้อมร้อง เล่น เต้นรำกับเพลงไอริชอย่างสนุกสนาน ณ ปัจจุบัน ขบวนพาเหรดฉลองวันสำคัญของชาติไอร์แลนด์ในนิวยอร์กยังนับว่ายิ่งใหญ่ที่สุด นอกไอร์แลนด์ โดยจะมีคนไม่ต่ำกว่า 1.5 แสนร่วมขบวนในแต่ละปี แท้จริงแล้วขบวนพาเหรดนั้นไม่ได้เริ่มต้นที่ไอร์แลนด์แต่อย่างใด แต่จัดขึ้นครั้งแรกในสหรัฐอเมริกา อันมีชุมชนชาวไอริชอยู่มาก โดยสมาคมการกุศลไอริช จัดที่เมืองบอสตัน ในปี ค.ศ.1737 แล้วต่อมาที่นิวยอร์ก จนตอนหลังก็กลับไปยังบ้านเกิดด้วยการที่เมืองต่างๆ ในไอร์แลนด์ จากที่ฉลอง แค่ทางศาสนา ก็ขยับมาจัดเป็นงานฉลองที่ไม่ว่าจะเป็นชาวคริสต์หรือไม่ก็เข้าร่วมงานได้ สนุกถ้วนหน้า การเฉลิมฉลองเซนต์แพตทริกเป็นประเพณีที่ต้อนรับฤดูใบไม้ผลิและการใช้ชีวิต ท่ามกลางแดดอุ่น ๆ หลังจากที่หลบอยู่ในบ้านด้วยอากาศที่หนาวเย็นมานาน
ธงชาติไอริชและธงประดับสัญลักษณ์ประเทศ อย่าง ใบแชมร็อก ต่างโบกสะบัดที่เมืองมอนทรีอัล ในควิเบก เป็นการฉลองที่ยาวนานหลายวันติดต่อกัน พอๆ กับที่ดับลิน คอร์ก เบลฟาสต์ แดร์รี กัลเวย์ คิลเคนนี ลิเมอริก และวอเทอร์ฟอร์ด ในสาธารณรัฐไอร์แลนด์
จริงๆ แล้ว เครื่องแต่งกายของเซนต์แพตทริกเป็นสีน้ำเงิน ทว่า สีเขียวที่สวมใส่ในงานฉลองนั้นมาจากสีประจำชาติและเป็นหนึ่งในสีธงชาติ ไอร์แลนด์ เนื่องจากใบแชมร็อกมีสีเขียวจึงเชื่อว่าการสวมใส่เสื้อผ้าสีเขียวก็เหมือน กับมีแชมร็อกอยู่บนร่างกาย
แชมร็อก (Shamrock) หรือชาวเคลต์ (ชาวท้องถิ่นดั้งเดิมของไอร์แลนด์) เรียกว่า ซีมรอย (Seamroy) เป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่มีมาตั้งแต่ยุคโบราณบนผืนแผ่นดินไอร์แลนด์ นับเป็นสัญลักษณ์ของการเกิดใหม่ และฤดูใบไม้ผลิ โดยในศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา ใบแชมร็อกถือเป็นเครื่องหมายแสดงความรักชาติของชาวไอริช เนื่องจากโดนอังกฤษเข้ามายึดครอง แถมยังห้ามพูดภาษาไอริช ทั้งห้ามนับถือศาสนานิกายคาทอลิก หลายๆ
คนจึงพากันสวมใส่เสื้อผ้าสีเขียวเพื่อแสดงพลังแห่งชนชาติ และกลายเป็นสีที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในวันเซนต์แพตทริก
ดนตรี อันมีเอกลักษณ์ของชาวไอริชก็มีส่วนสำคัญไม่น้อยไปกว่าเสื้อผ้าสีเขียว ด้วยว่าเป็นสิ่งที่แยกไม่ออกจากชีวิตและวัฒนธรรมของชาวไอริชเลย ด้วยเหตุนี้เนื้อหาในบทเพลงไอริชจึงมักเล่าเรื่องวัฒนธรรม ศาสนา ตำนาน ประวัติศาสตร์และชีวิต เพื่อการสืบทอดสู่ลูกหลาน โดยเฉพาะหลังจากถูกอังกฤษยึดครองและห้ามพูดภาษาท้องถิ่น พวกนักดนตรีทั้งหลายจึงอาศัยบทเพลงเป็นเครื่องมือในการสืบทอดภาษาเคลต์ของตน เองเพื่อไม่ให้สูญหาย ซึ่งเป็นวิธีคิดที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ทุกวันนี้มีนักร้องนักดนตรีชาวไอริช ที่ร้องเพลงภาษาท้องถิ่นจนโด่งดังไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น เดอะ ชิฟต์เทนส์ เดอะ แคลนซี บราเธอร์ส ซีเนด โอคอนนอร์ หรือแม้แต่รุ่นใหม่ๆ อย่าง เดอะ คอร์ส ก็ต้องมีเพลงภาษาไอริชแทรกเอาไว้ในอัลบั้มเพลงป๊อปของพวกเขา
ชาว ไอริชจะฉลองให้ครบสูตรกันตั้งแต่เช้า เริ่มกันตั้งแต่ไอริช เบรกฟาสต์ หรืออาหารเช้าของเขาที่ประกอบด้วย ขนมปังแบบโฮมเมด สตู และมันฝรั่ง โดยส่วนใหญ่จะดื่มชาคู่กัน แต่ถ้าอากาศยังหนาวมากๆ ก็อาจปิดท้ายมื้อเช้าด้วยไอริชวิสกี้
เมนูสำคัญของวันเซนต์แพตทริกจะ ต้องมีคอร์นบีฟและอาหารที่ทำจากกะหล่ำ ซึ่งนับเป็นเมนูพื้นบ้านดั้งเดิมสุดๆ โดยเมนูหลากหลายจากกะหล่ำนั้นเป็นสิ่งที่ชาวไอริชกินกันทุกวันอยู่แล้ว แต่คอร์นบีฟเป็นสิ่งพิเศษที่เพิ่มขึ้นมาเพื่อการฉลองวันสำคัญของชาติโดย เฉพาะ เหตุที่ไม่ใช่เมนูหรูหราอะไร ก็เนื่องมาจากเมนูดังกล่าวเกิดขึ้นมาจาก “ยุคประหยัด” พวกเขานำเนื้อส่วนที่มีราคาถูก อย่างคอร์นบีฟมาใช้แทนที่ไอริชเบคอนซึ่งราคาสูงเพื่อจะประหยัดเงิน (เป็นวิธีคิดที่เริ่มต้นในกลุ่มชาวไอริชอพยพที่กรุงนิวยอร์กตั้งแต่ศตวรรษ ที่ 17 โดยเป็นการเลียนแบบแนวทางประหยัดทรัพย์มาจากเพื่อนบ้านชาวยิว) และปิดท้ายด้วยเบียร์ดำ ไอริชวิสกี้ หรือไอริชครีม ลิคเคอร์
เนื่องจากเพื่อนที่เราชวนให้มาชิมด้วยกันยังมาไม่ถึง (ทินาคนเดิมฮับ) ทางร้านก็เลยสั่งตัวนี้มาให้เรารองท้องก่อนค่ะ
Fish Finger – ราคา 205 บาท เนื้อปลาดอลลี่ อย่างดีนำมาชุปแป้งทอดที่ผสมผสานด้วยเบียร์ ทำให้กรอบนาน ทานคู่กับซอสทาร์ทาร์ ที่ทางร้านตีขึ้นเอง ใช้เรียลมายองเนสผสมกับเม็ดแคปเปอร์และผักดองเล็กน้อย รสชาติเปรี้ยวอมหวาน
สำหรับการกินเมนูนี้นะคะ
ทอดมาได้ค่อนข้างกรอบมากๆ ขณะที่เนื้อปลาข้างในก็ยังชุ่มฉ่ำอยู่ค่ะ โอเลยทีเดียว กินเปล่าๆ เราก็ว่าอร่อยดีนะคะ แต่ถ้าชอบกินซอสก็จิ้มก็ได้ค่ะ รสชาติไม่ต่างกันมาก แต่จะละมุนขึ้นอีกหน่อย
จานต่อไปค่ะ Tuna Salad - ราคา 180 บาท (Assortment of Green,Potato,Olives and Tuna Served with Fresh Herbs Vinaigrette) สลัดทูน่า
ที่นี่เค้าให้น้ำจิ้มมาสองแบบนะคะ เราว่าอร่อยคนละแบบค่ะ แบบหนึ่งจะเข้ากับสลัดได้ดี ขณะที่อีกแบบมันก็ช่วยเรียกน้ำย่อยได้ค่ะ ส่วนผักและอื่นๆ ก็ได้มาตรฐานของร้านนะคะ แต่เรายังชอบสลัดที่เคยกินที่สาขาทองหล่อมากกว่าหละ แหะๆ
เมนูต่อไปค่ะ Mixed Snacks Platter – ราคา 395 บาท ของทอดแสนอร่อยรวมกันอยู่ในตะกร้าใบน้อย ประกอบด้วยหอมหัวใหญ่ทอดสีเหลืองทอง,หมูแดดเดียว,ปลาดอลลี่ชุปแป้งทอด ทานคู่กับซอสกาลิกมาโย ซอสพริก
ตัวนี้ให้ซอสมาสามแบบค่ะตัวที่เป็นทอดๆ (ชุบผงขนมปัง?) ทั้งหลาย ยังทอดได้กรอบนอกนุ่มในเหมือนเดิมค่ะ แต่จานนี้เรากลับถูกใจที่หมูแดดเดียวแฮะ หมักได้เข้าเนื้อดี พริกไทยมาเต็มมาก อร่อยเลยค่ะ ซึ่งกินแบบไม่ต้องจิ้มอะไรก็อร่อยนะคะ
New Zealand Lamb Chop – ราคา 495 บาท ซี่โครงแกะอย่างดี นำเข้าจากประเทศนิวซีแลนด์นำมาหมักด้วยไวห์แดง แล้วนำไปกริลล์จนสุก ทานคู่กับผักสลัดอาทิ ผักไฮโดรโพนิก ผักคอซและทานคู่กับน้ำเกรวี่ที่เคี่ยวนานหลายชั่วโมง พร้อมน้ำเดรสซิ่งทานคู่ผักสลัดรสชาติลงตัว
สำหรับจานนี้นะคะ เค้าทำมาแบบมีเดียมค่ะ (ตามภาพ) แกะมานุ่มและยังมีกลิ่นของแกะอยู่ค่ะ (แต่เราชอบกลิ่นแกะที่ไม่ฉุนเกินไป ซึ่งกลิ่นขนาดนี้เรารับได้ค่ะ) ข้างในยังคงฉ่ำอยู่ และหมักมาได้นิ่มและมีกลิ่นจากการหมักไวน์เบาๆ
แล้วก็ก่อนหน้านี้เราได้คุยกับเชฟ เชฟคนนี้จะทำอาหารในลักษณะที่ยังคงให้ความเคารพกับตัววัตถุดิบอยู่น่ะค่ะ คือจะไม่เปลี่ยนจนทำให้เอกลักษณ์หรือลักษณะเด่นของวัตถุดิบนั้นๆ เปลี่ยนไป (อย่างที่เชฟเล่าเรื่องมันฝรั่งเป็นต้นว่าตอนก่อนที่เค้าจะมาดู ทางครัวทำอีกแบบ ซึ่งเค้าบอกว่ามันทำลายคุณลักษณะของมันฝรั่งไป) และจากการที่เราได้กินหลายจาน เราก็ว่าหลายๆ จานเชฟแสดงถึงทัศนคติในการทำอาหารมาได้เด่นชัดมากๆ ค่ะ
แม้กระทั่งทินาเอง ซึ่งไม่ได้มาฟังตอนเชฟคุย ตอนที่เราถามคอมเม้นท์ ทินาก็พูดในลักษณะที่ว่า เมนูนี้ๆ เค้ายังหมักไม่เข้าเนื้อสุดๆ นะพี่ คือ ยังเหมือนมีความเป็นเนื้อ..อยู่ ไม่รู้ว่าเชฟเค้าตั้งใจมั้ย ก็เลยทำให้เห็นว่า ไม่ใช่เราได้ฟังแล้วคิดไปเอง แต่คนอื่นที่ได้กินก็รู้สึกหละค่ะ Smiley
ซึ่งลักษณะการทำอาหารแบบนี้..เราว่ามันก็เป็นความเฉพาะตัว (ถ้าภาษาศิลปินคงเรียกว่า "ทาง" ของใครของท่าน) หละนะคะ ถ้าถามเรา เราชอบทั้งแบบเคารพวัตถุดิบแบบนี้ และแบบที่เปลี่ยนไปจนสร้างเมนูใหม่ๆ ออกมาได้..สำหรับเรา ทำมาเถอะค่ะ ขอให้อร่อย สะอาด น่าจดจำ เราชอบหมด แฮ่...
Salmon Burger – ราคา 390 บาท เป็นเบอร์เกอร์ที่ทำจากเนื้อปลาแซลมอนอย่างดี นำเข้าจากนอร์เวย์ นำมาแล่ กริลล์จนสุกกำลังดี ทานคู่กับผักสลัดโควสลอร์และเรียลมายองเนส
ตัวนี้ขนมปังเบอร์เกอร์ยังอร่อยเช่นเคยค่ะ (เราว่าขนมปังในเครืออิมแพ็คอร่อยแหละ) กรอบนอก เนื้อแน่น และมีรสมีชาติ ส่วนตัวแซลมอนก็ทำมาไม่แห้งเกินไปนัก (มีแค่บางส่วนที่แห้งไปหน่อย) คิดว่าถ้าใครชอบเบอร์เกอร์และชอบแซลมอนน่าจะโปรดกับเมนูนี้หละค่ะ
จานต่อไปค่า Irish Lamb Stew – ราคา 399 บาท สตูว์เนื้อแกะ เลือกใช้ เนื้อแกะนำเข้าจากนิวซีแลนด์นำมาตุ๋นด้วยเบียร์ดำกินเนส หลายชั่วโมง พร้อมเครื่องเทศหอมกรุ่นสไตล์ไอริชแท้ ทานคู่กับขนมปังบาแกตเนื้อดี
สำหรับจานนี้ ตัวขนมปังยังอร่อยเช่นเคยนะคะ (เปิดคอร์สสอนทำมั้ยคะ จะขอไปเรียน ฮา) ส่วนตัวแกะตุ๋น ยังตุ๋นได้เข้าเนื้อในระดับหนึ่งหละค่ะ ทว่ามันไม่ถึงกับสุดๆ ไปทั้งตัวเนื้อ ยังคงมีความเป็นแกะอยู่ ตัวเนื้อนุ่มและนิ่มมาก มีกลิ่นแกะอยู่เบาๆ เป็นจานที่ยังคงเป็นจุดขายของร้านได้ค่ะ แต่ถ้าถามเรา...เราว่าตัวเนื้อตุ๋นที่เคยกินที่ทองหล่ออร่อยกว่าหละค่ะ แต่ถ้าใครชอบแกะมากกว่าเนื้อวัว หรือกินเนื้อวัวไม่ได้ กินตัวนี้แทนก็อร่อยนะคะ
Granny O’Brien’s Apple Crumble – ราคา 135 บาท พายแอ๊ปเปิ้ลสูตรโฮมเมดสไตล์ไอริช ทานคู่กับซอสครีมคัสตาร์ด รสชาติหอมมันส์เข้มข้น
สำหรับตัวนี้ อร่อยกว่าของหวานสองตัวที่เราเคยกินที่ทองหล่อค่ะ แต่ก็ยังไม่ถึงกับสุดนะคะ คือ ตัวแอปเปิ้ลที่เอามาทำมันเปรี้ยวโดดไปนิดหนึ่งน่ะค่ะ ถ้าเปรี้ยวน้อยกว่านี้เราว่าน่าจะอร่อยกว่านี้หละค่ะ แต่ถ้าใครชอบกินของหวานแบบไม่เลี่ยน อมเปรี้ยวนิดๆ ก็น่าจะโอเคนะคะ
ปิดท้ายด้วยภาพรวมของอาหารที่ได้กินวันนั้นทั้งหมด ภาพที่เราถ่ายกับผู้จัดการร้าน คุณเอี๊ยง ศิริชัย ไพจิตโรจนา และภาพของเชฟผู้รังสรรค์อาหารมื้อนี้ให้นะคะ กับเชฟเจี๊ยบ วิเชศฐ พุ่มยงค์ ซึ่งเป็น Sous Chef ที่ดูแลทั้งสาขานี้และสาขาสีลมฮับบบบบ
3 Likes0 Comment


